สุพัฒนพงษ์ ถก 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ คลอดแพคเกจอุ้มพลังงาน เฟสสอง กฤษฎีกา-อัยการ เล็ง สแกนสัญญาโรงกลั่น หั่นกำไรค่าการกลั่น เข้ากองทุนน้ำมัน ฯ บลัพกลับ ไม่ติดใจ พรรคกล้า ทำมากกว่าที่พูด
วันที่ 13 มิถุนายน 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงกรณีนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้าออกมาแถลงข่าวภายใต้หัวข้อ
“คนไทยโดนปล้น ! ค่ากลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น 10 เท่า” ว่า หากไปดูข้อเท็จริงจากข้อมูลการประกาศของ สนพ. มีตัวเลขค่าการกลั่นกำหนดไว้อยู่แล้ว ต้องยอมรับว่าช่วงหลังค่าการกลั่นขึ้นมามาก ค่าเฉลี่ยประมาณ 3 บาทต่อลิตร แต่วันนี้อยู่ประมาณ 5 บาทต่อลิตร เพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม แต่ทั้งปี’65 ค่าเฉลี่ยประมาณ 3 บาทต่อลิตร เมื่อไปเทียบช่วงโควิด-19 ต่ำกว่า 1 บาทต่อลิตร
ช่วงนั้นโรงกลั่นไม่ได้กำไร แต่ว่าเฉลี่ยส่วนใหญ่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร ถ้าไปดูย้อนหลังในอดีตที่โรงกลั่นได้กันอยู่ เพราะฉะนั้น หากดูในช่วง 5 ปีย้อนหลังไป ค่าเฉลี่ยที่โรงกลั่นได้อยู่ก่อนหน้านั้นได้ประมาณ 1 บาทต่อลิตร เพิ่งมาได้เฉลี่ย 3 บาทต่อลิตร ซึ่งเฉลี่ยออกมาแล้วไม่สูงมากเกินกว่าในอดีตกับค่าเฉลี่ย
“อยากจะทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน ไม่ใช่เอาจุดต่ำสุดของประวัติศาสตร์เขา กับจุดสูงสุดของประวัติศาสตร์เขามาเทียบกัน อย่างนี้ประชาชนจะเข้าใจผิดได้ ต้องดูว่า ค่าเฉลี่ยจริงที่เค้าได้รับเป็นอย่างไร เพราะในช่วงโควิด-19 เขาต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ต่ำกว่า 1 บาทต่อลิตรก็ไม่เคยเจอมาติดต่อกันเป็นระยะเวลา 2 ปี ก็เพิ่งมาได้ช่วงนี้ เราไม่ได้วางใจในเรื่องของการดูแลเรื่องกำไรเกินควร หรือ ที่เรียกว่า ลาภลอย เราก็ดูอยู่”
หั่นกำไรโรงกลั่น เข้ากองทุนน้ำมันฯ
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ตอนนี้เรามีข้อสรุปแล้ว ว่าจะไปในทางใด หลังจากได้หารือกันกับหลายฝ่าย อาทิ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยดูจากอำนาจฐานของกฎหมายของแต่ละหน่วยงานที่จะมีกำกับดูแล
ซึ่งทาง สคบ.บอกว่า อำนาจไปได้ไม่ถึง และถ้าจะทำต้องใช้เวลานาน ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์อำนาจก็อยู่ในระดับราคาที่ประกาศหน้าสถานีบริการตามกฎหมายชั่งตวงวัด จึงอยากให้กระทรวงพลังงานใช้อำนาจตามฐานกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งเมื่อกลับมาดูก็พอจะมีช่องทางอยู่บ้าง แต่ต้องใช้เวลาซึ่งคิดว่าไม่นานจะได้ข้อสรุป
“ก็คงคล้าย ๆ กัน (กับข้อเสนอของพรรคกล้า) และเราทำก่อนที่พรรคกล้าจะเสนอ ไม่ต่างกัน เหมือนกันในโลก อะไรที่มันกำไรเกินจุดค่าเฉลี่ยแล้วมันก็พึงจะต้องลด หรือ มาปันส่วนหนึ่งมาเป็นเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เราจะวิ่งอ้อมหน่อยหนึ่ง เนื่องจากกระทรงพลังงานไม่มีฐานอำนาจในการกำหนดราคา เพราะเป็นกลไกตลาดเสรี แต่เรามีฐานอำนาจเก็บเงิน (ค่าหน้าโรงกลั่น) เข้ากองทุนน้ำมันฯ”
