ส่องโอกาสของไทย เป็นศูนย์กลางรถยนต์ไฟฟ้า ‘Hub of EV’ ของโลก
อีวีจีน
ประเทศไทยเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) แม้จะยังเป็นสัดส่วนที่น้อยแต่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยการผลิตรถยนต์ BEV ในปี 2567 เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ3,048.48 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2566
ซึ่งไปในทิศทางเดียวกับการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ในประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่องสวนทางกับการจำหน่ายรถยนต์สันดาป โดยจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าสะสม ณ วันที่ .31 พ.ค. 67 เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 219.28 เมื่อเทียบกับ 31 พ.ค. 66 แสดงถึงความพร้อมของไทยในการเปิดรับการใช้รถยนต์เทคโนโลยีใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะยังไม่มีผลมากในมิติของการส่งออกเนื่องจากอยู่ในระยะเริ่มต้นของการผลิต
แต่จากมาตรการ EV 30@30 จะช่วยให้เกิดการผลิตและการใช้ยานยนต์ EV เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้องมีการสร้างระบบนิเวศและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมเพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าของไทยในอนาคต และส่งผลกระทบเชิงบวกต่อ

ไทยพร้อมสู่ฮับ EV หรือยัง
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้ามอบหมายให้ กองนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าสินค้าอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการ ทำบทวิเคราะห์ ความพร้อม Ecosystem ที่รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า
จากกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดมลพิษจะมีบทบาทสำคัญต่อพฤติกรรมผู้ใช้ยานยนต์ และต่ออุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ของโลกในอนาคต โดยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคจะหันมาให้ความสำคัญกับรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มากยิ่งขึ้น
ดังนั้น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและกระตุ้นให้เกิดการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า จึงมีข้อเสนอแนะ

เชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าไทย รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
(1) เร่งส่งเสริมการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษามูลค่าการส่งออกที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากที่ผ่านมา สินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนนับเป็นสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับที่ 1 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย โดยอาจพิจารณาผลักดันการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังประเทศที่มีแนวโน้มความต้องการและโอกาสการเติบโตสูง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงการผลักดันการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าไปยังตลาดประเทศผู้ที่มีศักยภาพในการผลิตสูง เช่น สหรัฐอเมริกา และจีน เป็นต้น
(2) สร้างความร่วมมือทางด้านการค้าและการลงทุนกับประเทศผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำในตลาดปัจจุบัน อาทิ จีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างพันธมิตรทางการค้าที่แข็งแกร่ง และเพื่อประโยชน์ในการเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะสามารถนำมาต่อยอดองค์ความรู้และพัฒนาการผลิตของไทย
ในอนาคตให้เท่าทันกับประเทศผู้นำต่าง ๆ เช่น การแลกเปลี่ยนแรงงานที่มีทักษะ โดยอาจพิจารณาเจรจาขอให้มีการฝึกทักษะแรงงานไทยที่โรงงานบริษัทหลักในต่างประเทศ เป็นต้น
(3) ประสานความร่วมมือกับประเทศที่มีวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
รวมถึงอาจพิจารณาเจรจาต่อรองเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หรือถ่ายโอนเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับประเทศผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำ และชิ้นส่วนสำคัญอื่น ๆ ในรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ไทยทราบถึงมาตรฐานความต้องการแบตเตอรี่และชิ้นส่วนยานยนต์ในปัจจุบัน ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ผลิตที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานได้
(4)ปรับปรุงและพัฒนากฎหมาย รวมทั้งกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก เพื่อให้
สามารถลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มีส่วนได้เสียให้สามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ เพื่อให้ไทยสามารถหาประโยชน์จากข้อได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ในกิจกรรมการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า
ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่จะมีมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นตลาดที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโต
(5) ติดตามสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างใกล้ชิดโดยอาจประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เนื่องจากเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ผลิตและส่งออก ทั้งรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ เพื่อให้ได้รับทราบปัญหา ผลกระทบ และความต้องการ ในการนำมาประกอบการกำหนดแนวทางการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์
(6) ศึกษาตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศที่มีศักยภาพเพิ่มเติม อาทิ อินเดีย เนื่องจากเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง เพื่อสร้างความร่วมมือด้านการค้า และสร้างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของไทย
(7) ผลักดันผู้ประกอบการให้เร่งศึกษา ทำความเข้าใจ และใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ในกรอบต่าง ๆ อาทิ ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน – จีน (ACFTA) รวมถึงเตรียมพร้อมศึกษาและแสวงหาโอกาสจากความตกลงเขตการค้าเสรีที่จะบังคับใช้ในอนาคต อาทิ ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย – ศรีลังกา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

โรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่
แบตเตอรี่คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 40 ของต้นทุนรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งการนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่จะช่วยลด ต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ได้ถึงร้อยละ 70 ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าลดลงตามไปด้วย
นอกจากนี้ การรีไซเคิลแบตเตอรี่และวัสดุที่ใช้อย่างเหมาะสม จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมถึงช่วยเพิ่มอัตราอัตราการฟื้นตัวของแร่ธาตุในธรรมชาติ เนื่องจากการรีไซเคิลแบตเตอรี่จะช่วยลดปริมาณการขุดใช้แร่ธาตุที่จำเป็นในการผลิตแบตเตอรี่ เช่น ลิเทียม โคบอลต์ และนิกเกิล ในการนี้ ประเทศผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ชั้นนำต่าง ๆ ของโลก ได้หันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น อาทิ
(1) สหรัฐอเมริกา สหภาพนักวิทยาศาสตร์ผู้ห่วงใย (Union of Concerned Scientists: UCS) ซึ่งเป็นองค์การที่ช่วยสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ได้เสนอให้ภาครัฐจัดทำนโยบายรีไซเคิลแบตเตอรี่รถ EV
โดยนำ “หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต” (Extended Producer Responsibility: EPR) เพื่อให้ผู้ผลิตคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ กระจายสินค้า การรับคืน การเก็บรวบรวม การใช้ซ้ำ การนำกลับมาใช้ใหม่ และการบำบัด ซึ่งจะนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคการขนส่ง ลดความต้องการวัตถุดิบ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด โดยได้แนะนำให้ภาครัฐกำหนดอัตราการนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการขุดใช้แร่ธาตุที่จำเป็นในอนาคต
(2) จีน รัฐบาลจีนได้กำหนดนโยบายและให้คำแนะนำในการแยกชิ้นส่วน และทดสอบกำลังไฟแบตเตอรี่อย่างมีมาตรฐาน พร้อมผลักดันให้มีแพลตฟอร์มสำหรับติดตามวงจรชีวิตของแบตเตอรี่ภายในประเทศ รวมถึงให้ผู้ผลิตรถยนต์และบริษัทที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกับบริษัทรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ การจัดระบบการรีไซเคิลให้ดียิ่งขึ้น จะช่วยให้จีนสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำของโลกในตลาด EV ได้ เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์จะสามารถลดต้นทุนลงจากการรีไซเคิลแบตเตอรี่ อีกทั้งยังสามารถรักษาแหล่งทรัพยากรที่มั่นคงต่อไป เนื่องจากปัจจุบันจีนต้องนำเข้าลิเทียมมากกว่าร้อยละ 50 และต้องนำเข้าโคบอลต์ และนิกเกิลมากกว่าร้อยละ 90
นอกจากนี้ การจัดระเบียบการรีไซเคิลแบตเตอรี่จะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนทำการตลาดรถยนต์ในต่างประเทศได้ดีขึ้น เนื่องจาก สหภาพยุโรปได้กำหนดปริมาณขั้นต่ำของปริมาณแร่ในรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายว่าจะต้องมีตะกั่ว ร้อยละ 85 โคบอลต์ร้อยละ 16 ลิเทียม และนิกเกิลอย่างละร้อยละ 6 พร้อมทั้งต้องมีแบตเตอรี่พาสปอร์ต และคิวอาร์โค้ดภายในปี 2570 เพื่อให้ตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้

(3) ยุโรป โดยบริษัท Renault (เรโนลต์) ผู้ผลิตรถ EV ชั้นนำสัญชาติฝรั่งเศส ได้ตั้งเป้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกของยุโรปที่รีไซเคิลแบตเตอรี่ในระดับอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันได้หยุดการผลิตรถยนต์ใหม่ทั้งคัน และเปลี่ยนมาเป็นการผลิตประกอบรถยนต์โดยใช้วัสดุรีไซเคิลบางส่วนแทน เช่น แบตเตอรี่ ทั้งนี้บริษัทคาดว่าในปี 2567 จะสามารถรีไซเคิลแบตเตอรี่ได้ประมาณ 9,000 หม้อ โดย Renault จะจำหน่ายแบตเตอรี่รีไซเคิลในราคาที่ถูกกว่าสินค้าผลิตใหม่ร้อยละ 30 และได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 2,490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคาดว่า
ภายในปี 2573 จะมีกำไรมากกว่าร้อยละ 10
นอกจากนี้ บริษัท Miner Eramet ซึ่งเป็นบริษัทเหมืองแร่และโลหวิทยาข้ามชาติ ยังได้ร่วมกับบริษัทจำกัดขยะ Suez วางแผนสร้างโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่ท่าเรือดันเคิร์ก (Dunkirk) ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ภายในปี 2568 อีกด้วย
สำหรับประเทศไทย หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมีความสนใจแสวงหาโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีและศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ในประเทศไทยมากขึ้น อาทิ
(1) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมกันศึกษาแนวทางการจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่และแผงโซลาร์เซลล์รวมทั้งความเป็นไปได้ในการลงทุนตั้งโรงงานรีไซเคิลแห่งแรกในไทย โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสมในการจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบ ซึ่งจะพิจารณาตามภูมิภาคและเลือกจังหวัดที่มีการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์มากที่สุดก่อน ได้แก่ พื้นที่ภาคกลาง รองลงมาเป็นภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคใต้
(2) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) บริษัท นูออโว พลัส จำกัด (Nuovo Plus) ร่วมกับ บริษัท โทเทิล เอนไวโรเมนทอล โซลูชั่นส์ จำกัด (TES) ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ เพื่อแสวงหาโอกาสในการพัฒนา.เทคโนโลยีและศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ในประเทศไทย สนับสนุนการดำเนินธุรกิจแบตเตอรี่ครบวงจรในอนาคต พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีรีไซเคิลมาส่งเสริมธุรกิจ
ด้านพลังงานสะอาดที่เกี่ยวข้องให้แก่กลุ่ม ปตท. เพื่อช่วยเสริมศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน สนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยต่อไป
(3) บริษัทเทคโนโลยีรีไซเคิล “เอซ กรีน รีไซคลิง” (ACE Green Recycling: ACE) สัญชาติสหรัฐฯ เตรียมเปิดโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลปลอดมลพิษเพื่อเพิ่มศักยภาพในการรีไซเคิลอีกปีละกว่า 30,000 ตัน ส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าทั่วโลก ซึ่ง ACE ได้วางแผนตั้งโรงงานในไทย อินเดีย และสหรัฐอเมริกา โดยตั้งใจให้มีศักยภาพการรีไซเคิล 10,000 ตันระหว่างอินเดียกับไทย และ 20,000 ตันในสหรัฐอเมริกา โดยคาดว่าจะเดินเครื่องเต็มรูปแบบในโรงงานทุกแห่งได้ภายในปี 2568 ทั้งนี้ ACE คาดว่าจะสร้างงานทางตรงและทางอ้อมได้ถึง 100 ตำแหน่งแก่เศรษฐกิจในพื้นที่
(4) บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด มีแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2567 ด้วยงบประมาณมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท สำหรับลงทุนสร้างโรงงานรีไซเคิล และซ่อมแบตเตอรี่รถ EV สำหรับรองรับความต้องการของลูกค้าในตลาดประเทศไทย และเอเชีย-แปซิฟิก โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังของ 2567 โดยโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ในไทยจะเป็นโรงงานแห่งที่ 4 ของวอลโว่ทั่วโลกนอกจาก สวีเดน จีน และอเมริกา