Skip to content

จุฬาฯ ถอดบทเรียนภัยน้ำท่วม ผนึกองค์ความรู้สู่แผนรับมือเชิงระบบ

27 ม.ค. 2569 | 18:43น.
จุฬาฯ ถอดบทเรียนภัยน้ำท่วม ผนึกองค์ความรู้สู่แผนรับมือเชิงระบบ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับภาครัฐ เอกชน วิชาการ และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ จัดเวทีเสวนา “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” พร้อมจัดตั้งศูนย์ “กันก่อนท่วม” เป็นกลไกกลางประสานเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูล และการสื่อสารสาธารณะ

ชัชชาติ สิทธิพัน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า น้ำท่วมในกรุงเทพฯ มาจาก 3 แหล่ง คือ น้ำฝนที่ตกในพื้นที่ น้ำเหนือจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา และน้ำหนุนจากทะเล โดยฝั่งกรุงเทพฯ ต่ำกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตลอด หากไม่มีเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ จะท่วมหมด หลักการแก้น้ำฝนคือการดูดออก โดย 99% ของฝนที่ตกต้องดูดออกแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ผ่านมา 3-4 ปี ได้พัฒนาท่อต่างๆ เพื่อให้น้ำออกไปได้

สำหรับน้ำเหนือและน้ำหนุน หัวใจคือเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยายาว 88 กิโลเมตร จากบางนาไปถึงปทุมธานี สูง 2.8-3.5 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาแก้ไขจุดน้ำท่วม 737 จุด โดยอยู่ระหว่างดำเนินการ 221 จุด แก้ไขแล้วบางส่วน 133 จุด และเสร็จสมบูรณ์แล้ว 383 จุด

ความเสี่ยงหลักมี 2 เคส คือ ฝนตกมากกว่าปกติเหมือนปี 2554 และน้ำทะเลหนุนซึ่งจะเกิดขึ้นในอีก 20 ปี ตอนนี้ใช้วิธียกเขื่อนหนี แต่ในระยะยาวถ้าน้ำขึ้นจริงๆ ต้องทำเป็นเหมือน Thames Barrier หรือศึกษาจากเนเธอร์แลนด์ พร้อมมีการทำ Modeling ว่าหากฝนตก 300 มิลลิเมตรใน 1 ชั่วโมง จะท่วมจุดไหนบ้าง เพื่อพัฒนาเป็นแผนอพยพตามเลขที่บ้าน

ขณะที่ อ.ซากีย์ พิทักษ์คุมพล ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ อดีตอาจารย์สถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์ เผยว่า ปี 2568 หาดใหญ่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เพราะปีที่แล้วเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าทุกโครงสร้างที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จึงต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ทว่าจะอยู่กับน้ำอย่างไรให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด

มองว่าภาครัฐควรทำเรื่องการจัดการข้อมูลก่อน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จากประสบการณ์การจัดการภัยพิบัติครั้งนี้ได้เห็นถึงความไม่ประสานงานกัน มีกลุ่มผู้ป่วยอยู่จำนวนมาก มีทหารที่พร้อมจะจัดการเรื่องการขนส่ง แต่ไม่มีการประสานข้อมูลกัน

ด้าน อโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เล่าว่า กุญแจของการจัดการน้ำคือการสร้างความร่วมมือระหว่างประชาชน โดยเฉพาะการร่วมมือในภาครัฐที่มีการใช้อำนาจในการบริหารจัดการแผ่นดิน โดยนำ 23 หลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่เก้ามาประยุกต์ใช้ในเรื่องของการบริหารจัดการงานได้ทุกภาคส่วน

จุดสำคัญคือใช้หลักการ “การบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ” ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 ในส่วนภาคประชาสังคม มีการสร้างพลังการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายภาคประชาชน โดยทุกจังหวัดอยู่ภายใต้ระเบียบเดียวกัน ไม่ต้องรองบประมาณใดๆ เลย นครปฐมเริ่มจากกำจัดวัสดุสิ่งกีดขวางทางน้ำตั้งแต่ต้นปี ให้องค์กรส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่โดยฉายภาพให้เห็น ทำให้ปลายปีเมื่อเกิดน้ำท่วมสามารถลดระยะเวลาระบายน้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ปิดท้ายด้วย ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันมีนวัตกรรมเข้ามาเยอะมาก โดยจุฬาฯ ได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงานในการเอา Digitalization เข้ามาจัดการน้ำ เริ่มจากเรื่องข้อมูล ซึ่งเดิมมีแค่ข้อมูลปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำ แต่ปัจจุบันสามารถทำ Nowcasting คือการทำนายผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งสำคัญมากสำหรับการจัดการน้ำในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ เพราะฝนเมืองตกปุ๊บท่วมปั๊บ หากสามารถบอกได้ล่วงหน้า 1-2 ชั่วโมง การเตรียมการเรื่องเครื่องสูบน้ำหรือการระบายน้ำจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเยอะ

นวัตกรรมต่อมาคือเรื่อง Modeling คือการสร้าง Digital Twin หรือเมืองจำลองขึ้นมาในคอมพิวเตอร์ แล้วลองใส่เหตุการณ์ต่างๆ เข้าไป เพื่อดูว่ามาตรการที่มีอยู่รับมือได้ไหม ถ้ารับมือไม่ได้ต้องเสริมตรงไหน รวมถึงความมั่นคงทางน้ำที่ไม่ได้มองแค่เรื่องน้ำท่วมอย่างเดียว แต่มองไปถึงเรื่องน้ำแล้งและการใช้น้ำด้วย โดยนำ Satellite Data มาช่วยวิเคราะห์ความชื้นในดินและพื้นที่การเกษตร เพื่อจัดสรรน้ำในเขื่อนให้เพียงพอกับความต้องการที่แท้จริง

นอกจากเทคโนโลยีระดับสูงแล้ว นวัตกรรมทางสังคมก็สำคัญ คือการที่คนในชุมชนมีส่วนร่วม เช่น การมี Sensors ราคาถูกที่ชาวบ้านสามารถติดตั้งเองได้ แล้วส่งข้อมูลเข้าส่วนกลาง ทำให้มีตาอยู่ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่จุดที่หน่วยงานรัฐไปตั้งสถานีวัด สุดท้ายคือเรื่อง Adaptive Management คือการบริหารจัดการที่ปรับตัวได้ตลอดเวลา เพราะ Climate Change ทำให้สถิติในอดีตใช้ไม่ได้ 100% แล้ว ต้องมีระบบที่เรียนรู้ได้และตัดสินใจได้บนความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ การจัดตั้งศูนย์ “กันก่อนท่วม” จะมีภารกิจเพื่อร่วมหาแนวทางลดความเสียหายและการสูญเสียจากวิกฤตน้ำ และเสริมสร้างความพร้อมของเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยจะทำหน้าที่สื่อสารและประสานความร่วมมือด้านการป้องกันความเสี่ยงน้ำล่วงหน้าบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เสริมพลังการทำงานของทุกภาคส่วน โดยไม่ซ้ำซ้อนหรือทดแทนภาครัฐ