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า กฤษฎีกาตอบกลับมาว่า ช่องทางทางกระทรวงพลังงานพอจะมีอยู่ แต่อาจจะไม่เรียกโดยตรง ไม่คุมเลย ไม่เหมือนไปคุมราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทำไม่ได้ อำนาจเราไม่มี ต้องเรียกเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯมา แล้วเอาเงินก้อนนี้มาเป็นส่วนลดให้กับราคาน้ำมันบางประเภทได้
กฤษฎีกา-อัยการ สแกนสัญญาโรงกลั่น
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า แต่จะเป็นเงินเท่าไหร่ อย่างไรก็ต้องดูให้เหมาะสมด้วย โดยกฤษฎีกาและอัยการจะไปดูและต้องยืนยันกลับมาว่าสามารถทำได้ทันทีหรือไม่ เพราะมีข้อสัญญาระหว่างกระทรวง สัญญาโรงกลั่นในอดีต ต้องไปดูอีก ว่า มีข้อตกลงที่รัฐไปดึงดูดเขามาลงทุนให้ความมั่นใจอะไรเขาไว้บ้าง ต้องไม่ขัดกับข้อกฎหมายเหล่านั้น วันนี้ไม่มีเพดานค่าหน้าโรงกลั่น เพราะให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี
แต่ถ้าพบว่าส่วนต่างของกำไรห่างสูงขึ้นจึงต้องดำเนินการ ขณะที่เครื่องมืออื่น เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีท้องถิ่น เกือบจะหมดแล้ว ภาษีสรรพสามิตดีเซลแทบจะเกลี้ยงแล้ว ต้องยอมรับว่า ราคาน้ำมันสูงสุดในรอบประวัติศาสตร์ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมถึงน้ำมันปาล์มที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ และแร่โลหะอีกหลายตัว สูงสุดในรอบประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีการค้าขายมา ก็เป็นปัญหาระดับโลก
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (13 มิ.ย. 65) จะได้ข้อสรุปสูตรการเก็บค่าการกลั่น โดยมีหลักการว่า ค่าเฉลี่ยในอดีตได้เท่าไหร่ วันนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยพอสมควรก็ควรแบ่งกัน เหมือนในประเทศอังกฤษ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ และที่พรรคกล้าตกไป คือ เราไม่ได้ทำเฉพาะน้ำมัน แต่เราจะทำมากกว่านั้น คือ โรงแยกแก๊ส ไม่ได้บลัพ แต่ต้องไปดูข้อกฎหมายว่า ทำได้หรือไม่
“เอาล่ะ ใครจะคำนวณอย่างไรก็ว่ากันไป ผมไม่ใช่นักการเมือง เวลาเขาอธิบายก็ดูให้น่ากลัว แต่ให้ดูค่าเฉลี่ยโดยทั่วไปย้อนหลังประมาณ 2 บาทกว่า มาเทียบในช่วงโควิด-19 เหลือไม่ถึงบาท ซึ่งโรงกลั่นทุกโรง ทั้งโลกอ่ะนะ ก็ไม่มีใคร เขาก็หยุดการผลิตกันไปเลย หรือ ไม่ได้เพิ่มกำลังการผลิตเป็นเวลา 2 ปี เพราะไม่คุ้มค่าที่เขาจะไปทำ ต่ำกว่า 1 บาทอ่ะ แล้วอยู่ดี ๆ ดีมานด์มันขึ้น กำลังการผลิตก็ไม่พอ ราคาก็ขึ้นไป เอาไอ้จุดต่ำสุดไปเทียบกับจุดสูงสุดก็เป็นธรรมดา คนก็จะตกใจ แล้วเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ด้วย ก็เข้าใจการเมืองอ่ะนะ แต่ต้องให้ประชาชนเข้าใจตรงนี้ก่อน”
เล็ง โรงแยกแก๊สด้วย
