วอนรัฐหนุน “เครื่องเงินไทย” สร้างงานฝีมือสู่ “ซอฟต์พาวเวอร์”

สิทธิศักดิ์ ลิ้มวัฒนายิ่งยง
สัมภาษณ์พิเศษ

“อัญมณีและเครื่องประดับ” ยังถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าการส่งออกให้กับประเทศต่อปีสูงเป็นอันดับ 3 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย ซึ่งในกลุ่มนี้มี “เครื่องประดับเงิน” ซึ่งนับว่าเป็นสินค้าสร้างมูลค่าการส่งออกให้กับประเทศได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เกือบ 100%

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายสิทธิศักดิ์ ลิ้มวัฒนายิ่งยง” นายกสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย ถึงโอกาสและทิศทางการส่งออกเครื่องประดับเงินในปี 2567

เศรษฐกิจโลกซบทุบกำลังซื้อ

ในปีที่ผ่านมาการส่งออกเครื่องประดับเงินช่วง 11 เดือนแรก ลดลง 8% มีมูลค่า 1,479 ล้านเหรียญสหรัฐจากช่วงเดียวกันของปี 2565 มีมูลค่า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เมื่อมองในภาพรวม การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ ยังมีการขยายตัว 8.51%

“ปี 2566 เป็นปีที่ยากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดยเฉพาะเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศไม่แน่นอน ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นทำให้ผู้บริโภคลดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญได้ปรับพฤติกรรม ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นจากมูลค่าวัตถุดิบโดยเฉพาะโลหะที่นำมาผลิต เพิ่มสูงขึ้นใกล้เคียงกับเครื่องประดับทอง ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มหันไปซื้อเครื่องประดับทองแทน”

แนวโน้มส่งออกปี 2567 ฟื้น

แนวโน้มการส่งออกเครื่องประดับเงินในปี 2567 น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง 10% จากภาพของการส่งออกเครื่องประดับเงินของไทยหากย้อนไป 4-5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าเฉลี่ย 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

จากความคาดหวังภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาที่กำลังฟื้นตัว ทั้งเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลง จากเดิมที่กังวลเศรษฐกิจไม่ขยายตัว เงินเฟ้อสูง แต่อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะต้องยอมรับว่าสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกโดยทั่วไปคาดการณ์ลำบากขึ้น และผู้บริโภคแต่ละกลุ่มได้รับผลกระทบที่ต่างกันด้วย พร้อมทั้งพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยเปลี่ยนไปมากด้วย

ส่องตลาดเครื่องเงินไทย

ตลาดเครื่องประดับเงินของไทยมี 3-4 ตลาด คือ ตลาดสหรัฐอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ และออสเตรเลีย โดยตลาดสหรัฐถือเป็นตลาดที่ใหญ่สุด มีสัดส่วน 30% เยอรมนี สัดส่วน 24% รวม 2 ตลาดนี้มีสัดส่วนส่งออกถึง 50-60% ของการส่งออกเครื่องประดับเงินไทย

แต่ที่ผ่านมายอดส่งออก 2 ตลาดนี้ ลดลง 3% แม้ว่าจะไม่มากแต่น่ากังวล เพราะสินค้าเครื่องประดับเงินจากคู่แข่งหน้าใหม่ เช่น จีน อิตาลี ตุรกี และอินเดีย ที่ผลิตสินค้าราคาที่ถูก ออกมาทุ่มตลาดในปริมาณมาก ทำให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้ากลุ่มนี้แทน

อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นจะต้องรักษาสัดส่วนตลาดส่งออกสำคัญนี้ให้ได้ โดยได้หารือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศถึงความกังวลเกี่ยวกับสัดส่วนและมูลค่าการส่งออกไปในตลาดสหรัฐและเยอรมนีที่ลดลง ซึ่งทางกรมมีแนวทางในเบื้องต้นที่จะสนับสนุนการส่งออกใน 2 ตลาดนี้ เพิ่มขึ้นบ้างแล้ว

นอกจากรักษาการส่งออกเดิม ไทยมุ่งเจาะตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่นและฝรั่งเศส ที่มีผู้บริโภคให้ความสนใจเครื่องประดับเยอะ แต่สัดส่วนของการส่งออกไทยไปในตลาดดังกล่าวน้อย

“ตลาดอินเดีย” ดาวรุ่งโตแรง

เมื่อดูยอดส่งออกปัจจุบันเป็นที่น่าสังเกตว่า มีอินเดียเพียงตลาดเดียวที่การส่งออกเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคอินเดียสนใจสินค้าไทยมากขึ้น เพราะสินค้าไทยมีคุณภาพเมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตเอง แต่สัดส่วนตลาดอินเดียมีเพียง 10% ของการส่งออกทั้งหมด

“อินเดียถือว่าน่าสนใจเพราะเป็นทั้งตลาดคู่ค้าและคู่แข่งของไทย หากมองเป็นคู่แข่ง อินเดียถือว่าเป็นแหล่งผลิตที่สามารถผลิตและขายสินค้าถูกกว่าไทย เช่น มีพลอยราคาถูก ค่าแรงถูกมีผลต่อต้นทุน แต่หากมองเป็นตลาดคู่ค้า อินเดียถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการซื้อสินค้าไทย

ซึ่งในอนาคตอินเดียจะเป็นตลาดสำคัญแห่งหนึ่งในการส่งออกสินค้าไทย เพราะมีระยะทางการขนส่งที่ใกล้ สามารถทำตลาดได้ง่าย ไทยต้องไปศึกษาพฤติกรรมการบริโภคเครื่องประดับก่อนว่าชอบสินค้าแบบไหน ควรมุ่งทำตลาดด้วยการส่งเสริมสินค้าที่มีคุณภาพสูง พรีเมี่ยม ซึ่งจะเป็นสินค้าคนละกลุ่มกับที่อินเดียผลิต

ลุยบางกอกเจมส์ ก.พ. 67

ในปีนี้ช่องทางการทำตลาดยังมุ่งนำสินค้าเข้าร่วมการแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (บางกอกเจมส์) ซึ่งจะมีขึ้น 2 ครั้งในปีนี้ โดยครั้งแรกของปีคือ ครั้งที่ 69 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-25 กุมภาพันธ์ 2567 และครั้งที่ 70 ระหว่างวันที่ 9-13 กันยายน 2567 จะเป็นโอกาสอันดีของผู้ประกอบการในการหาลูกค้าและตลาดใหม่ ๆ

อีกด้านหนึ่งยังรุกขยายตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้แพลตฟอร์มที่ได้ทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศผลักดันผ่านช่องทางนี้ด้วย

ต้นทุน “เงิน” ราคาพุ่ง

ในส่วนของปัจจัยเสี่ยงการส่งออกจากต้นทุนวัตถุดิบกลุ่มโลหะ ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีการปรับขึ้นจากเดิมจาก 19-20 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ มาอยู่ที่ 23-24 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่สูง และในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องประดับเงินนั้นมีการใช้วัตถุดิบถือว่าเป็นต้นทุนสัดส่วน 1 ใน 3 ซึ่งเอกชนไม่สามารถคาดการณ์ว่าราคาจะเป็นอย่างไร

เพราะขึ้นอยู่กับราคาในตลาดโลก ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงด้านวัตถุดิบล่วงหน้า ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

เช่นเดียวกับค่าแรงมีการปรับขึ้นเรื่อย ๆ หากมองจากนโยบายของรัฐบาลก็คาดว่าจะมีการปรับเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตเครื่องประดับเงิน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการมีความเข้าใจและไม่ได้คัดค้าน การปรับค่าแรงเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้กับแรงงาน แต่ทางผู้ประกอบการเองจะต้องปรับตัวขยายตลาดใหม่เพิ่มขึ้น และเน้นผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงมากกว่าการแข่งขันเรื่องราคา

ดันเข้า “ซอฟต์พาวเวอร์”

ที่ผ่านมาหวังให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT หลักการของการเก็บภาษีนี้คือ เก็บจากผู้บริโภค และที่ผ่านมาเรามองว่าเครื่องประดับเงินมีมูลค่าเช่นเดียวกับเครื่องประดับทอง แต่ไม่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับทอง ส่วนเครื่องประดับเงินยังมีบางประเด็นที่จะต้องหารือกับกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะกรมสรรพากร เพื่อจุดร่วมที่ดีที่สุดสำหรับประเทศให้ได้

ขณะเดียวกันเราคาดหวังว่ารัฐบาลจะมีนโยบายมาช่วยส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เครื่องประดับเงินของไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับที่มียอดส่งออกสูงระดับประเทศ 3-5% ต่อปี แต่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาได้รับการส่งเสริมเรื่องการทำการตลาดน้อยไปนิดหนึ่ง เพราะมักจะถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมสินค้าลักเซอรี่ของคนรวย

“อยากให้มองว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เพียงแค่ขายเพชร แต่รวมไปถึงการขายเครื่องประดับหลากหลายชนิดไปถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม และที่สำคัญผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เกือบ 100% มีรายใหญ่น้อยมากเพียง 1-2 รายในประเทศไทย และมีการจ้างแรงงานในอุตสาหกรรมกว่า 1 ล้านคน หากเป็นไปได้อยากให้มองว่าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับนี้ควรจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของไทย


เพราะไม่เพียงมีจุดแข็งเป็นฐานผลิตให้บริษัทต่างชาติระดับโลก แต่เครื่องเงินเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์ใช้ช่างฝีมือไทย และผูกโยงกับการท่องเที่ยว ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล”