ร.ร.กวดวิชาปรับตัวหนีตาย เจ้าใหญ่ขายกิจการ-ยุบสาขา

ร.ร.กวดวิชาปรับตัวหนีตาย เจ้าใหญ่ขายกิจการ-ยุบสาขา
แฟ้มภาพประกอบ(ไม่เกี่ยวกับเนื้อาในข่าว)
ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาหมื่นล้านระอุ ฟรีแลนซ์-รายย่อยเกลื่อนเมือง กำไรหด 20% รายใหญ่ดิ้นปรับตัวเปลี่ยนคู่แข่งเป็นคู่ค้าร่วมมือทำ cobranding อัดโปรโมชั่นเสริมจุดแข็งแย่งเด็กนักเรียน วงในชี้บิ๊กเนมส่อขายกิจการไม่หยุด-กลุ่มท็อป 10 ยุบสาขา แข่งลดแลกแจมแถมอุตลุด

แหล่งข่าวจากวงการธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชากำลังเผชิญปัญหาจำนวนนักเรียนลดลงเฉลี่ย 10-20% กลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กทยอยปิดกิจการหรือยุบเลิกสาขาที่ไม่มีผู้เรียนไปก่อนหน้านี้

ล่าสุดผลกระทบลามมาถึงกวดวิชารายใหญ่ อาจมีการขายกิจการและขายสาขามากขึ้น

จับตารายใหญ่เดี้ยงหนัก

ล่าสุด มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเป็นที่จับตามองแบรนด์ “เดอะติวเตอร์” ที่อาจต้องขายกิจการออกไป หลังจากเห็นทิศทางแล้วว่าปัญหาอัตราการเกิดน้อยลงทำให้ขาดแคลนนักเรียน ปัญหาผลกระทบจากการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด (disruptive) ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงความรู้จากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องเข้าเรียนในระบบ

แหล่งข่าวกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาโรงเรียนกวดวิชามีการปรับลดสาขาต่อเนื่อง เช่น โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ (ครูอุ๊) มี 30 สาขา, แอพลายฟิสิกส์ 30 สาขา, กวดวิชาวี บาย เดอะเบรน 55 สาขา, กวดวิชายูเรก้า 17 สาขา, สถาบันเอ็นคอนเส็ปต์ 38 สาขา โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษครูสมศรี (ครูสมศรี ธรรมสารโสภณ) มี 7 สาขา

กวดวิชาซุปเคเซ็นเตอร์ มี 32 สาขา กวดวิชาเดอะติวเตอร์ มี 4 สาขา, กวดวิชาออนดีมานด์ 52 สาขา ฯลฯ โดยบางสาขายกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ ใช้วิธีเน้นทำโปรโมชั่นผ่านสำนักงานใหญ่ และในสาขาที่ยังมีความต้องการเรียนกวดวิชาอยู่

โคแบรนด์-ร่วมมือเพื่ออยู่รอด

นายอนุสรณ์ ศิวะกุล นายกสมาคมผู้บริหารและครูโรงเรียนกวดวิชา เปิดเผยว่า ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชามีการแข่งขันสูงมาก ปัจจัยกระทบสำคัญคืออัตราการเกิดของประชากรลดลง กำลังซื้อลดลง มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเรียนกวดวิชาเฉพาะวิชาที่มีความจำเป็นเท่านั้น แต่ด้วยมูลค่าตลาดรวม 10,000 ล้านบาททำให้มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันในตลาดทุกปี

จากสารพัดปัญหาดังกล่าว ผู้ประกอบการโรงเรียนกวดวิชามีการปรับกลยุทธ์รองรับ ดังนี้ 1) สร้างหลักสูตรให้เข้มข้นมีคุณภาพมากขึ้นในแบบที่หาจากโรงเรียนกวดวิชาอื่นไม่ได้ 2) นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ทดแทนครูผู้สอนซึ่งเป็นต้นทุนหลัก เช่น คอมพิวเตอร์ ระบบ IT 3) ร่วมมือกันทำ cobranding นำจุดแข็งมาเสริมจุดอ่อนของกันและกัน

4) เรียนผ่านระบบออนไลน์ 100% ในรายวิชาพื้นฐานที่ไม่มีความซับซ้อน และ 5) ใช้กลไกการตลาดเข้ามาช่วยทั้งการลด แลก แจก แถม เป็นต้น

“ตลาดรวมกำไรลดลง 20% แต่มูลค่าตลาดรวมสูงทำให้รายเก่าหายไปมีรายใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา แนวโน้มคาดว่าจะเห็นภาพการทยอยปิดสาขาของโรงเรียนดังเพิ่มมากขึ้น”

โวยกวดวิชาผิด กม.เกลื่อนเมือง

นายอนุสรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีโรงเรียนกวดวิชาที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย 2,300 แห่ง เพิ่มขึ้น 28% เทียบกับปี 2561 ที่มีจำนวน 1,800 แห่ง ในขณะที่มีคู่แข่งโรงเรียนกวดวิชาที่ไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) อีกเกือบ 2,000 แห่งทั่วประเทศ

ส่วนใหญ่เป็นคู่แข่งที่ไม่ผ่านเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 อาคารเพื่อการศึกษา (อ.6) จะต้องเป็นอาคารที่มีความแข็งแรงตามหลักวิศวกรรม มีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 100 ตารางเมตร (1 ตารางเมตร/คน) ในขณะที่โรงเรียนกวดวิชาขนาดเล็กมีพื้นที่ไม่เกิน 50 ตารางเมตร

นอกจากนี้ ยังรวมถึงกวดวิชาในรูปของการ “ตั้งโต๊ะกวดวิชา” หรือการรับสอนถึงบ้านโดยรุ่นพี่ที่เป็นนิสิตนักศึกษา ซึ่งแม้จะเป็นการหารายได้พิเศษแต่เมื่อทำในรูปแบบนี้ก็ถือว่าเข้าข่ายทำผิดกฎหมายเช่นกัน

“กรณีโรงเรียนกวดวิชาขนาดเล็กถ้าต้องทำตามกฎหมายก็ต้องขยายพื้นที่ซึ่งอาจเหมือนการลงทุนเกินจริง สิ่งที่หน่วยงานภาครัฐต้องทำคือต้องออกมาตรการให้โรงเรียนเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบเพื่อตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานหลักสูตรด้วย”

อนึ่ง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนสำรวจสถิติ ณ ปี 2560 มีโรงเรียนกวดวิชาทั่วประเทศ 2,483 แห่ง อยู่ในกรุงเทพฯ 546 แห่ง ต่างจังหวัด 1,937 แห่ง มีนักเรียน 503,918 คน อยู่ในกรุงเทพฯ 166,877 คน ต่างจังหวัด 337,041 คน และมีครูในโรงเรียนกวดวิชา 10,148 คน อยู่ในกรุงเทพฯ 5,050 คน ต่างจังหวัด 5,098 คน


QR Code LINE@ Prachachat

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์ @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