กสิกรไทย จ่อออกกองทุนด้าน “ESG” วงเงิน 3-5 หมื่นล้าน

KBank Private Banking ผนึก “Lombard Odier” เดินหน้าการลงทุนด้านความยั่งยืน “ESG” เตรียมปัดฝุ่นกองทุนเก่า-ออกกองทุนใหม่ 3 กองทุน วงเงิน 3-5 หมื่นล้านบาท เน้นลงทุนในบริษัททำเรื่อง ESG ด้านบริษัท “GC” ควักเงินลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

วันที่ 27 กันยายน 2565 นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า

เรื่องของความยั่งยืน (ESG) ที่ประกอบด้วย สิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) เป็นเรื่องที่มาค่อนข้างเร็ว แต่คนยังมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว โดย Private Banking Group ในฐานะผู้นำด้านบริการบริหารความมั่งคั่งในประเทศไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน มีส่วนเกี่ยวข้องทางด้าน ESG อยู่ 2 มิติ คือ 1.มีหน้าที่ โดยมีหน้าที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุน และปกป้องพอร์ตการลงทุนของลูกค้า

และมิติ 2.มีกำลัง จะมีด้วยกัน 4 ด้าน คือ 1.เรื่องของกฎเกณฑ์จากผู้กำกับ Regulator ซึ่งในต่างประเทศหากบริษัทใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจจะถูกเก็บภาษี หรือการถอนใบอนุญาตและแบนสินค้าและบริการนั้น ส่งผลต่อต้นทุน 2.Market Forces 3.ลูกค้าที่จะมีส่วนในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของบริษัทที่ไม่ทำ ESG และ 4.นักลงทุน จะแบนไม่ลงทุนในบริษัทที่ไม่มีความยั่งยืน หรือทำเรื่องของ ESG

โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารจะได้รับจดหมายจากนักลงทุนสถาบันจากทั่วโลกถึงเรื่องนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ ESG หรือมีนโยบายในการสนับสนุนกลุ่มคนที่จะปรับตัวไปสู่ ESG หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ธนาคารตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลง

โดยในส่วนของธนาคารกสิกรไทยได้มีนโยบายในอนาคตที่จะไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว และตั้งเป้าสู่องค์กร Carbon Net Zero ภายในปี 2593 สอดคล้องกับบริบทประเทศไทย

สำหรับในส่วนของ KBank Private Banking มีเป้าหมายต้องการให้พอร์ตการลงทุนในกองทุนมีเรื่องของความยั่งยืน และ ESG เป็น 100% โดยที่ผ่านมาได้เริ่มมีการพูดคุยกับผู้จัดการกองทุนถึงเรื่องหลักการ ESG ที่จะใส่เข้าไปในกองทุน แต่การเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่ได้เข้มข้นเหมือนพันธมิตร “Lombard Odier” ที่มีการคัดกรองกองทุนที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG

โดยกำหนดหลักเกณฑ์ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างถึงจะผ่านเกณฑ์ ESG ทำให้มีการคัดกรองกองทุนจากตะกร้าเหลือเพียง 3,500 กองทุน จากเดิมที่มีอยู่ 1 หมื่นกองทุน ซึ่งในระยะต่อไป KBank Private Banking มีแผนคุยกับ “Lombard Odier” มากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าในระยะแรกคงไม่ได้เข้มข้น แต่กองทุนที่จะออกใหม่จะมีเรื่องของ ESG เข้าไปด้วย

ทั้งนี้ KBank Private Banking จะมีการปัดฝุ่นกองทุน “K-Climate Transition” ซึ่งเป็นกองทุนที่ออกมาแล้วตั้งแต่ปี 2563 แต่จะมีการใส่ในเรื่องของ ESG เพิ่มเติม รวมถึงภายในไตรมาส 1-2 ของปี 2566 จะมีการออกกองทุน “PLASTIC CIRCULARITY” และมีการพูดคุยกับผู้จัดการกองทุนอีก 2-3 ราย ในการออกกองทุนเรื่อง “Sustainable CHINA” ซึ่งเป็นโอกาสในการลงทุนที่สอดคล้องกับนโยบายประเทศของ “สี จิ้นผิง” ที่จะเน้นเรื่อง “Robotic AI-EV- Sustainable และพลังงานสะอาด” โดยรวมเม็ดเงินระดมทุนได้จะอยู่ที่ประมาณ 3-5 หมื่นล้านบาท 

Advertisement

“เราตั้งใจจะทำเรื่องของ ESG ต่อเนื่อง แม้ว่าจะบอกระยะเวลาไม่ได้ว่าจะครบ 100% เมื่อไร เพราะต้องขึ้นอยู่กับตลาดด้วย แม้ว่าเราจะตัดกองทุนที่ไม่มีเรื่อง ESG ก็อาจจะทำให้ลูกค้ามีทางเลือกในการลงทุนน้อยลง แต่เราจะสนับสนุนบริษัทที่ยังไม่มี ESG ให้สามารถปรับตัวได้ โดยการนำความรู้จากบริษัทต่าง ๆ มาช่วยเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ ESG

อย่างไรก็ดี มองว่าตอนนี้กองทุนที่ออกใหม่ประมาณ 80-90% จะใส่ในเรื่องของ ESG ไว้แล้วไม่มากก็น้อยแตกต่างกัน โดยเรามองว่า ESG จะเป็น ‘ทางเลือก’ ที่มีต้นทุนสูงกว่าราคาเฉลี่ย แต่เป็นการสร้าง ‘ทางรอด’ ให้กับพอร์ตการลงทุนในอนาคต”

ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนองค์กร บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC โดยกล่าวว่า ด้วยบทบาทของผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล GC สานต่อการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ มุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 

และให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของธุรกิจเดิม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันก็ได้ปรับโครงสร้างของธุรกิจ ด้วยการลงทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิต ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น พลาสติกชีวภาพ พลาสติก รีไซเคิลคุณภาพสูง และเคมีภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง จากการเข้าซื้อกิจการ allnex ผู้นำระดับโลกในธุรกิจผลิตภัณฑ์สารเคลือบผิว (Coating Resins) และสารเติมแต่งสำหรับงานอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายสำหรับใช้กับวัสดุทุกประเภท เป็นต้น 

ทั้งนี้ GC คาดว่าจะใช้เงินลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำเพื่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนสามารถสร้างผลตอบแทนในเชิงธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม