เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (14 ก.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (14 ก.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังสหรัฐเสนอเรียกเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังสหรัฐเสนอเรียกเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
สุริยะ คอนเฟิร์ม ‘ปิดดีลกุ้งกับมาเลเซีย’ เอง ทักษิณไม่เกี่ยว
Politics สุริยะ คอนเฟิร์ม ‘ปิดดีลกุ้งกับมาเลเซีย’ เอง ทักษิณไม่เกี่ยว
SET แข็งแกร่งรับงบฯ พลังงานสะอาด 2 แสนล้าน วิกฤต “Oil-Yield Shock” ทุบหุ้นเทคฯ โลก
Finance SET แข็งแกร่งรับงบฯ พลังงานสะอาด 2 แสนล้าน วิกฤต “Oil-Yield Shock” ทุบหุ้นเทคฯ โลก
สสว. เติมเงิน 100 ล้าน เข้า ‘ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์สร้างอาชีพพลัส’ ช่วยดัน SMEs
Politics สสว. เติมเงิน 100 ล้าน เข้า ‘ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์สร้างอาชีพพลัส’ ช่วยดัน SMEs
คปภ. ชี้รายงานล่าสุดยังไม่พบ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ทำประกันรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก
Finance คปภ. ชี้รายงานล่าสุดยังไม่พบ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ทำประกันรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก
บำเพ็ญพระราชกุศล 100 วัน คุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ
Biz Movement บำเพ็ญพระราชกุศล 100 วัน คุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ
กรุงไทยเปิดตัว “เงินฝากประจำพิเศษ 14 เดือน” ดอกเบี้ยขั้นบันได สูงสุด 1.25% ต่อปี
Finance กรุงไทยเปิดตัว “เงินฝากประจำพิเศษ 14 เดือน” ดอกเบี้ยขั้นบันได สูงสุด 1.25% ต่อปี
ทิสโก้ กำไรสุทธิ 3,497 ล้านบาท ครึ่งปีแรกโต 6.4% อานิสงส์ยอดขายรถฟื้น-ตลาดหุ้นบวก
Finance ทิสโก้ กำไรสุทธิ 3,497 ล้านบาท ครึ่งปีแรกโต 6.4% อานิสงส์ยอดขายรถฟื้น-ตลาดหุ้นบวก
เหตุ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ เสียชีวิตเพิ่มเป็น 30 ราย เจ็บ 76 ราย ทราบอัตลักษณ์แล้ว 27 ราย
News เหตุ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ เสียชีวิตเพิ่มเป็น 30 ราย เจ็บ 76 ราย ทราบอัตลักษณ์แล้ว 27 ราย
ดูทั้งหมด

เศรษฐกิจถดถอยจะมาเร็วขึ้นจริงไหม รับมืออย่างไร ?

03 ต.ค. 2565 | 07:01น.

เศรษฐกิจถดถอยจะมาเร็วขึ้นจริงไหม รับมืออย่างไร ? กับ “ณัฐชาต เมฆมาสิน” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด

วันที่ 3 ตุลาคม 2565 เมื่อความกังวลในเรื่องของเศรษฐกิจถดถอยยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และเฟดที่ยืนยันจะเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อให้อยู่หมัด นี่จะกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยมาเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์หรือไม่ เรามีคำตอบกับ “ณัฐชาต เมฆมาสิน” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด

Q : เฟดมีการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดก็มีการส่งสัญญาณยืนยันว่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่อไป เรามองยังไงบ้างว่าเศรษฐกิจถดถอยจะมาเร็วกว่าที่คาดไหม หรือว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป

ต้องบอกว่าเป็นปัญหาที่ต้องบอกว่าเป็นปัญหาหนักอกของใครหลายคนตอนนี้ เพราะว่าการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาเราคิดว่าเราผ่านจุดยอดสูงสุดของความกลัวในเรื่องของเงินเฟ้อไปแล้ว แต่มันก็มีจุดยอดของความกังวลสูงสุดอีกอันหนึ่งที่รออยู่ ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจถดถอยนั่นเอง ซึ่งคำถามก็คือว่าจุดยอดสองจุดนี้มันมีระยะห่างมากน้อยขนาดไหน ในอดีตสมัย

lehman crisis ปี 2008 เราจะเห็นระยะห่างที่ใกล้กันมาก คือผ่านช่วงจุดยอดสูงสุดเงินเฟ้อไม่ทันไร lehman ก็ล้มทันทีเลย แต่ภาพในปัจจุบันต้องบอกว่าสถานการณ์ไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียว ถ้าเราติดตามในเรื่องส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ เอาของตัวเลขในฝั่งของสหรัฐก็ได้ เราจะยังเห็นว่าภาพของเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาตอนนี้ยังไม่ได้มีสัญญาณอะไรที่น่าเป็นกังวลมากนัก

ตัวเลขอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ยังคงอยู่ต่ำเพียงแค่ 3% กว่าเท่านั้นเอง ย้อนไปดูวิกฤตเศรษฐกิจของอเมริกาในอดีต อัตราการว่างงานต้องทะลุ 5% ขึ้นไปแล้ว ณ วันนี้ 3% กว่ายังห่างไกลอยู่ ไปดูในส่วนของตัวแปรทางด้านภาคการผลิตด้วย ตัวแปรชี้นำอันหนึ่งที่สำคัญก็คือ PMI ภาคการผลิตดัชนี PMI ของโลก (Global PMI) วันนี้ยังอยู่ในโซนขยายตัวได้อยู่ ในโซน 50 จุดกว่า ๆ ยังเป็นโซนที่ขยายตัวได้ เพราะฉะนั้นสัญญาณของภาคการผลิตที่เป็นเซ็กเตอร์ชี้นำก็ยังไม่ได้มีอะไรที่น่าเป็นกังวลมากนัก อันนี้ก็เป็นตัวแปรทางด้านเศรษฐกิจที่อาจจะบอกเราได้ว่า ความกังวลในเรื่องของเศรษฐกิจถดถอยอาจจะยังไม่ได้รุนแรงมากนักในช่วงนี้ เมื่อมาประกอบกับในฝั่งของการกระทำของธนาคารกลาง

ซึ่งในขาของอัตราดอกเบี้ยเราก็จะเห็นว่าเขาก็ยังมีการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ว่าในอีกเครื่องไม้เครื่องมือหนึ่ง ซึ่งเขาเคยใช้เครื่องมือนี้เป็นตัวแปรสำคัญในการที่จะกำหนดนโยบายในเรื่องของสภาพคล่อง ก็คือเรื่องของการบริหาร Balance Sheet หรือว่างบดุลของเขา ปรากฏว่าปีนี้สิ่งที่แต่เดิมทีหลายคนกังวลว่าเฟดจะมีการลดขนาดงบดุลในระดับที่รุนแรง แต่พอเอาเข้าจริงแล้วนับตั้งแต่ที่เขามีการทำโครงการ QT ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา เราจะเห็นว่าเฟดมีการลดขนาดงบดุลไปน้อยมาก ๆ คือทำได้ไม่ตามเป้าที่วางเอาไว้

เพราะฉะนั้น ตรงนี้เราเห็นแล้วแหละว่าจริง ๆ แล้วเบื้องลึกท่าทีของเฟดเองเขาก็คงยังไม่ได้อยากช็อกตลาด หรือว่าช็อกระบบเศรษฐกิจเองมากนัก พยายามที่จะยั้งหรือว่าประคองเอาไว้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในส่วนของการดำเนินนโยบาย ผมก็เลยมองว่ามันยังไม่ได้ถึงขั้นที่รุนแรงแบบสุดโต่ง คือถ้ามันแบบน่ากังวลมาก ๆ เฟดต้องมีการเร่งลดงบดุลในขนาดที่มากกว่านี้แล้ว

กล่าวโดยสรุปว่า ทั้งตัวแปรทางด้านเศรษฐกิจเอง ทั้งตัวแปรทางด้านการบริหารนโยบายของธนาคารกลางต่าง ๆ ผมเลยมองว่าเรายังไม่ได้ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของความกังวลในเรื่องของเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งถ้าดูจาก Outlook บทวิเคราะห์ของเราไตรมาส 4 ที่เพิ่งออกไป เราก็ค่อนข้างพูดชัดเจนว่า ณ เวลานี้และอาจจะไปถึงช่วงไตรมาส 4 รวมไปถึงไตรมาส 1 ปีหน้า ผมคิดว่าเราอยู่ระหว่างทาง เป็นช่วงระหว่างกลางระหว่างจุดยอดความกลัวเงินเฟ้อกับจุดยอดความกังวลในเรื่องของเศรษฐกิจถดถอย

ถ้าจะไปในส่วนของความกังวลเรื่องของเศรษฐกิจถดถอยแบบเต็มที่ ผมคิดว่ามันอาจจะเกิดขึ้นในช่วงของสักประมาณไตรมาส 2 ไตรมาส 3 ปีหน้า เพราะฉะนั้น ปกติราคาหุ้นก็มักจะสะท้อนก่อน 3-6 เดือนอยู่แล้ว มันก็อาจจะสะท้อนในช่วงของสักประมาณไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 ปีหน้า

