Skip to content

จับกระแสธุรกิจ รร.นานาชาติ 7 หมื่นล้าน แห่ลงทุน-ค่าเทอมแตะปีละล้าน

20 ส.ค. 2566 | 12:36น.
จับกระแสธุรกิจ รร.นานาชาติ 7 หมื่นล้าน แห่ลงทุน-ค่าเทอมแตะปีละล้าน

จับกระแสโรงเรียนนานาชาติในไทยที่มีมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท Economic Intelligence Center (EIC) ของธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์แนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทุนไทย-เทศแข่งขยายการลงทุนทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯปริมณฑลและต่างจังหวัด  ค่าเล่าเรียนตั้งแต่ปีละ 1.25 แสนบาท-1 ล้านบาท

SCB EIC รายงานว่า โรงเรียนนานาชาติเป็นหนึ่งทางเลือกที่ผู้ปกครองกลุ่มมีกำลังซื้อต้องการส่งบุตรหลานเข้าไปศึกษาเล่าเรียน ด้วยเหตุผลด้านความต้องการพัฒนาทักษะ โดยเฉพาะความสามารถทางด้านภาษา  ประกอบกับความเชื่อมั่น ในคุณภาพการศึกษาของประเทศเจ้าของหลักสูตร

ทั้งด้านวิชาการ กิจกรรมเสริมทักษะอื่น ๆ และสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมถึงเพื่อเป็นการปูพื้นฐานสำหรับนักเรียนที่ผู้ปกครองมีแผนที่จะส่งไปเรียนต่อต่างประเทศ

ตลาดมูลค่า 70,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทยมีมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 70,000 ล้านบาท และมีการเปิดสอนในหลักสูตรที่หลากหลาย รองรับกับความต้องการของผู้ปกครองและนักเรียน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจากประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับ เตรียมอนุบาล ไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรจากอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา สัดส่วนราว 50% และ 30% ตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรประยุกต์ หรือ International Baccalaureate (IB) ราว 12% และหลักสูตรเฉพาะของแต่ละประเทศ อาทิ ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และจีนอีกราว 8% ที่ช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าศึกษาได้อย่างต่อเนื่องตามหลักสตูร ของประเทศนั้น ๆ

แม้ว่าค่าเล่าเรียนในโรงเรียนนานาชาติจะอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับโรงเรียน ในระบบสามัญของไทย แต่ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยมีอัตราค่าเล่าเรียนต่อปี ในช่วงราคาที่มีความหลากหลายมากขึ้น เริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 125,000 บาท/ปี ไปจนถึงประมาณ 1,000,000 บาท/ปี

และกระจายตัวในหลากหลายทำเล ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงต่างจังหวัด ซึ่งเป็นตัวเลือกให้ผู้ปกครอง ได้พิจารณาให้สอดคล้องตามความพร้อมทางด้านการเงิน และความสะดวกด้านการเดินทาง

ตลาดเศรษฐีไทยเพิ่มขึ้น

ความต้องการเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติยังมีแนวโน้มเติบโต จากการขยายตัวของจำนวนคนไทย ผู้มีความมั่งคั่งสูง รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจ และทำงานในไทย โดยข้อมูลจาก  Knight Frank’s the Wealth Report ระบุว่า ในช่วงปี 2016–2022 มีคนไทยที่มีความมั่งคั่งสูง (สินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% ต่อปี

สะท้อนว่ากลุ่มคนไทยที่มีความมั่งคั่งสูง ซึ่งมีความพร้อม ในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติมีจำนวนมากขึ้นในระยะที่ผ่านมา รวมถึงยังคาดการณ์จำนวนคนไทย ที่มีความมั่งคั่งสูงขยายตัวแตะระดับ 1.6 แสนคนในปี 2026  สะท้อนถึงความต้องการในการเข้าเรียนในโรงเรียน นานาชาติยังมีแนวโน้มเติบโตจากผู้ปกครองชาวไทย

รวมถึงในฝั่งผู้ปกครองชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจ และทำงานในตำแหน่งระดับสูงในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เป็น ชาวต่างชาติสัญชาติจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย รวมถึงชาวต่างชาติจากประเทศต่าง ๆ ที่เข้ามาปฏิบัติงานด้านการทูต  ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการโยกย้ายครอบครัวเข้ามาพักอาศัยระยะยาวในไทย และมีความสามารถในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติได้อีกด้วย

แม้ว่าในช่วงปี 2020-2021 จะมีชาวต่างชาติที่ทำงานในตำแหน่ง ระดับสูงในไทยลดลงเป็นจำนวนมาก จากผลกระทบของการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของ COVID-19 แต่ก็พบว่า ในปี 2022 มีชาวต่างชาติทยอยกลับเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้นจากการเปิดประเทศ

