Skip to content

หนี้ท่วม-ของแพง ตรุษจีนปีนี้กร่อย วูบ 5.3 พันล้าน

27 ม.ค. 2565 | 16:36น.
หนี้ท่วม-ของแพง ตรุษจีนปีนี้กร่อย วูบ 5.3 พันล้าน

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยตรุษจีนปีนี้ยังกร่อย ประชาชนลดการใช้จ่ายซื้อของไหว้-งดท่องเที่ยว ห่วงสินค้าแพง มีหนี้เพิ่ม คาดมูลค่าการใช้จ่ายติดลบ 11.82% เงินสะพัดแค่ 3.9 หมื่นล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 11 ปี

วันที่ 27 มกราคม 2565 นายธนวรรธน์ พลวิชัยอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจ Chamber Business Poll : ทัศนะ และพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน และผู้ประกอบการ ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2565 โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,250 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 17-24 มกราคม 2565 พบว่า

ประชาชนมีความกังวลสินค้าราคาแพงเนื่องจากทุกสินค้าหลายรายการปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มอาหาร  โดยกลุ่มตัวอย่างให้คะแนนราคาสินค้าแพงมากที่สุดที่ 7.8 คะแนน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา  ประกอบกับราคาสินค้าแพงขึ้นมากเมื่อเทียบกับราคาสินค้าในช่วงตรุษจีนปี 2564 ส่งผลให้ประชาชนลดการใช้จ่ายลง โดยเฉพาะของไหว้ เนื่องจากราคาสูงขึ้น รวมทั้ง เนื้อหมู เป็ด ไก่ ซึ่งหันไปซื้อไข่ไก่มากขึ้น

นอกจากนี้ยังลดการให้แตะเอีย ดังนั้น มูลค่าการใช้จ่ายช่วงตรุษจีนปีนี้ต่ำสุดในรอบ 11 ปี นับจากปี 2555 คิดเป็นมูลค่าเม็ดเงินที่สะพัดในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้อยู่ที่ 39,627 ล้านบาท ติดลบ 11.82% ลดลงจากปี 2564 อยู่ที่ 5,312 ล้านบา ที่เงินสะพัด 44,939 ล้านบาท และปี 2563 ที่เงินสะพัด 57,506 ล้านบาท

ทั้งนี้ แม้รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง ช็อปดีมีคืน มีผลบ้างแต่ล่าสุดมองว่าการลดวงเงินคนละครึ่งเหลือคนละ 1,200 บาท จากเดิม 1,500 บาท จะทำให้เงินที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหายไป 1.8 หมื่นล้านบาท เศรษฐกิจหดตัว 0.15-0.2%

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ มีความพยายามดูแลราคา ทั้งจากโครงการธงฟ้า ลดราคาสินค้า ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและควรทำต่อเนื่อง แต่ปัญหาต้นตอที่แก้ยากคือ 1.ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น 2.กำลังซื้อเยอะ ทำให้ดึงราคาข้าวของแพงขึ้น ปีนี้จึงเห็นการฟื้นตัวน้อย อีกทั้งจากราคาน้ำมัน ค่าขนส่งสูง ราคาพืชผลทางการเกษตรมีความต้องการมาก

ดังนั้น ต้นตอปัญหาทุกอย่างมาจากราคาต้นทุน รัฐบาลต้องลดต้นทุนการผลิต ลดราคาวัตถุดิบ ตรึงราคาพลังงาน จะสามารถช่วยลดเงินเฟ้อได้อย่างตรงจุด ส่วนการเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นค่าแรง จะเป็นแรงกดดันเชิงลบให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเลิกจ้างมากกว่า เป็นโจทย์ที่กระทรวงแรงงานต้องพิจารณาต่อไป ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาผ่านกรรมการจังหวัดด้วย 

“ปีนี้ประชาชนเริ่มเข้าใจสถานการณ์โควิด โดยเฉพาะสายพันธุ์ใหม่โอไมครอนมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา การติดเชื้อ การระบาดไม่ส่งผลกระทบรุนแรง คลายกังวลได้บ้าง แต่ไม่ได้บั่นทอนเท่ากับเรื่องเศรษฐกิจ ทำให้บรรยากาศปีนี้ยังคงเหมือนกับปีก่อนที่ไม่ค่อยคึกคัก

เพราะประชาชนไม่ได้กังวลเรื่องโควิด แต่จะกังวลรายได้ที่น้อยลง สภาพเศรษฐกิจซบเซา คนห่วงเงินในกระเป๋า พูดง่ายๆ คนไม่มีเงิน มีหนี้เยอะ ราคาสินค้าแพง ส่วนจะมีการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปีนี้นั้นหรือไม่ตอนนี้ยังไม่มีปรับ ซึ่งยังคาดว่าจะยังขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3.5%  ภายใต้อัตราเงินเฟ้อ 2% “

อย่างไรก็ดี การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เศรษฐกิจฟื้นมองว่า การออกมาตรการ Test and Go ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร การเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อเติมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ จะสามารถช่วยเศรษฐกิจได้ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ควรมีการพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยในไตรมาสที่ 3 จึงจะเหมาะสม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตรุษจีน เศรษฐกิจ