ภูมิธรรม เห็นควรลดดอกเบี้ย รัฐเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเต็มที่แล้ว

ภูมิธรรม เวชยชัย

ภูมิธรรมเผยรัฐบาลเดินหน้ามาตรการทางการคลังเต็มที่ ชี้มาตรการทางการเงินควรเดินควบคู่ไปด้วย มองควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงให้มีความเหมาะสม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่โครงการดิจิทัลวอลเลต ยืนยันเดินหน้าไม่ได้ยื้อ แต่ต้องมีความชัดเจน

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า มาตรการในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจำเป็นจะต้องมีมาตรการทางการคลังและมาตรการทางการเงินควบคู่ไปด้วย โดยขณะนี้รัฐบาลได้ดำเนินการมาตรการทางการคลังเกือบครบถ้วนแล้ว ทุกอย่างเราได้ดำเนินการและเตรียมความพร้อมที่จะขยายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงมองว่ามาตรการทางการเงินควรที่จะเดินควบคู่ไปด้วยกัน

ดังนั้น จึงมองว่าควรจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยให้มีความเหมาะสม ซึ่งจะทำให้เป็นการส่งเสริมมาตรการทางการคลัง และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้  รัฐบาลยังให้ความเคารพกับทางคณะกรรมการนโยบายทางการเงิน (กนง.) ว่าจะมีการดำเนินการพิจารณาไปทิศทางใด

“ในความเห็นส่วนตัวควรจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงให้มีความเหมาะสม  แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซง ให้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กนง. และการที่จะเร่งพิจารณาก่อนการประชุมต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลและความเหมาะสมในแต่ละส่วน มาช้าดีกว่าไม่มา หากมีความเห็นตรงกันหรือภาคเอกชนมีความเห็นตรงกันก็จะได้สะท้อนถึงปัญหาที่ชัดเจนมากขึ้น ก็จะได้ช่วยเร่งแก้ไขปัญหา”

อย่างไรก็ดี การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยก็ขึ้นอยู่กับ กนง.ที่จะต้องดูแล ส่วนตัวแล้วผมอยู่กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งก็ได้มีข้อเสนอแนะ หากมีการดำเนินงานออกมาที่เหมาะสมและส่งผลดีก็เป็นสิ่งที่เกิดจากความร่วมมือกันของทุกฝ่าย และเป็นการทำงานและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องดำเนินไปควบคู่กับมาตรการทางการเงินและการคลัง โดยจะต้องมีการประสานเพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนรวมมากที่สุด และมองว่าไม่ได้มีผลกระทบต่อวินัยทางการเงิน โดยมองสิ่งที่เป็นผลลัพธ์ที่จะออกมา ที่จะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ส่วนการดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเลต ในที่ประชุมและมีการพูดคุยหารือ รวมไปถึงการพิจารณาข้อมูลของ ป.ป.ช. ซึ่งทางคณะกรรมการเพิ่งจะได้รับข้อมูลและสิ่งที่มีการหารือก็เป็นสิ่งที่เขาเล่าว่ายังไม่ได้มีข้อมูลหรือรายละเอียดที่ชัดเจน และธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) เองก็เพิ่งได้รับทราบข้อมูล ซึ่งจะมีการพิจารณาภายใน 30 วัน หากเกิดความเข้าใจแล้วมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดี

“30 วันมองว่าทันในความตั้งใจของการทำงาน และมองว่าไม่ได้เป็นการยื้อ แต่เป็นการหาข้อเท็จจริงร่วมกัน และหากมีข้อติดขัดก็ต้องมีการพูดคุยเพื่อร่วมกันขับเคลื่อน โดยยังยืนในการผลักดันโครงการให้ได้เร็วที่สุด เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด”