เลื่อนแบน “พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส” 6 เดือน 1 มิ.ย.63 ต้องหมด “ไกลโฟเซต” รอด

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการประชุม คณะกรรมการวัตถุอันตราย วันนี้ (27 พ.ย.2563) ว่า มติที่ประชุมเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ 24 ต่อ 24 เสียง (เข้าร่วมประชุม 24 คนจาก 29 คน) ตามที่ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอให้มีการขยายระยะเวลา 2 สารเคมีอันตราย คือ “พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส” เปลี่ยนเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 จากชนิดที่ 3 จากเดิมวันที่ 1 ธ.ค.2562 ไปเป็นวันที่ 1 มิ.ย.2563 หรือเลื่อนออกไปอีก 6 เดือน เพื่อให้เกษตรกรเคลียร์สต็อคที่ยังมีครอบครองสารดังกล่าวอยู่ 23,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาทให้หมด

สำหรับสารเคมีอันตราย “ไกลโฟเซต” ให้จำกัดการใช้ เนื่องจากสารดังกล่าวยังมีการใช้อยู่ใน 161 ประเทศ มีเพียง 9 ประเทศเท่านั้นที่ยกเลิก และยังกังวลว่าจะกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพราะไม่สามารถนำเอาถั่วเหลือง ข้าวสาลี มาจากสหรัฐ บราซิลและประเทศอื่นๆได้ก็จะกระทบต่อเนื่องกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ ซึ่งอาจจะไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบที่เป็นผลิตผลทางการเกษตรได้ และอาจมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ

ระหว่างนี้ กรมวิชาการเกษตร จะดำเนินการยกร่าง ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยเรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น หามาตรการในการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และแนวทางในการปฏิบัติเพื่อบริหารจัดการวัตถุอันตรายที่ยังคงเหลืออยู่

“ในตอนนี้เกษตรกรยังสามารถใช้ 3 สารดังกล่าวได้ จนกว่าจะมี ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งนั้นจะถือว่า 2 สาร พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ไม่สามารถใช้ และครอบครองได้แล้วไกลโฟเซตก็จำกัดการใช้อยู่แล้วก็ดำเนินการตามนั้นต่อไป ณ ตอนนื้ยืนยันว่าในวันที่ 1 มิ.ย.จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากมติที่มีวันนี้ เพราะกระทรวงสาธารณสุขเองก็ห่วงสุขภาพประชาชน”

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์​ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หากมีการสั่งแบนตอนนี้จะเกิดความโกลาหลจำรวนมาก เพราะเกษตรกรใช้สารดังกล่าวเหมือนยาสามัญประจำบ้าน ซึ่งเวลากว่า 1 ปี กรมวิชาการเกษตรได้ทำการศึกษาหาสารทดแทนมาโดยตลอด

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวว่า วันนี้รู้สึกกดดันมาก ขอกลับไปอ่านมติที่ประชุมก่อน ว่าจะส่งผลมากน้อยขนาดไหน อย่างไรต่อเกษตรกร