จีนส่งลูกหลานเรียนต่างประเทศ

ประกอบกับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนนานาชาติที่เข้มงวดในประเทศจีน จากการที่รัฐบาลจีนได้กำหนดให้ การเรียนการสอนในช่วงการศึกษาภาคบังคับ K9 (เทียบเท่าระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้นของไทย)

จะต้องเป็นโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาล และไม่อนุญาตให้ใช้หลักสูตรจากต่างชาติ ส่งผลให้ชาวจีน มีแนวโน้มส่งบุตรหลานไปเรียนโรงเรียนนานาชาติในต่างประเทศมากขึ้น

ตลาดใหม่เศรษฐี CLMV

โดยโรงเรียนนานาชาติในไทยเป็นจุดหมายสำคัญที่ผู้ปกครองชาวจีนเลือกที่จะส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษา นอกจากนี้ ยังมีผู้ปกครองชาว CLMV ที่มีฐานะดี ก็มีแนวโน้มส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทย เนื่องจากค่าครองชีพที่ไม่สูงมากนัก รวมถึงยังสามารถ เดินทางไปมาระหว่างประเทศได้อย่างสะดวกสบาย และใช้ระยะเวลาที่ไม่นาน

ทั้งนี้กลุ่มผู้ปกครองที่มีความมั่งคั่งสูงทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มีความพร้อมในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเมืองสำคัญที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจและการค้า

อย่างชลบุรี ที่ได้รับอานิสงส์จากการส่งเสริมการลงทุน และการพัฒนาเขต เศรษฐกิจพิเศษ EEC รวมถึงภูเก็ต และเชียงใหม่ ที่เป็นเมืองท่องเที่ยว และการค้าการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค

แข่งเปิด รร.นานาชาติ ทั้งกทม.-ตจว.

จำนวนโรงเรียนนานาชาติก็มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รองรับอุปสงค์ที่เติบโต โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กถึงกลาง ที่เป็นทางเลือกสำหรับผู้ปกครอง  ปัจจุบันโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ในไทยที่สามารถรองรับนักเรียนได้ตั้งแต่ 1,500 คนขึ้นไปมีสัดส่วนประมาณ 10% ของโรงเรียนนานาชาติโดยรวมทั้งหมด

ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ชั้นใน และกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก (บางกะปิ สวนหลวง บางนา ประเวศ พระโขนง สะพานสูง บึงกุ่ม และลาดกระบัง)

ทั้งนี้ในช่วงปี 2011-2022 จำนวนโรงเรียนนานาชาติมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 5% ต่อปี ทั้งในพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงต่างจังหวัด โดยจำนวนโรงเรียนนานาชาติในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีการขยายตัวเฉลี่ย 4% ต่อปี

ขณะที่ในพื้นที่ต่างจังหวัดมีการขยายตัวเฉลี่ย 7% ต่อปี ส่งผลให้สัดส่วนโรงเรียนนานาชาติในต่างจังหวัดปรับตัวสูงขึ้นจาก 34% ของจำนวนโรงเรียนนานาชาติทั้งหมดในปี 2011  มาอยู่ที่ระดับ 40% ในปัจจุบัน

โรงเรียนนานาชาติแข่งดุ

แม้ว่าในระยะที่ผ่านมาจะมีจำนวนโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นของโรงเรียนขนาดเล็กถึงขนาดกลาง  ซึ่งสามารถรองรับนักเรียนได้สูงสุดเฉลี่ยประมาณ 420 คน ซึ่งส่งผลให้ตลาดโรงเรียนนานาชาติมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งด้านอัตราค่าเล่าเรียน ทำเลที่ตั้งของโรงเรียน ไปจนถึงหลักสูตรต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้ผู้ปกครองมีทางเลือกในการส่งบุตรหลาน เข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติมากขึ้น

SCB EIC มองว่า ในระยะข้างหน้าการแข่งขันของโรงเรียนนานาชาติมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามการขยายธุรกิจ และการพัฒนาโรงเรียนขนาดใหญ่ รวมถึง ยังเผชิญความท้าทาย ทั้งจำนวนนักเรียนที่อาจขยายตัวได้ช้า และต้นทุนที่สูงขึ้น

การแข่งขันของโรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตาม การขยายธุรกิจไปตามพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นนอก และปริมณฑล ที่ผ่านมาโรงเรียนนานาชาติที่มีประสบการณ์ และมีชื่อเสียงมายาวนาน ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ใน กรุงเทพฯ ชั้นใน

