“สนธิรัตน์” ไล่บี้ทูตพาณิชย์ ดันเป้าส่งออก’62 กระเตื้อง-
“สนธิรัตน์” ประชุมทูตพาณิชย์เฟ้นตัวเลขส่งออกปี”62 “ตลาดสหรัฐ-จีน-อินเดีย” ยังเติบโต 5%-12%-8% แต่ตะวันออกกลางยังมีความเสี่ยง ขณะที่ศูนย์ EIC แบงก์ไทยพาณิชย์เชื่อโตแค่ 4.7% จากสงครามการค้าสหรัฐ-จีนกระทบหนักในปีหน้า ด้านทูตพาณิชย์ไทยที่หนานหนิงชี้ นักลงทุนจีน “Sentory-Shandong Linglong” มาไทย
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานการประชุมผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) 64 แห่งทั่วโลก ซึ่งมี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในที่ประชุมว่า ให้ทูตพาณิชย์ปรับ “ไมนด์เซต” ในการทำงานรับมือความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะสงครามการค้า และให้แต่ละประเทศกลับไปวิเคราะห์ตลาดเพื่อสรุปเป็นมาตรการ ก่อนที่จะนำไปประเมินเป้าหมายการส่งออกของปี 2562 ในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ โดยการส่งออกในปีนี้ยังคงคาดการณ์ตัวเลขไว้ที่อัตราขยายตัวร้อยละ 8
“หน้าที่ของทูตพาณิชย์จะต้องไป visit หาผู้ที่ได้รับผลกระทบมาที่เมืองไทยด่วน ทำในลักษณะ business pathnership และให้อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจัดเกรดสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยประเมินผลการทำงานย้อนหลัง 3-5 ปี ขอให้ทูตพาณิชย์ทำงานอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง และขอให้แต่ละประเทศเร่งผลักดันธุรกิจบริการ-ร้านอาหารให้แต่ละประเทศ” นายสนธิรัตน์กล่าว
เบื้องต้นมีการคาดการณ์การกำหนดเป้าหมายการส่งออกปี 2562 ในหลายตลาดได้มีการประมาณการเสร็จแล้ว อาทิ ตลาดสหรัฐคาดว่าจะขยายตัว 3-5% จากปี 2561, ตลาดตะวันออกกลาง 0-3%, ตลาดอินเดีย 8% และตลาดจีน 12% เป็นต้น
อัญมณี-เสื้อผ้าตลาดสหรัฐ
นายนพดล ทองมี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประจำนครนิวยอร์ก สหรัฐ กล่าวว่า ผลจากสงครามการค้าทำให้ผู้นำเข้าสหรัฐต้องเร่งนำเข้าสินค้าจีนมาตุนสต๊อกมากขึ้นแต่ระยะต่อไปคาดว่าจะมีการปรับตัว เพราะแนวโน้มสงครามการค้าคงจะยืดเยื้อไปอีกนาน
“ด้านการส่งออกไทยปีหน้ามีโอกาสที่จะขยายการส่งออกสินค้าไปสหรัฐได้ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มไลฟ์สไตล์ เช่น เสื้อผ้า อัญมณี แต่ยังต้องติดตามประเด็นการต่ออายุโครงการให้สิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) โครงการใหม่ และความชัดเจนในเรื่องการเปิดตลาดหมู” นายนพดลกล่าว
นักลงทุนจีนแห่เข้าไทย
นายสกรรจ์ แสนโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประจำเมืองหนานหนิง ประเทศจีน กล่าวว่า แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศจะประกาศปรับตัวเลขเศรษฐกิจจีนลดลงเหลือ 6.2% ในปี 2562 จากปีนี้ที่คาดการณ์จะขยายตัว 6.5% จากผลกระทบสงครามการค้า “แต่ก็คาดว่าจะไม่กระทบต่อการส่งออก” เพราะผู้ประกอบการมีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว โดยนักลงทุนจีนได้ขยายการลงทุนออกมายังต่างประเทศ โดยส่วนหนึ่งย้ายฐานการลงทุนมาที่ประเทศไทยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อาทิ บริษัท Sentory จำกัด (มหาชน), บริษัท Shandong Linglong จำกัด และยังมีบริษัทในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น Haier Group, Hisense Group, China Tsingtao Brewery, Yantai Dongcheng Pharmaceutical Group
“ปีนี้ทาง สคต.ได้จัดทำโครงการ Connectivity Logistic โดยเชื่อมกับทางใต้ของจีน โดยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลในฉงจิ่ว เพื่อผลักดันให้ EEC เป็นฐานการผลิตสินค้าในห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาคและเชื่อมต่อไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน CLMV”
ตลาดอินเดียมุ่งชนชั้นกลาง
น.ส.สุพัตรา แสวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศประจำเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ประเมินว่าการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดอินเดียในปีหน้าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจอินเดียปีหน้ามีแนวโน้มขยายตัว 7.9% จากปีนี้ที่คาดว่า จะขยายตัว 7.4% เป็นผลจากอานิสงส์จากสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ส่งผลให้จีนหันมาทางอินเดียมากขึ้น “แผนการส่งออกปีหน้าจะโฟกัสไปที่ประชากรชั้นกลางของอินเดีย ซึ่งมีการเติบโตสูงขึ้น เป็นโอกาสของสินค้าก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ ไม้ดอกไม้ประดับ เช่น ดอกกล้วยไม้”
ตะวันออกกลางยังเสี่ยง
ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางเป็นตลาดที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดย นายปณต บุณยะโหตระ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประจำดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กล่าวว่า การส่งออกไปยังตะวันออกกลางปรับตัวลดลง สาเหตุหลักมาจากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง ส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนออก “ตลาดแห่งนี้จึงซึมมา 2 ปีต่อเนื่องกัน” โดยสินค้าสำคัญที่มีการส่งออกมากที่สุด คือ ยานยนต์และส่วนประกอบ ที่คิดเป็นสัดส่วน 30% รองลงมาเป็น สินค้ากลุ่ม
แอร์ มีสัดส่วน 12-13% ได้รับผลกระทบ “แต่ขณะนี้มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจะขยับตัวดีขึ้น เพราะอาบูดาบีประกาศอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 50,000 ล้านบาทใน 3 ปี ประกอบกับจะมีการก่อสร้างเพื่อรองรับการจัดงาน World Economic Expo 2020 ซึ่งอาจจะทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้น เป็นโอกาสในการผลักดันธุรกิจบริการด้านการก่อสร้าง-การออกแบบสถาปัตยกรรม-ร้านอาหาร”
ผลกระทบบวกลบสงครามการค้า
ด้าน นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวในระหว่างการสัมมนาเรื่อง สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน : ผลกระทบและโอกาสการค้าของไทย ว่า การที่สหรัฐใช้มาตรการขึ้นภาษีกับจีนมีผลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจการค้าโลกอย่างมาก “ส่งผลให้ไทยติดร่างแหไปด้วย โดยเฉพาะสินค้าอย่างเครื่องซักผ้า โซลาร์เซลล์ เหล็ก/อะลูมิเนียม และชิ้นสวนยานยนต์/ยางล้อรถยนต์ ซึ่งไทยส่งออกไปสหรัฐสัดส่วนกว่า 50% คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนัก” จำเป็นต้องหาตลาดใหม่รองรับโดยเร็ว และอาจเกิดการระมัดระวังในการลงทุนเพิ่มการผลิต เกิดการเคลื่อนย้ายการลงทุนไปยังประเทศอื่น เช่น ทุนจากจีน-ไต้หวัน-ฮ่องกง กำลังหาแหล่งลงทุนใหม่ในเอเชีย “ทูตพาณิชย์จะต้องเป็นตัวช่วยดึงความมั่นใจให้กับนักลงทุนเพื่อให้มาลงทุนในไทยโดยเฉพาะ EEC”
ส่วนผลกระทบเชิงลบทางอ้อมพบว่า มีการระบายสินค้าที่ถูกใช้มาตรการมายังประเทศไทย โดยช่วง 8 เดือนแรก (ม.ค-ส.ค.) 2561 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีสินค้าอย่างถั่วเหลือง นำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น 4%, เครื่องสำอางจากจีนเพิ่มขึ้น 50%, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 10%, เครื่องสำอางเพิ่มขึ้นจากสหรัฐ 18% ขณะเดียวกันก็มีโอกาสเชิงบวกในการส่งออกไปตลาดสหรัฐ อาทิ สินค้าเกษตร แผ่นยางรมควัน อาหารทะเลแช่แข็ง อาหารสัตว์ เม็ดพลาสติก ยานยนต์และชิ้นส่วน และโอกาสในตลาดจีน สินค้าอย่างฮาร์ดดิสก์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เคมีภัณฑ์ เช่นกัน
“แนวทางการรับมือเชิงรุก ไทยต้องหาตลาดส่งออกใหม่ ปรับกลยุทธ์และพัฒนาสินค้า กระชับความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุน แก้ไขปัญหาอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดทดแทน พร้อมทั้งดึงดูดจีนให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-curve ที่เป็นไฮเทค ส่งเสริมการลงทุนจากประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี ขยายการลงทุนในประเทศที่ได้รับสิทธิ GSP จากสหรัฐ ส่วนเชิงรับ จำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์การทะลักเข้ามายังไทย” น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว
EIC คาดปี’62 ส่งออกโต 4.7%
ด้าน นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึงผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนต่อการส่งออกไทย “ยังจำกัดในปีนี้ แต่จะส่งผลกระทบมากขึ้นในปีหน้า” ถ้าสงครามการค้ารุนแรงมากขึ้น คาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลง โดยผลกระทบต่อไทยจะทำให้การค้าชะลอตัว และส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) และอาจมีการ dump สินค้าบางชนิดเข้าไทย เช่น เหล็ก นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสงครามการค้าส่งผลต่อการลงทุนและ FDI ระยะยาว มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่จะมากขึ้น หากสหรัฐมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้ายานยนต์และชิ้นส่วน
“มูลค่าการค้าโลกปีหน้าอยู่ที่ 4.7% ลดลงจาก 5% ในปีนี้ โดยการส่งออกของไทยในปี 2562 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอยู่ที่ 4.7% จากปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัวถึง 8.5% จากประเทศคู่ค้าที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ที่จะมีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจนในปีหน้า นอกจากนี้ยังมาจากภาวะทางการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น ส่วนการลงทุนโดยตรงจากจีนในไทย ในครึ่งแรกของปี 2561 เพิ่มขึ้นถึง 17.3% YTD จากการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การซ่อมบำรุงยานยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยผลกระทบจากสงครามการค้าอาจทำให้จีนย้ายฐานการผลิตมาที่ไทยมากขึ้น” นายยรรยงกล่าว
โดยทาง EIC ได้ประเมินอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2561 อยู่ที่ 4.5% โดยมาจากปัจจัยหลัก คือ การส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้และการจ้างงานมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 4.0% ในปี 2562 ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงสำหรับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีก่อนหน้าที่เติบโตเฉลี่ยต่ำกว่า 3% ต่อปี โดยปัจจัยหลักมาจากการส่งออกและท่องเที่ยวชะลอตัวลง แต่การลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐเติบโตได้ดี
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
