เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
AWC เปิดตัว Moxy Pattaya เสริมศักยภาพโครงการแฟลกชิป “Aquatique” หนุนพัทยาสู่จุดหมายระดับโลก  
Business AWC เปิดตัว Moxy Pattaya เสริมศักยภาพโครงการแฟลกชิป “Aquatique” หนุนพัทยาสู่จุดหมายระดับโลก  
สมาพันธ์รถไฟ เรียกร้องรัฐเลิกสัญญา“ไฮสปีด 3 สนามบิน” ชี้ลงทุนสูง ไม่คุ้มค่า
Economic สมาพันธ์รถไฟ เรียกร้องรัฐเลิกสัญญา“ไฮสปีด 3 สนามบิน” ชี้ลงทุนสูง ไม่คุ้มค่า
LHFG โชว์ครึ่งแรกปี’69 กำไรสุทธิ 1,538.6 ล้าน โต 37.3% รายได้ “Trade Finance-FX” พุ่ง
Finance LHFG โชว์ครึ่งแรกปี’69 กำไรสุทธิ 1,538.6 ล้าน โต 37.3% รายได้ “Trade Finance-FX” พุ่ง
กทพ.จ่อผุดทางด่วน “เชื่อมเกาะสมุย” 7.4 หมื่นล้าน เคาะเก็บค่าผ่านทาง 1,000 บาท
Economic กทพ.จ่อผุดทางด่วน “เชื่อมเกาะสมุย” 7.4 หมื่นล้าน เคาะเก็บค่าผ่านทาง 1,000 บาท
กัลฟ์ เอดจ์ จับมือ ค็อกนิแซนท์ ประกาศร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้าน AI หนุนไทยผู้นำอาเซียน
Biz Movement กัลฟ์ เอดจ์ จับมือ ค็อกนิแซนท์ ประกาศร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้าน AI หนุนไทยผู้นำอาเซียน
SCGP รับดีมานด์บรรจุภัณฑ์ฟื้น เร่งขยายกำลังผลิตเวียดนาม-ดัน AI เพิ่มขีดแข่งขัน
Real Estate SCGP รับดีมานด์บรรจุภัณฑ์ฟื้น เร่งขยายกำลังผลิตเวียดนาม-ดัน AI เพิ่มขีดแข่งขัน
เอสซีจี ดัน “ปูนคาร์บอนต่ำ” ลุยต่างประเทศ จับมือ “จีน” รุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะในไทย
Real Estate เอสซีจี ดัน “ปูนคาร์บอนต่ำ” ลุยต่างประเทศ จับมือ “จีน” รุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะในไทย
เบนซ์ ปลื้ม CLA ดันยอด EV โต 130% ปรับกลยุทธ์เจาะคนรุ่นใหม่ผ่านเเคมเปญ​ ‘FLEX Mobility’
Automotive เบนซ์ ปลื้ม CLA ดันยอด EV โต 130% ปรับกลยุทธ์เจาะคนรุ่นใหม่ผ่านเเคมเปญ​ ‘FLEX Mobility’
บิทคับ แจงปม ก.ล.ต. ฟันบริษัทฯ – 2 อดีตกรรมการ ผิด พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล
Finance บิทคับ แจงปม ก.ล.ต. ฟันบริษัทฯ – 2 อดีตกรรมการ ผิด พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล
SCG โชว์กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 85% เคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 3.50 บาทต่อหุ้น
Real Estate SCG โชว์กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 85% เคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 3.50 บาทต่อหุ้น
ดูทั้งหมด

รัฐบี้ค่ากลั่นตรึงราคาน้ำมัน 6 โรงกลั่นคายกำไร 5,000 ล้านบาท

15 มิ.ย. 2565 | 09:58น.
โรงกลั่น

รัฐบาลหัวหมุน ถก 3 แนวทางคุมค่าการกลั่นยังไม่สำเร็จ ชี้ติดปัญหาข้อกฎหมาย-ค้าเสรี ขณะที่น้ำมันดีเซลทะลุ 35 บาท/ลิตร ด้านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็วิกฤตพอกัน ยังไร้ทางออกกู้เงินแบงก์ ขอ ครม.จัดสรรงบประมาณเป็นรายปี บล.กสิกรจับตาวงใน 6 โรงกลั่นพร้อมให้ความร่วมมือ ลงขันลดกำไรช่วยรัฐ 5,000 ล้านบาท

หลังจากที่สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย “จุดพลุ” ขอให้รัฐบาลทบทวน “กำไรจากค่าการกลั่น (GRM-gross refining margin) ซึ่งเป็นอัตราการทำกำไรขั้นต้นของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่สูงมาก หรือเฉลี่ย 5.74 บาท/ลิตร (ระหว่างวันที่ 1-14 มิถุนายน 2565) ท่ามกลางราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันดีเซลลิตรละ 34.94 บาท, แก๊สโซฮอล์ 91-95 ลิตรละ 44.88-45.15 บาท และเบนซิน 95 ลิตรละ 52.56 บาท

ประกอบกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นกลไกสำคัญในการตรึงราคาน้ำมันภายในประเทศก็กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตขาดสภาพคล่องจากผลการอุดหนุนราคาน้ำมันต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2564 จนฐานะกองทุนน้ำมันฯสุทธิติดลบใกล้จะทะลุ -100,000 ล้านบาท ในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้แล้ว

ถกค่าการกลั่นในภาวะปกติ

จากการสำรวจของ “ประชาชาติธุรกิจ” พบค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศจำนวน 6 แห่ง มีการรายงาน “ค่าการกลั่น” ในช่วงไตรมาส 1/2565 อยู่ระหว่าง 6-22 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งจัดเป็นอัตราทำกำไรขั้นต้นของโรงกลั่นน้ำมันที่สูงมาก สอดคล้องกับการคำนวณค่าการกลั่นโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เฉลี่ย 5 เดือน (มกราคม-พฤษภาคม 2565) อยู่ที่ 3.27 บาท/ลิตร

โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาพบว่า ค่าการกลั่นอยู่ที่ 5.20 บาท/ลิตร (คำนวณจากส่วนต่างของราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักด้วยสัดส่วนของปริมาณการผลิตของประเทศ กับราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 3 แห่งสำคัญ ดูไบ-โอมาน-ทาปิส) ซึ่งสูงกว่าค่าการกลั่นในภาวะปกติก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เคยอยู่ระหว่าง 2-2.50 บาท/ลิตรเท่านั้น

ทั้งนี้ ค่าการกลั่น ตามคำนิยามของ สนพ.หมายถึง กำไรเบื้องต้นของโรงกลั่นน้ำมันก่อนหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยกำไรของโรงกลั่นจะยึดโยงกับต้นทุนราคาน้ำมันดิบและราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นได้ ดังนั้น ยิ่งค่าการกลั่น (GRM) สูงขึ้นเท่าไร หมายความว่า การทำกำไรเบื้องต้นจากการกลั่นน้ำมันของโรงกลั่นก็จะสูงขึ้นเท่านั้น จนกลายเป็นกระแสเรียกร้องที่ว่า รัฐบาลควรจะเข้ามาบริหารจัดการค่าการกลั่นที่สูงกว่าอัตราปกติด้วยการนำ “ส่วนต่างกำไรที่สูงกว่าปกติ” เข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นทะลุกรอบที่วางเอาไว้ที่ 35 บาท/ลิตร หรือไม่

3 แนวทางคุมค่าการกลั่น

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมา “ตอบรับ” ที่จะเข้าไปบริหารจัดการค่าการกลั่นที่สูงกว่าภาวะปกติ ด้วยความหวังที่ว่าจะนำ “ส่วนต่าง” ที่สูงกว่าปกตินั้นมาช่วย “อุดหนุน” ราคาน้ำมันภายในประเทศให้ลดต่ำลงนั้น ด้านหนึ่งจะเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่แพงขึ้นมาก แต่อีกด้านหนึ่งก็จะช่วย “ต่ออายุ” ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ยังคงรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศออกไปอีกระยะหนึ่ง

โดยแนวทางที่มีการหารือในการเข้าบริหารจัดการค่าการกลั่นจะมี 3 แนวทาง คือ 1) การขอความร่วมมือให้โรงกลั่นน้ำมันลดกำไรจากค่าการกลั่นลง และนำกำไรนั้นส่งผ่านมาช่วยลดราคาน้ำมันสำเร็จรูป 2) การเรียกเก็บภาษี (tax) ค่าการกลั่นในลักษณะเดียวกันกับภาษีลาภลอย หรือ windfall tax และ 3) การใช้อำนาจของ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 14 ให้โรงกลั่นน้ำมันนำส่งค่าการกลั่นส่วนเกินจากอัตราปกติ เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อนำมา “อุดหนุน” ราคาน้ำมันภายในประเทศให้ลดต่ำลง

“ปัญหาที่เกิดขึ้นในการเข้าไปบริหารจัดการค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันก็คือ ไม่มีกฎหมายฉบับใดให้อำนาจโดยตรง เนื่องจากธุรกิจการกลั่นน้ำมันเป็นการค้าเสรีที่รัฐให้สัญญาไว้ตั้งแต่การเชิญชวนต่างชาติให้เข้ามาดำเนินการลงทุนตั้งโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ ประกอบกับกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เองก็แสดงท่าทีไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าค่าการกลั่นที่คำนวณได้ยังไม่สะท้อนกำไรที่แท้จริงของโรงกลั่น เนื่องจากยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จึงไม่ใช่กำไรสุทธิที่แท้จริง” แหล่งข่าวกล่าว

อย่างไรก็ตาม วิธีที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ การขอความร่วมมือโดยสมัครใจจากโรงกลั่นน้ำมันให้ส่งผ่านกำไรส่วนต่างของค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติ มาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันภายในประเทศ โดยวิธีนี้ไม่ต้องมีการแก้กฎหมายเพื่อเรียกเก็บภาษี (tax) ซึ่งจะเสี่ยงต่อการผิดสัญญาการตั้งโรงกลั่นน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงกลั่นน้ำมันต่างชาติที่รัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซง ส่วนวิธีการใช้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เรียกเก็บเงินจากโรงกลั่นน้ำมันเข้ากองทุนนั้น แม้จะมีอำนาจดำเนินการได้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันหรือไม่ อย่างไร

“แนวทางขอความร่วมมือนั้น มีโรงกลั่นน้ำมันที่เป็นธุรกิจของคนไทยเปิดทางแล้วว่า ยินดีให้ความร่วมมือ แต่วิธีการนี้ก็ขึ้นกับความสมัครใจของโรงกลั่นน้ำมันต่างชาติด้วยที่ยังไม่มีคำตอบ นอกจากนี้แล้วยังมีข้อถกเถียงกันอีกด้วยว่า หากจะนำกำไรที่สูงกว่าอัตราปกติมาช่วยลดราคาน้ำมันสำเร็จรูปลงนั้น จะใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัดมาตรฐานที่ว่า อัตราค่าการกลั่นปกติควรอยู่ที่เท่าใด ในประเด็นนี้มีข้อเสนอว่า ให้ใช้ค่าการกลั่นมาตรฐานของโรงกลั่นน้ำมันที่สิงคโปร์ใช้ เป็นตัวเปรียบเทียบ” แหล่งข่าวกล่าว

ดึงค่ากลั่นช่วยกองทุนน้ำมันฯ

ด้านสถานการณ์ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีสถานะกองทุนสุทธิติดลบ -91,089 ล้านบาท ท่ามกลางการคาดคะเนว่า ภายในสิ้นเดือนนี้กองทุนน่าจะติดลบสุทธิทะลุ -100,000 ล้านบาทนั้น แบ่งเป็น การติดลบในบัญชีน้ำมัน -54,574 ล้านบาท กับบัญชีก๊าซหุงต้ม 36,515 ล้านบาท โดยปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ “อุดหนุน” ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 9.96 บาท (ราคาดีเซล ณ หน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 39.7317 บาท)

แต่กองทุนน้ำมันฯยังมีเงินสดเหลืออยู่ประมาณ 11,000 ล้านบาท (ธนาคาร 8,200 ล้านบาท-กระทรวงการคลัง 2,800 ล้านบาท) และยังมีเงินไหลเข้ากองทุนจากผู้ใช้น้ำมันเบนซิน-ดีเซลเกรดพรีเมี่ยมอีกประมาณ 2,000 ล้านบาท/วัน แต่กองทุนก็มีภาระรายจ่ายอยู่ที่ 5,000-7,000 ล้านบาทต่อเดือนอยู่ดี

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า กองทุนน้ำมันฯตกอยู่ในภาวะวิกฤตด้านสภาพคล่อง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องหาแหล่งเงินเข้ามาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินจากสถาบันการเงินจำนวน 20,000 ล้านบาท หรือการขอใช้งบฯกลางของรัฐบาลเข้ามาอุดหนุนกองทุน แต่ทั้งหมดนี้ “ยังไม่มีความคืบหน้าและกำลังอยู่ในระหว่างการหารือกันต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนาน” ดังนั้นหากรัฐบาลสามารถนำ “ค่าการกลั่น” ที่สูงกว่าอัตราปกติมาช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศให้ลดลงได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ก็จะมีความหมายต่อการดำรงสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงออกไปได้อีกหน่อย

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การลดค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันลง ทางกระทรวงพลังงานต้องหารือกับโรงกลั่นน้ำมัน แต่การจะ “ดึง” ค่าการกลั่นมาช่วยลดภาระของกองทุนน้ำมันฯนั้นจะต้องออกเป็นกฎหมาย ซึ่งจะต้องเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา “น่าจะใช้เวลานาน”

ดังนั้นการแก้ปัญหาระยะสั้นอาจจะต้องเป็นการ “ขอความร่วมมือ” จากโรงกลั่นน้ำมัน แต่เงินที่ได้รับมาก็ยังไม่เพียงพอที่จะนำมาตรึงราคาน้ำมันดีเซลได้ในระยะยาว กองทุนน้ำมันฯยังมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพา “เงินกู้” จากสถาบันการเงินอยู่ดี โดยความคืบหน้าล่าสุดทางธนาคารที่พร้อมจะปล่อยกู้กำลังรอให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เสนอเรื่องมายัง ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบจัดสรรงบประมาณในแต่ละปีให้กับกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งจะเป็นการแสดงให้เห็นว่า กองทุนน้ำมันฯมีรายรับจากงบประมาณที่แน่นอน

“ตอนนี้ยังไม่ทราบว่ารัฐบาลจะจัดสรรเงินงบประมาณให้กองทุนปีละเท่าไหร่ เป็นเวลากี่ปี ที่สำคัญก็คือ ถ้าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังไม่ลดลง นั่นหมายความว่า การตรึงราคาน้ำมันดีเซลต่อไปจะกลายเป็นภาระกองทุนน้ำมันฯไม่สิ้นสุด ผมมองว่า สุดท้ายราคาน้ำมันดีเซลในประเทศจะต้องปรับให้เข้าใกล้กับราคาตลาดมากที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นฐานะกองทุนน้ำมันฯก็จะรับไม่ไหว” แหล่งข่าวกล่าว

จับตาโรงกลั่นลงขัน 5,000 ล้าน

นายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตามที่พรรคกล้ามีข้อเสนอให้มีการกำหนดเพดานการกลั่น กับควรมีการเก็บภาษีลาภลอย (windfall tax) นั้น ถ้าเป็นเรื่องของการกำหนดเพดานการกลั่นและมีเพดานราคาสูงสุด-ต่ำสุด จุดคุ้มทุนของโรงกลั่นน้ำมันจะอยู่ประมาณ 4-5 เหรียญ เพราะหากเพดานอยู่ที่ 6 เหรียญ โรงกลั่นน้ำมันก็ยังมีกำไร แต่รัฐบาลคงไม่ยอมให้โรงกลั่นน้ำมันมีกำไรถึง 6 เหรียญอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นในความเป็นจริง ย้อนกลับไปในปีก่อนที่โควิด-19 จะระบาด (2017-2018) กำไรของโรงกลั่นน้ำมันจะอยู่ประมาณ 4-5 เหรียญ จนถึงช่วงโควิดระบาดลดลงมาเหลือ 1-2 เหรียญ นั่นหมายถึง ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันขาดทุน แต่พอมาถึงช่วงนี้โรงกลั่นน้ำมันเพิ่งจะมามีกำไรจากค่าการกลั่นที่พุ่งขึ้นสูงมาก “หากรัฐบาลซีลลิ่งก็ต้องมีฟลอร์ ซึ่งกรณีแบบนี้ผมมองว่า ไม่ใช่เป็นกลไกตลาดที่ดี เพราะถ้าไปกำหนดแบบนี้ ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันจะได้กำไรชัวร์ ๆ แน่ ๆ” นายจักรพงศ์กล่าว