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ได้เตรียมมาตรการไว้แล้ว และจะออกมาเป็นชุด ไม่ใช่เพียงแค่มาตรการโรงกลั่นเพียงอย่างเดียว จะมีโรงแยกแก๊สด้วย โดยมาตรการใดที่สามารถทำได้เลยก็ทำทันที แต่ถ้าจะต้องนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนก็จะต้องนำเข้า ครม.และต้องถามความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเพื่อเสนอให้ที่ประชุม ครม.เห็นชอบต่อไป
“เราดูหมด (มาตรการโรงแยกแก๊ส) อะไรที่พบว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ถ้าพบว่ามีกำไรเกิน ลาภลอย (เหอะ ๆๆๆ) ก็ไปตรวจสอบกันได้หมด คงไม่ได้เพียงแค่จะทำตามใครอะไรอย่างไร เรื่องพวกนี้รัฐบาลดูแลอยู่แล้ว จะทำให้ได้มากได้น้อย ได้เร็ว ทุกคนใจร้อนกันใหม่ ผมก็ใจร้อน ทำไปก็ต้องถูกกฎ กติกา ระเบียบ ถ้าเป็นเอกชนก็ได้เลย แล้วผลกระทบมันวงกว้าง มีผู้ประกอบการหลายคน มีหลายภาคส่วน ก็ต้องอธิบาย และหลายประเทศก็ยังไม่ได้ทำ ที่พูด ๆ กันมา เพราะมันอ่อนไหว กระทบถึงบรรยากาศการลงทุน เอ๊ะ เราเข้ามาควบคุมกลไกตลาดเสรีหรือไม่”
นายสุพัฒนพงษ์ยังกล่าวถึงข้อเสนอของพรรคกล้าในการออกกฎหมายเก็บภาษีลาภลอย (Windfall tax) ว่า ซึ่งเรียกว่าเป็นการเรียกเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ แต่ถ้าทำในรูปของการเก็บภาษีอาจจะต้องแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ) ซึ่งต้องใช้เวลา ไม่ทันสถานการณ์ ต้องเข้าสภา เหมือนประเทศอังกฤษ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเราได้คุยเรื่องนี้กันมานานแล้ว เป็นเดือน หาช่องทางที่จะทำให้เร็ว เพราะถ้าเข้าสภา ต้องพิจารณา 3 วาระ และอาจจะนานกว่านั้น เพราะยังมีวาระเร่งด่วนที่อยู่ระหว่างสภาพิจารณา
ไม่ติดใจ พรรคกล้า แค่สร้างเรื่องตื่นเต้น
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ ทำงานมาโดยตลอด ทำเงียบ ๆ เพราะมีสมาธิ แต่พอดีพรรคกล้าออกมา ก็เข้าใจว่าการเมือง เป็นพรรคการเมืองใหม่ ก็ต้องหาวิธีการที่จะเติบโต หลังจากลองมาหลายครั้งแล้ว ก็ยังไม่เติบโตเท่าที่ควร ไม่เป็นไร เข้าใจ พรรคกล้าก็ทำหน้าที่ของเขา และเป็นการเร่งทีมงานของกระทรวงพลังงานด้วย จะได้เร่งดำเนินการ การเสนอแนะของพรรคกล้าก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่การนำเสนอที่น่ากลัวเกินไปอาจจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิด แต่ข้อเสนอก็ไม่ได้ติดใจ
เพราะเราจะลงรายละเอียดไม่ได้ ตนพูดไม่เก่งเหมือนนักการเมือง เขามีความมุ่งมั่น ก็รู้จักกันดี เชื่อว่าเขาไม่มีเจตนาร้ายอะไร หวังดี เพียงแต่ว่า ต้องสร้างเรื่องให้ตื่นเต้นคนจะได้ติดตาม ซึ่งข้อเสนอแนะก็คล้าย ๆ กัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็บอกว่า พรรคกล้าก็พูดแบบนี้มาหลายเรื่องแล้ว ก็ชี้แจงไปให้เข้าใจ ซึ่งตนก็ทำหน้าที่ภายใต้กรอบเวลาที่มี และมีความตั้งใจทำให้ดีที่สุด