Q : นักลงทุนหลายคนที่กังวลว่า แล้วถ้าสมมติว่ามันเกิดเร็วกว่าที่คิด เกิดอะไรกะทันหันขึ้นมา มันจะกระทบต่อตลาดหุ้น หรือว่าการลงทุนอย่างไรบ้างคะ ถ้าเรามองไปในอนาคต

อันนี้ก็คือเป็นความเสี่ยง ถ้าสมมติว่าสิ่งที่เราประเมินไว้มันมาเร็วกว่าที่คาด โดยปกติแล้วเราก็ต้องดูว่ามันเป็นสิ่งที่ตลาด Price In ไปแล้วหรือยัง ซึ่งถ้าถาม ณ วันนี้ถ้าเราไปดู recession probability หรือความน่าจะเป็นของการเกิดเศรษฐกิจถดถอยที่ตลาดรับรู้อยู่ ณ ขณะนี้ เขาบอกเพียงแค่ประมาณความน่าจะเป็น 50% เท่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้ามันเข้ามาเร็วกว่าคาด แน่นอนนักลงทุนก็จะยิ่งมีการเร่ง Price In

ตัวประเด็นเศรษฐกิจถดถอยนี้ ซึ่งในอดีตก็ตามคาด ก็คือเวลามีความเสี่ยงของ downside risk ในเรื่องของเศรษฐกิจมากขึ้น ตัวสินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ ทั้งหลาย ซึ่งหุ้นก็เป็นหลักใหญ่ในนั้น แน่นอนว่ามันจะต้องมีการ Price In มีการปรับลดลงไปก่อน เพราะว่าคนก็เล็งเห็นข้างหน้าแล้วว่าถ้าเศรษฐกิจถดถอยมา อย่างไรก็ตาม กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั้งหลายก็คงจะต้องมีการถูกปรับลดลงแน่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นในกลุ่มที่เป็นพวกกลุ่มวัฏจักร ที่มันล้อไปกับวงจรเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจมีความเสี่ยงด้านล่างมากขึ้น หุ้นกลุ่มวัฏจักรเหล่านี้ก็จะโดนผลกระทบไปก่อน

แต่ในทางกลับกัน มันก็อาจจะพอมีหลุมหลบภัยได้บ้างในฝั่งของหุ้นที่เป็น Defensive ทั้งหลาย ที่ไม่ว่าจะเกิดเศรษฐกิจขยายตัวหรือหดตัวก็ต้องกินต้องใช้ เพราะฉะนั้น กลุ่ม Defensive เหล่านี้ก็อาจจะเป็นแหล่งพักเงินได้ในระยะสั้นเหมือนกัน ถ้าพูดถึงในแง่ของ Asset Allocation บ้าง การกระจายสินทรัพย์ถ้าสมมติว่าเศรษฐกิจถดถอยเข้ามาเร็วกว่าคาดจริง ตราสารอันหนึ่งที่อาจจะน่าสนใจ ก็คือในส่วนของพันธบัตรนั่นเอง พันธบัตรที่เราเห็นผลตอบแทนทุกวันนี้ขึ้นแทบทุกวัน 10 ปีสหรัฐตอนนี้ขึ้นไปเกือบ 4% แล้ว

ผมคิดว่าถ้าเรายึดสถิติในอดีตที่เวลามีเรื่องของเศรษฐกิจถดถอย เดี๋ยวเราจะเริ่มได้เห็นการโยกย้ายเม็ดเงินออกจากตลาดหุ้นเข้าไปสู่ตัวของตลาดตราสารหนี้มากขึ้น ซึ่งเมื่อนั้นผลตอบแทนก็จะค่อย ๆ ปรับลดลงมา ซึ่งผลตอบแทนที่ลดลงมาก็หมายถึงราคาของพันธบัตรที่มันสูงขึ้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น นักลงทุนก็อาจจะใช้กลยุทธ์นี้

ถ้าเริ่มมีสัญญาณตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ เริ่มส่งสัญญาณในเรื่องของเศรษฐกิจถดถอยมากขึ้นเท่าไหร่ ก็อาจจะเป็นจังหวะที่ดีที่เราจะโยกเงินออกจากหุ้นไปพักไว้ในตัวตราสารหนี้ หรือพันธบัตรไว้ก่อนก็ได้ครับ