ส่วนกรณีข้อเสนอให้เก็บภาษีลาภลอยนั้น ถามว่าถ้ารัฐบาลจะทำก็ทำได้ โดยต้องออกเป็นกฎหมาย แต่เรื่องสำคัญกว่าก็คือ ในอนาคตเลิกคาดหวังได้ว่า ประเทศไทยจะมีการลงทุนเพื่อก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันใหม่ เพราะนโยบายรัฐบาลไม่นิ่ง ช่วงที่โรงกลั่นน้ำมันมีกำไรก็ไปเรียกเก็บภาษี แต่ช่วงโรงกลั่นน้ำมันแย่รัฐบาลเข้าไปช่วยอะไรบ้าง ดังนั้นโรงกลั่นน้ำมันคงไม่ยอมให้มีการไปเก็บภาษีฟรี ๆ เมื่อมีการเก็บภาษีส่วนที่เกิน พอถึงช่วงผลประกอบการโรงกลั่นน้ำมันแย่ก็คงต้องคืนกลับให้ด้วยเหมือนกับเครดิตภาษี (tax credit)

อย่างไรก็ตาม หากจะใช้การขอความร่วมมือจากโรงกลั่นน้ำมันให้ช่วยแบ่งกำไรมาช่วยในส่วนของราคาน้ำมันดีเซล ในอดีตโรงกลั่นน้ำมันเคยให้ความร่วมมือทั้งอุตสาหกรรมประมาณ 2,200 ล้านบาทจาก TOP-PTTGC-IRPC-BCP ถ้าเทียบกันแล้วค่าการกลั่นอยู่ประมาณ 10 เหรียญ ธุรกิจโรงกลั่นได้รับผลกระทบต่อกำไรประมาณ 3% แต่รอบนี้ค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ประมาณ 10 เหรียญ/บาร์เรล ดังนั้นจึงต้องดูว่า รัฐบาลจะเรียกเก็บเงินจากโรงกลั่นน้ำมันเท่าไหร่

“เบื้องต้นจากการหารือกัน โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในปัจจุบันคือ TOP-PTTCG-IRPC-BCP-SPRC-ESSO เกือบทั้งหมดยินดีให้ความร่วมมือ โดยจะช่วยกันหมด โดยเม็ดเงินที่จะช่วยรัฐบาล คาดว่าจะอยู่ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท ช่วยกันตามความสามารถของโรงกลั่นแต่ละแห่ง ถ้าเป็นไปตามนี้ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันจะได้รับผลกระทบต่อกำไรประมาณ 3-5% เม็ดเงินช่วยเหลือถือว่าไม่เยอะมาก เพราะช่วงโควิด-19 โรงกลั่นน้ำมันก็สะบักสะบอม เพิ่งเริ่มมีกำไรกันจริงก็ไตรมาส 1/2565” นายจักรพงศ์กล่าว

ลดค่าการกลั่นยังไม่มีคำตอบ

ด้านนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงมาตรการตรึงราคาน้ำมันและการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน ระยะที่ 2 และมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่จะครบกำหนดเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคมนี้ มีความจำเป็นที่ต้องหารือกับ 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณาออกมาตรการภายใต้การคาดการณ์สงครามความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนจะยืดเยื้อออกไป และจะส่งผลกระทบกับประเทศไทย