“เวลาผมทำงาน ก็คงไม่ได้ทำงานด้วยกระทรวงพลังงานคนเดียว หลักการท่านนายกฯให้มาให้ดูภาพรวม สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพลังงาน หลัก ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดูในภาพรวมว่า ประเทศไทยจะเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่สูงอยู่อย่างนี้ใช่หรือไม่ แล้วเราจะเดินไปข้างหน้าอย่างนี้นะ
และสิ่งที่เราทำมีอะไรบ้าง เรื่องพลังงานจะดูอย่างไร เพราะที่ผ่านมาเราพยายามประคับประคองราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้อัตราเงินเฟ้อสูงเร็วเกินไป อย่างไรก็ตามก็ยังรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย ราคาไม่ควรจะถูกจนเกินไปจนถูกมีการลักลอบส่งออก หรือเข้ามาเติมน้ำมันในประเทศไทย และราคาน้ำมันก็ไม่ได้สูงมากที่สุดในอาเซียน รวมถึงมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนเติมขึ้นไปด้วยในช่วงที่เราค่อย ๆ ฟื้น”
เคาะแพ็กเกจอุ้มราคาพลังงานเฟสสอง
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (14 มิ.ย.65) จะมีการหารือกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน สภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ประชุมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันศุกร์ (10 มิ.ย.65) ที่ผ่านมา เพื่อหารือมาตรการประคับประคองเศรษฐกิจ เพื่อให้ได้ข้อสรุปภาพรวมทั้งหมด มาตรการช่วยเหลือประชาชนด้านพลังงานที่จะทยอยสิ้นสุดในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม
ซึ่งจะพยายามออกมาตรการภายในอาทิตย์ถัดไป รวมถึงรูปแบบวิธีการกู้เงินของกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถเป็นผู้รับประกัน ซึ่งได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง โดยผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นประธานอนุกรรมการการเงินของกองทุนน้ำมันฯ จะมารายงานวิธีการและรูปแบบการกู้เงิน
ทั้งนี้ แหล่งเงินในการออกมาตรการ กองทุนน้ำมันฯ อาจจะต้องกู้เงิน ส่วนไฟฟ้าอาจจะต้องชะลอบ้าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจะต้องชะลอการขึ้นค่า Ft อัตราใหม่ แต่ประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 300 หน่วยจะได้รับการดูแล
นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า เงินกู้ 5 แสนล้านบาทที่ยังเหลืออยู่และต้องใช้ภายในเดือนกันยายน คาดว่าคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ ที่มีนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์เป็นประธานจะเสนอโครงการ มาตรการเข้าที่ประชุมครม.ในวันพรุ่งนี้ (14 มิ.ย. 65)
“เราไม่ได้ทำแต่มาตรการตั้งรับและประคับประคอง เพื่อยืนระยะให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะกระทบเสถียรภาพทางการคลัง ให้มากช่วยมากรุ่นหลัง ๆ ก็จะเหนื่อย เราอยากจะรักษาเสถียรภาพไว้ และเราก็ต้องดึงของใหม่ด้วย ไม่ใช่เราจะยอมแพ้และตั้งรับอย่างเดียว เราก็ต้องมีรุก เช่น EV ดิจิทัล ดึงคนต่างชาติเข้ามาอยู่เมืองไทยให้นานขึ้น และให้ความสำคัญกับเงินที่เหลืออยู่ในกระเป๋าของประชาชน เช่น การลดดอกเบี้ยกู้เงินกยศ. และให้เป็นหนี้ครัวเรือนที่มีคุณภาพ”