ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าต่อเนื่อง หลังนักลงทุนเก็งเฟดขึ้นดอกเบี้ยต่อ ขณะที่ประธานเฟดย้ำ จะไม่ตัดทางเลือกในการ “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่มากกว่าปกติ” ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณจ่อขึ้นดอกเบี้ย 0.75%ในเดือนกันยายนนี้
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 29 สิงหาคม -2 กันยายน 2565 ดัชนีค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตลาด เปิดตลาดในวันจันทร์ (29/8) ในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับระดับปิดในวันศุกร์ (26/8) โดยได้รับแรงหนุนอย่างมากจากแถลงการณ์ของ นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งกล่าวในการประชุมประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง
ประธานเฟดกล่าวว่า ภารกิจของเฟดในการต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่เสร็จสิ้น โดยเฟดจะยังคุมเข้มนโยบายการเงินต่อไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐ
“เราจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป จนกว่าจะมั่นใจว่าภารกิจของเราจะประสบความสำเร็จ โดยภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจอาจได้รับผลกระทบจากการที่เฟดยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ความล้มเหลวในการรักษาเสถียรภาพของราคาจะทำให้เกิดผลกระทบมากกว่า”
เฟดยันต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไป
นอกจากนี้ นายพาวเวลล์ยังได้กล่าวว่า เฟดยังคงจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป และเฟดจะไม่ตัดทางเลือกในการ “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่มากกว่าปกติ” ในเดือนกันยายน โดยนายพาวเวลล์ย้ำว่าเฟดจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตสะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินการที่ล่าช้าเกินไปจะทำให้ตลาดแรงงานทรุดตัวลงอย่างหนัก
อย่างไรก็ดี ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ลดแรงแข็งค่าลงเล็กน้อยในวันอังคาร (30/8) จากการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินยูโร ก่อนที่จะปรับตัวแข็งค่าขึ้นอีกครั้งในวันพุธ (31/8) จากการเปิดเผยตัวเลขการเปิดรับสมัครงานสูงกว่าคาดการณ์ โดยตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้น 200,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 11.24 ล้านตำแหน่งในเดือน ก.ค. สูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 10.3 ล้านตำแหน่ง
ส่วนอัตราการเปิดรับสมัครงานดีดตัวสู่ระดับ 6.9% ทำให้นักลงทุนวิตกกังวลว่าเฟดอาจจะใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งในเหตุผลของการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์วิ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปีที่ระดับ 109.643 ในวันพฤหัสบดี (1/9) เช่นเดียวกับตลาดพันธบัตรสหรัฐที่ยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและยังคงเกิดภาวะ inverted yield curve โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีปรับตัวแตะระดับสูงสุดในรอบ 15 ปีที่ระดับ 3.49% สูงกว่าอายุ 5 ปีที่ 3.4% และ 10 ปีที่ 3.19%
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอื่น ๆ ที่สำคัญที่มีการเปิดเผยออกมาระหว่างสัปดาห์นั้น ในวันจันทร์ (29/8) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 4.6% ในเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบรายปี โดยต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 4.8% และชะลอตัวจากระดับ 4.8% ในเดือนมิถุนายน
ในวันอังคาร (30/8) เฟดสาขาดัลลัสเปิดเผยผลสำรวจระบุว่า ดัชนีชี้วัดกิจกรรมในภาคธุรกิจโดยรวมในรัฐเท็กซัสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -12.9 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ จากระดับ -22.6 ในเดือนกรกฎาคม นี้ ในวันพุธ (31/8) สถาบันวิจัยเศษฐกิจ Conference Board ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 103.2 ในเดือนสิงหาคม สูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 97.7 จากระดับ 95.3 ในเดือนกรกฎาคม
และในวันพฤหัสบดี (1/8) ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 132,000 ตำแหน่งในเดือนสิงหาคม ต่ำกว่าที่คาดที่ระดับ 300,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 270,000 ตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม
ทั้งนี้ในวันศุกร์ (2/9) คาดว่าตลาดโดยส่วนใหญ่จะจับตาดูการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนสิงหาคม โดยตลาดคาดว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้นเพียง 300,000 ตำแหน่ง หลังจากพุ่งขึ้น 528,000 ตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม
ส่งออกเดือนก.ค. โต 4.3%
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (29/8) ที่ระดับ 36.30/32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/8) ที่ระดับ 36.00/02 บาท โดยเป็นไปตามทิศทางเดียวกันกับสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาค ก่อนที่จะมีจังหวะกลับมาแข็งค่าเล็กน้อยในวันจันทร์ (29/8) ภายหลังจากที่นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนกรกฎาคม 2565 มีมูลค่า 23,629.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 4.3% จากเดือนกรกฎาคม 2564 จากตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 10.7-11%
ทำให้การส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัว 11.5% ที่มูลค่า 172,814.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการนำเข้kในเดือนกรกฎาคม 2565 มีมูลค่า 27,289.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 23.9% จากเดือนกรกฎาคม 2564 ทำให้การนำเข้าในช่วง 7 เดือนแรกมีมูลค่า 182,730 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 21.4% ขณะที่ดุลการค้าในเดือนกรกฎาคม 2565 ขาดดุล 3,660.5 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าหมวดพลังงาน
ทั้งนี้ค่าเงินบาทยังคงได้รับแรงกดดันจากถ้อยแถลงของประธานเฟดที่ยังยืนยันเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องทั้งสัปดาห์ ก่อนที่ปิดตลาดสัปดาห์ในวันศุกร์ (2/9) ที่ระดับ 36.73/75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มีการเคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบ 36.23-36.85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ (29/8) ที่ระดับ 0.9928/30 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/8) ที่ระดับ 1.0000/02 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงในวันจันทร์ตามการแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งได้รับปัจจัยกดดันภายหลังจากที่สถาบันวิจัย GTK ได้เปิดเผยผลสำรวจซึ่งระบุว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคของเยอรมนีจะลดต่ำเป็นประวัติการณ์เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันในเดือนกันยายน เนื่องจากภาคครัวเรือนเตรียมตัวรับมือค่าพลังงานที่ปรับตัวขึ้นจากการสำรวจชาวเยอรมันประมาณ 2,000 คน
โดยดัชนีดังกล่าวปรับตัวลงสู่ระดับ -36.5 ในเดือนกันยายน ทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ -27.7 ก่อนจะปรับตัวลงมาที่ -30.9 ในเดือนสิงหาคม
ECB จ่อขึ้นดอกเบี้ย 0.75%
อย่างไรก็ดี ในวันอังคาร (30/8) ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าเหนือระดับ 1.000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังจากที่นายฟรานโคอิส วิลลีรอย สมาชิกสภาบริหารและนายมาร์คิน คาแซคส์ ผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ส่งสัญญาณถึงโอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 0.75% ในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 24% จากสัปดาห์ก่อน ทั้งนี้ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินยูโรมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 0.9909-1.0078 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/9) ที่ระดับ 0.9978/82 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (29/8) ที่ระดับ 138.51/52 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/8) ที่ระดับ 136.89391 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยค่าเงินเยนอ่อนค่าลงหลังยังถูกกดดันจากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกที่เริ่้มมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างต่อเนื่้อง โดยเฉพาะสหรัฐก่อนที่จะร่วงต่ำสุดในรอบ 24 ปี เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทะลุระดับ 140 เยน ในวันพฤหัสบดี (1/9) หลังนักลงทุนพากันเทขายเงินเยนและเข้าซื้อดอลลาร์ ท่ามกลางนโยบายการเงินที่สวนทางกันของสหรัฐและญี่ปุ่นที่จะทำให้ช่องว่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นกว้างมากขึ้น
อนึ่ง ในวันศุกร์ (2/9) ทางญี่ปุ่นได้มีการเปิดเผยปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบของญี่ปุ่นโดยเพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคมในอัตราที่ชะลอตัวที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่า ภาคเอกชนมีความต้องการเงินทุนลดลงเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19
โดยการชะลอตัวดังกล่าวสะท้อนความต้องการที่หดตัวลงภายใต้โครงการเยียวยาผลกระทบจากโรคระบาดของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งตั้งขึ้นในปี 2020 เพื่อบรรเทาภาวะตึงตัวในการระดมทุนที่เกิดจากวิกฤตนี้ และนั่นอาจกระตุ้นให้บีโอเจยุติโครงการนี้ตามกำหนด โดยโครงการนี้มีกำหนดสิ้นสุดในปลายเดือนนี้
ทั้งนี้ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 137.57-140.42 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (26/8) ที่ระดับ 140.28/31 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