“มาตรการจะพิจารณาว่า อะไรจะดำเนินการต่อ อะไรจะเพิ่มเติมหรืออะไรไม่จำเป็นแล้ว และจะต้องให้ทันการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนนี้ (มิ.ย.) ให้ได้”

สำหรับเรื่องราคาน้ำมันดีเซลที่ขยับขึ้นไปถึงเพดานที่กำหนดไว้แล้ว 35 บาทต่อลิตรแล้วนั้น นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า จะพยายามไม่ให้ปรับอะไรจนกระทั่งมีมาตรการใหม่ออกมาชัดเจน ราคาดีเซลสูงขึ้นกว่า 35 บาทต่อลิตร ยังจะทำได้ในช่วงนี้หรือไม่ หรือควรที่จะทำหรือไม่ เนื่องจากภาคท่องเที่ยวอยู่ในช่วงโลว์ซีซั่น ในช่วงนี้อาจจะต้องประคับประคองต่อไปเพื่อให้ประเทศเดินไปได้และเติบโตไปได้

พร้อมกับกล่าวทิ้งท้ายว่า “การหารือกับ 4 หน่วยงานจะพิจารณาภาพรวมของมาตรการทั้งหมดและแหล่งเงิน ถ้าจะปลดล็อกให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกู้เงินได้แล้วต้องทำอะไร ต้องตัดสินใจแล้ว เพราะสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินสถานการณ์ไว้”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า “มีการคุยเรื่องค่าการกลั่นน้ำมัน มีการพูดมาหลายวันแล้วเรื่องแก้ปัญหาราคาพลังงาน น้ำมันควรจะถูกลง แต่ที่ต้องดูคือ ราคาพลังงานของเรากับประเทศเพื่อนบ้าน มีความแตกต่างกันหรือไม่ เรามีน้ำมันต้นทุน ซึ่งเป็นน้ำมันดิบของเรามากน้อยเพียงใด จากนั้นมาดูว่า จะหาต้นทุนพลังงานมาจากไหน ต้องขึ้นกับใคร ค่าต่าง ๆ มีกลไกหมด แล้วในการควบคุมราคาน้ำมันโลก ผมเองกำลังหาทางว่าทำอย่างไรถึงจะหาแหล่งพลังงานได้มากขึ้น หาบนบกได้ไหม ถ้ามีไม่พอจะหาทางทะเลอีกได้ไหม กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาทั้งหมด ก็ต้องเร่งดำเนินการ ไม่เช่นนั้นวันหน้าก็ต้องเป็นแบบนี้”

ส่วนเรื่องค่าการกลั่นก็ได้ชี้แจงและพูดคุยกันในห้องประชุม หลายคนก็ให้ตัดสินใจในเรื่องนี้ว่า ค่าการกลั่นอยู่ที่ 8 บาท ตนก็ถามว่า 8 บาทมาจากไหน ก็ยังไม่มีคำตอบว่า 8 บาทมาจากไหน เมื่อไปดูตัวเลขก็ยังไม่ถึง วันนี้ 8 บาท แต่ถ้าลดไป 5 บาท แสดงว่าน้ำมันจะลดลงไป 5 บาทเลยจริง ๆ ไหม แต่ไม่ใช่อย่างนั้น พันกันไปทุกอย่าง เพราะมีกฎหมายคุ้มครองผู้ประกอบการด้วย เพราะมีหลายอย่างที่เกี่ยวเนื่องกัน กระทรวงพลังงานจะชี้แจงอีกครั้ง

“ไม่ใช่เราลดภาษีสรรพสามิตไปแล้ว 3 บาท น้ำมันลงแล้ว 3 บาท และลดค่าการกลั่นไปอีก 5 บาท น้ำมันจะลดลง 8 บาท คิดอย่างนี้ตรรกะเดียวกันไม่ได้ ต้องไปฟังกระทรวงพลังงานอีกที ทุกคนต้องพยายามหามาตรการที่เหมาะสม เราคงต้องอยู่กับสถานการณ์อย่างนี้ไปอีกนานพอสมควร” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว


แท็กที่เกี่ยวข้อง

น้ำมัน โรงกลั่นน้ำมัน