บริษัทลูก TU ลุยตลาดอาหารสัตว์น้ำ เจาะฐานใหม่ “อินโด-ปากีสถาน”

พีระศักดิ์ บุญมีโชติ
พีระศักดิ์ บุญมีโชติ

บริษัทลูก TU ฟีดมิลล์ ฝ่าวิกฤตอาหารสัตว์ต้นทุนพุ่ง เร่งขยายตลาดกวาดรายได้ 5 พันล้าน เจาะเซ็กเมนต์สัตว์น้ำ เพิ่มมาร์เก็ตแชร์อาหารปลากะพง-กุ้งก้ามกราม-ปลานิล ชูนวัตกรรมอาหารเสริมป้องกันโรค ลุยฐานผลิตใหม่ “อินโดฯ-ปากีสถาน” เพิ่มรายได้ต่างประเทศเป็น 15%

ที่ผ่านมาธุรกิจอาหารสัตว์ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากจากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่ Thai Union Feedmill บริษัทลูกของกลุ่มไทยยูเนี่ยน สามารถสร้างการเติบโตทำยอดขาย 9 เดือนของปี 2566 ได้ถึง 3,801.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8%

เติบโตสวนกระแส

นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ (TFM) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากประสบการณ์ในธุรกิจอาหารแช่เยือกแข็ง และนั่งตำแหน่งนี้ครบ 1 ปี ทำให้งานมีความต่อเนื่อง

ปีนี้คาดว่าจะทำยอดขายได้ 5,000 ล้านบาท โดย 9 เดือนที่ผ่านมาทำได้ 3,801 ล้านบาท กำไร 75.2 ล้านบาท โดยเฉพาะไตรมาส 2 เติบโต 200% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนไตรมาส 3 โตอีก 9.9% ไตรมาส 4 จะโตต่อเนื่อง เพราะราคากุ้งปรับสูงขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้มีคนเลี้ยงกุ้งมากขึ้น

“วันนี้เราผลิตอาหารกุ้งเป็นหลัก 55% อาหารปลา ปลากะพง 34% อาหารสัตว์บก 8% ที่เหลือเป็นสินค้าอื่น ๆ เช่น อาหารเสริม แอนตี้ไบโอติกที่มาช่วยเรื่องการเลี้ยง ที่เติบโตมากมาจากกุ้งเพิ่มขึ้น 8.6% สัตว์บกเพิ่ม 12.5%”

ชู 4 คีย์ไดรเวอร์

ปีหน้า TFM จะมี 4 Key Driver คือ อาหารกุ้ง ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาด 20% เป้าหมายปีหน้าคือ 25% อาหารปลากะพงปีนี้ดีมากสุดในประวัติการณ์ เรามีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 34% ยอดขายโตมากเป็น Engine ปีหน้าขึ้นเป็น 36%

เรื่องอาหารปลานิล มีส่วนแบ่งตลาดที่ 7% ทั้งสูตรอาหารปลานิลกระชังและปลานิลบ่อ จะมุ่งทำตลาดเจาะเป็นเซ็กเมนต์แต่ละจังหวัด

อาหารกุ้งก้ามกรามและอาหารปลาทับทิม ปัจจุบันเริ่มทำตลาดแล้ว เราเห็นโอกาสเพราะปัจจุบันมีปลานิล 200,000 ตันต่อปี กุ้งก้ามกรามเคยมองว่าทั้งประเทศมี 40,000-50,000 ตัน แต่จริง ๆ ไทยมีการเลี้ยง 80,000-100,000 ตัน ปัจจุบันเรามีมาร์เก็ตแชร์ 8% ปีหน้าจะโตได้ 10-12% มากสุดคือ 15%

ขณะที่ตัวหลักอย่างอาหารกุ้ง เดิมเราโฟกัสกุ้งขาว ซึ่งเลี้ยงอยู่ 300,000 ตัน ก็มีโอกาสเติบโตได้ดี ทั้ง 4 เซ็กเมนต์ถือเป็นตัวขับเคลื่อนของบริษัท

บุก ตปท.เจาะตลาดใหม่

แผนธุรกิจปี 2567 จะเน้นทำตลาดอาหารกุ้ง โดยร่วมกับกลุ่มทียู ทั้งการขาย แชร์ข้อมูลการค้าและการทำตลาดให้ผู้เลี้ยงกุ้ง สนับสนุนผู้เลี้ยงกุ้งให้ได้ตามมาตรฐานเรื่องความยั่งยืน หรือ ASC

“วันนี้ตลาดโลกต้องการความยั่งยืน แนวทางของเครือไทยยูเนี่ยนจะผลักดันเกษตรกร การทำฟาร์มให้ได้มาตรฐาน GAP เป็นมาตรฐาน ASC โดยจะส่งเสริม 250 บ่อ เพื่อขยายตลาดอาหารกุ้งได้อีก 3,000 ตัน”

อีกด้านจะสร้างการเติบโตในตลาดต่างประเทศ โดยลงทุนที่อินโดนีเซียถือเป็นคีย์ไดรเวอร์ เพราะมีความต้องการต่อเดือนถึง 31,000 ตัน ขณะที่กำลังการผลิตของเราอยู่ที่วันละ 1,000 ตัน แต่เพิ่มได้ถึง 2,000 ตัน เป้าหมายเราจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในโซน East Java, Central Java และ West Java ของอินโดนีเซีย เป็น 10-15%

ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากตลาดภายในประเทศ 70-80% อินโดฯ 20% และปากีสถานเป็นอีกหนึ่งเครื่องจักรที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ เพราะไตรมาส 4 เราลงทุนไลน์การผลิตอาหารกุ้งร่วมกับรัฐบาลในสัดส่วน 51 : 49% ที่เมืองลาฮอร์ แคว้นปัญจาบ กำลังการผลิต 1,000-3,000 ตัน จะเริ่มรับรู้รายได้ในปีหน้า นอกจากอาหารกุ้งแล้ว ที่ปากีสถานยังมีอาหารปลา และอาหารสัตว์บกด้วย

“เปรียบเทียบศักยภาพปากีสถานและอินโดนีเซียแล้ว อินโดฯมีพื้นที่กว้างกว่า มีตัวกินมากกว่า ส่วนปากีสถานเป็นดาวรุ่งใน 5-10 ปีข้างหน้า เนื่องจากรัฐบาลสนับสนุนให้ดึงต่างชาติมาลงทุน ทำให้เริ่มเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง”

รายได้รวมมาจากในประเทศ 90% ที่เหลือจากต่างประเทศ โดยอินโดฯ 6.8% ปากีสถาน 3.2% แนวโน้มปี 2567 น่าขยับขึ้น โดยจะปรับสัดส่วนตลาดในประเทศเป็น 85% แล้วเพิ่มตลาดต่างประเทศแทน

ปัจจัยธุรกิจปี’67

จากสถานการณ์โลก นายพีระศักดิ์มองว่า ธุรกิจปรับเปลี่ยนทุกวัน เป็นความท้าทาย เราต้องรับมือกับปัจจัยที่มากระทบ ซึ่ง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาวัตถุดิบแพงมาก เราต้องลดต้นทุนรัดเข็มขัด เน้นพัฒนาสูตรให้เป็นธุรกิจหลัก

แต่ปัจจัยบวกยังมีคือ หลังตลาดกุ้งฟื้นตัว ราคากุ้งขนาด 50 ตัวต่อกิโลกรัม ขยับขึ้น กก.ละ 160-170 บาท ถือเป็นระดับราคาค่อนข้างดี เกษตรกรเลี้ยงได้ มีกำไร ปีหน้ากุ้งในไทยจะมากกว่าปีนี้

หากประเมินต้นทุนวัตถุดิบ ปลาป่นปรับขึ้น 15% น้ำมันปลาปรับขึ้น 20% ธัญพืชขึ้นไปแล้วและลดลงมาไม่มาก ตอนนี้สูงกว่าเดิม 3-4% ไม่นับรวมค่าไฟ ทำให้มีการปรับราคาไม่เกิน 1 ดิจิต ก่อนหน้านี้ เพราะแนวทางบริษัทจะเน้นการปรับตัว ลดความสูญเสียในโรงงาน นำพลังงานโซลาร์มาใช้เพื่อลดค่าไฟ

แม้ต้นทุนธัญพืชจะปรับสูงขึ้นมาก แต่บริษัทไม่ได้ปรับสูตร เรายึดเรื่องคุณภาพและเน้นบริหารจัดการต้นทุนการผลิตแทน หัวใจของอาหารสัตว์อยู่ที่คุณภาพวัตถุดิบ ตั้งแต่รับตำแหน่งได้ปรับแผนงาน จัดวางพอร์ตโฟลิโอสินค้าเลือกทำตลาดที่มีเอสเคยูที่ดี ๆ บางตัวไม่มีกำไรก็ตัดออก เราจะเน้นทีมขาย ทีมวิจัยให้มากขึ้นในปีหน้า

ลุยอาหารเสริม

นายพีระศักดิ์กล่าวว่า ศูนย์วิจัยหลักจะอยู่ที่มหาชัย โดยจะเสริมผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ที่เป็นนิวเอ็นจิ้น ล่าสุด Magic Deplus คืออาหารเสริมที่จะมาช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในน้ำ ตอนนี้เริ่มส่งออกไปอินเดียแล้ว

เทรนด์การเลี้ยงสัตว์น้ำต้องเผชิญกับปัญหาโรค เราต้องพัฒนาอาหารต้านโรค ป้องกันการเกิดโรค ซึ่งทีมวิจัยได้ร่วมกับกรมประมง เพื่อพัฒนาอาหารและตัวต้านไวรัส แต่ละตัวจะใช้เวลา 3-4 ปี เมื่อสำเร็จจะได้รับรางวัลและได้ลิขสิทธิ์ ปัจจุบันมี 15 เอสเคยู บริษัทเน้นสร้างจุดแข็ง เช่น เมจิดีพลัส แอนตี้แบคทีเรียที่ทำมาจากทูน่า เป็นความพยายามที่จะสร้างความแตกต่าง


นอกจากนี้จะลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม 200 ล้านบาท นำนวัตกรรมต่างประเทศมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน สร้างความหลากหลายในสินค้าใหม่ ๆ เช่น อาหารปลาคาร์ป ปลาสวยงาม พร้อมนำระบบรีไซเคิลน้ำ ไฟฟ้าโซลาร์เซลล์มาใช้ ลดการใช้ถ่านหินและใช้รถอีวีในการขนส่ง