จากข้อจำกัดของทำเลพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ประกอบกับการขยายตัวของความเป็นเมือง ส่งผลให้ผู้เล่นในธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ ทั้งผู้เล่นรายเดิมที่มีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจด้านการศึกษามีแผนขยาย Campus ออกไป  รวมถึงผู้เล่นรายใหม่ที่ได้เข้ามาลงทุนเปิดโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่

จับทำเลแข่งดุกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก

ส่วนใหญ่มีแผนที่จะพัฒนา โรงเรียนนานาชาติในพื้นที่ฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และฝั่งทิศตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งสอดคล้องไปตามการขยายตัวของตลาดที่อยู่อาศัย ที่พบว่าผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยหันมาพัฒนาโครงการ ที่อยู่อาศัยระดับบน อย่างบ้านเดี่ยวราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งผู้มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยกลุ่มนี้ เป็นผู้มีความมั่งคั่งสูง

จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ ผู้เล่นในธุรกิจโรงเรียนนานาชาติหันมาพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ  (เขตบางพลัด ตลิ่งชัน อำเภอเมืองนนทบุรี บางกรวย และบางบัวทอง ตามแนวถนนราชพฤกษ์ )

และฝั่งทิศตะวันออกของ กรุงเทพฯ (สวนหลวง บางนา ประเวศ พระโขนง สะพานสูง บึงกุ่ม ลาดกระบัง และตามแนวถนนวงแหวนฝั่งตะวันออก และ ถนนบางนา-ตราด)  มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้แนวโน้มการขยายธุรกิจโรงเรียนนานาชาติไปตามพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นนอก และปริมณฑล ซึ่งไม่มีข้อจำกัดด้านขนาดพื้นที่โรงเรียน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ เพื่อรองรับจำนวนนักเรียนได้มากขึ้น

ขณะที่จำนวนโรงเรียนนานาชาติที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก-สมุทรปราการ คิดเป็นสัดส่วนราว 41% ของโรงเรียนนานาชาติ โดยรวมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีการกระจุกตัวของโรงเรียนนานาชาติที่มีชื่อเสียงหลายแห่งที่มีอยู่เดิม  ซึ่งมีแผนการขยายโรงเรียน ประกอบกับแนวโน้มการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้การแข่งขัน ช่วงชิงจำนวนนักเรียนเป็นไปอย่างรุนแรงมากขึ้น

SCB EIC มองว่า กลุ่มโรงเรียนนานาชาติที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก-สมุทรปราการ  ที่มีอัตราค่าเล่าเรียนอยู่ในช่วง 5-8 แสนบาท/ปี จะมีการแข่งขันที่รุนแรงกว่ากลุ่มอื่น ๆ เนื่องจากยังคงมีอัตราการเข้าเรียนของนักเรียนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 44% ของความจุสูงสุดที่โรงเรียนสามารถรับนักเรียนได้  ซึ่งยังคงเหลือพื้นที่ว่างสำหรับรับนักเรียนใหม่ให้เต็มความจุสูงสุดอยู่ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับโรงเรียนที่มีอัตราค่าเล่าเรียนในช่วงอื่น ๆ เป็นแรงกดดันให้โรงเรียนนานาชาติกลุ่มดังกล่าวต้องปรับกลยุทธ์ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน ทั้งการพัฒนาหลักสูตร การดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจากต่างประเทศ  การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ๆ การใช้สื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย ไปจนถึงทำการตลาดผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงผู้ปกครองกลุ่มเป้าหมายได้ในวงกว้าง

เชียงใหม่-ภูเก็ต แห่เปิด ร.ร.นานาชาติ

สำหรับในพื้นที่ต่างจังหวัดนั้น เริ่มมีการเปิดโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่ ทั้งจากนักลงทุนไทย  และนักลงทุนต่างชาติที่ร่วมลงทุนกับนักลงทุนไทย

โดยเฉพาะในเชียงใหม่ ที่มีกลุ่มทุนจากจีนเข้ามาลงทุน เปิดโรงเรียนนานาชาติ “หลักสูตรจีน” เพื่อรองรับแนวโน้มที่คาดว่าจะมีผู้ปกครองชาวจีนที่มีความมั่งคั่งสูงส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนในโรงเรียนนานาชาติในเชียงใหม่เพิ่มมากขึ้น จากผลกระทบของการควบคุมหลักสูตรการศึกษาสองภาษา และหลักสูตรโรงเรียนนานาชาติอย่างเข้มงวดในจีน

เช่นเดียวกับภูเก็ตที่มีการลงทุนเปิดโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่หลายแห่ง จากแนวโน้มการเข้ามาพักอาศัยของชาวต่างชาติหลากหลายสัญชาติ ในท าเลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ประกอบกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม และมีความสะดวกสบายของการเดินทางด้วยเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศ ทั้งจากเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง

โจทย์ใหญ่ ร.ร.นานาชาติ

ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติยังคงเผชิญความท้าทาย จากจำนวนนักเรียนที่อาจขยายตัวได้ช้า แม้ในระยะข้างหน้าจะมีจำนวนผู้ปกครองชาวไทยที่มีความสามารถในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติมากขึ้น

รวมถึงคาดว่าจะมีนักเรียนชาวต่างชาติเข้ามาเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทยเพิ่มขึ้น ตามผู้ปกครองที่เข้ามาประกอบ ธุรกิจ และทำงานตำแหน่งระดับสูงในไทย แต่การขยายตัวของจำนวนนักเรียนมีแนวโน้มถูกกดดันจากอัตราการเกิดที่ลดลง

นอกจากนี้ โรงเรียนนานาชาติยังเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนในการประกอบธุรกิจที่สูง  และการแข่งขันจากโรงเรียนไทยที่มีการพัฒนาหลักสูตรสองภาษา และหลักสูตรภาษาอังกฤษ โรงเรียนนานาชาติต้องเผชิญกับการแข่งขันในการดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ

เพื่อรักษามาตรฐานการเรียนการสอน ทั้งผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนที่เป็นชาวต่างชาติ อีกทั้ง ต้นทุนบุคลากรยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการปรับอัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นทุกปี

ทั้งนี้พบว่าในช่วงปี 2017-2022 ต้นทุนค่าใช้จ่ายของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติพิ่มขึ้น เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7.5% ต่อปี ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 8.6% ต่อปี ซึ่งหากจำนวนนักเรียนขยายตัวได้ ช้ากว่าการขยายธุรกิจของโรงเรียนนานาชาติในระยะข้างหน้าแล้ว จะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง และอัตรากำไร

แม้โรงเรียนนานาชาติจะยังสามารถปรับขึ้นอัตราค่าเล่าเรียนได้ทุกปี ให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่การปรับขึ้นอัตราค่าเล่าเรียนที่มากเกินไปย่อมส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่ง

โดยเฉพาะโรงเรียนนานาชาติขนาดเล็ก ที่ยังต้องแข่งขันกับกลุ่มทุนรายใหญ่ โดยเฉพาะผู้เล่นที่มีประสบการณ์ ในการดำเนินธุรกิจด้านการศึกษา และมีการลงทุนด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งจะเป็นความท้าทายของโรงเรียนนานาชาติขนาดกลางและเล็ก ที่มีข้อจำกัดด้านการลงทุนในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

ขอแรงหนุนภาครัฐ

ขณะที่ภาครัฐมีบทบาทอำนวยความสะดวกในการดึงดูดบุคลากรด้านการศึกษาที่เป็นชาวต่างชาติ รวมถึง ดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงให้เข้ามาอยู่อาศัยในไทย ภาครัฐอาจอำนวยความสะดวกในการดึงดูดบุคลากรด้านการศึกษาที่เป็นชาวต่างชาติให้เข้ามาทำงานในไทย

เพื่อบรรเทาข้อจำกัดของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ ในการสรรหาบุคลากรชาวต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถ เช่น การยกเว้นและการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  การอำนวยความสะดวกในการดำเนินการด้านวีซ่าที่รวดเร็ว การปรับลดข้อกำหนดสำหรับการถือวีซ่าประเภทผู้พำนัก ระยะยาว (Long-term resident Visa: LTR Visa)

สำหรับการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง ทั้งนักธุรกิจ และผู้ทำงานตำแหน่งระดับสูง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะ ส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ ให้เข้ามาอยู่อาศัยในไทยมากขึ้นนั้น นอกจากการอำนวยความสะดวกในด้านขั้นตอนการเข้ามาอยู่อาศัย

รวมถึงการให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีแล้ว ยังจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศ ทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน โดยการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาประกอบกิจการในไทยมากขึ้น

จะเป็นโอกาสให้เกิดการโยกย้ายที่อยู่อาศัยของครอบครัวชาวต่างชาติให้เข้ามายังไทยมากขึ้น  และเป็นโอกาสสำหรับโรงเรียนนานาชาติที่จะรองรับนักเรียนต่างชาติ ที่ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในไทยพร้อมกับครอบครัว ได้ต่อไป