เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

ภัยพิบัติกระทบต้นทุนประกัน เมกะโปรเจ็กต์เพิ่มเบี้ย 20%

03 พ.ย. 2565 | 06:58น.
เบี้ยประกัน

“ไทยรีฯ” เผยเตรียมรับมือค่าเบี้ยประกันภัยต่อขยับขึ้น-รีอินชัวเรอร์ชาร์จเบี้ยพุ่ง 20% เอฟเฟ็กต์สองเด้งจาก “ภัยพิบัติถี่-ปัญหาเงินเฟ้อสูง” ชี้เคลมโควิดสูงกดเงินกองทุนบริษัทประกันทั่วโลกหาย 10-20% จับตา พ.ย.-ธ.ค. ต่อรองสัญญาเบี้ยปีหน้า หวั่นจ่อขึ้นเบี้ยเต็มแม็ก ธุรกิจ “เมกะโปรเจ็กต์-อสังหาฯ-โรงงาน” อ่วมหนักสุด “ทิพยประกันภัย” หวั่นต้นทุนประกันพุ่ง 15-20% กระทบกลุ่มงานก่อสร้างเกิดขึ้นใหม่ถูกชาร์จเบี้ยสูง ฟาก “เมืองไทยประกันภัย” ระบุต้นทุนขยับจากภัยธรรมชาติมากสุด

นายฉัตรชัย พยาฆรินทรังกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) หรือ THRE (ไทยรีฯ) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเมินอย่างน้อยอีก 3 ปีข้างหน้า การรับประกันภัยต่อทั่วโลกยังเห็นเทรนด์ภาวะตลาดแข็งตัว (hard market)

สาเหตุมาจากเมื่อช่วง 2 ปีก่อนได้เกิดภัยพิบัติสูงขึ้นเรื่อย ๆ และได้รับผลกระทบจากการจ่ายเคลมสินไหมประกันภัยโควิด-19 ทำให้เงินกองทุนของบริษัทประกันภัยทั่วโลกหายไปอย่างน้อย 10-20% จึงจำเป็นต้องเรียกปรับเบี้ยประกันขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมกับความเสี่ยงที่อาจจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

ประกอบกับทั่วโลกประสบปัญหาภาวะเงินเฟ้อและกังวลจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งแม้ว่าปัญหาเงินเฟ้อจะไม่ได้กระทบโดยตรงกับประกันภัย แต่เข้ามากระทบทางอ้อมจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น ต้นทุนรถและอะไหล่ ที่ปรับตัวขึ้นอย่างน้อย 5-10% กดดันให้ค่าเคลมสูงตามมาเป็นโดมิโนที่มีผลต่อค่าเบี้ย เพื่อสะท้อนค่าสินไหมที่ต้องจ่ายในอนาคต

“ตอนนี้เลยกลายเป็นเอฟเฟ็กต์ 2 เด้ง คือสถานการณ์ hard market ซึ่งยังคงสูงอยู่ด้วยอุบัติภัย (catastrophic) เช่น น้ำท่วมในไทย, เกิดพายุและแผ่นดินไหวทั่วโลก และเด้งสองคือปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้ผมเชื่อว่าสถานการณ์เบี้ยประกันโดยเฉพาะประกันภัยต่อจะปรับตัวสูงขึ้นมาก มีโอกาสอาจจะปรับตัวเกิน 20% ขณะนี้รอดูสถานการณ์ช่วงปลายปี (พ.ย.-ธ.ค.) เพราะเป็นช่วงตลาดต่างประเทศเริ่มกลับมาต่อรองพิจารณาต่อสัญญาของปีหน้า” นายฉัตรชัยกล่าว

โดยตลาดไทยจัดอยู่ในโซนเอเชียใต้ ซึ่งโชคดีที่เศรษฐกิจจีนอ่อนลง ทำให้โอกาสประสบภาวะ hard market อาจจะไม่มากเท่ายุโรป หรืออเมริกา ที่กำลังเผชิญปัญหาเงินเฟ้อสูงมาก ทำให้โอกาสถูกปรับค่าเบี้ยขึ้นจะสูงกว่า ขณะที่ไทยแม้ถูกกระทบจากเงินเฟ้อแต่ไม่มาก เนื่องจากต้นทุนฐานต่ำ จึงทำให้โอกาสถูกปรับค่าเบี้ยต่ำกว่า ประกอบกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นไม่รุนแรงเท่าเมื่อเทียบฝั่งอเมริกาและยุโรป

โปรเจ็กต์อสังหาฯเจอขึ้นเบี้ยแน่

นายฉัตรชัยกล่าวว่า ประเมินกลุ่มงานอสังหาริมทรัพย์ในไทยมีโอกาสถูกปรับเบี้ยขึ้นค่อนข้างสูงสุด โดยเฉพาะที่มีความเสี่ยงน้ำท่วม ทางบริษัทประกันภัยจะระมัดระวัง รวมทั้งธุรกิจที่เสี่ยงไฟไหม้ เช่น กลุ่มโรงงานพลาสติก มีโอกาสอ่อนไหวต่อราคาเบี้ยมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ เป็นพิเศษ

“การรับประกันงานอสังหาฯ ส่วนใหญ่ส่งประกันภัยต่อหมด เพราะเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ มีมูลค่าลงทุนสูง เพราะฉะนั้น งานพวกนี้จะโดนเรตอัตราเบี้ยที่ค่อนข้างสูง เพราะส่งต่อมาเป็นทอด ๆ คาดว่าจะถูกปรับราคาเบี้ยเกิน 20% ถ้าเงินเฟ้อหนัก” นายฉัตรชัยกล่าว

โดยปัจจุบันนี้ทุกบริษัทประกันภัยในไทย รวมทุนที่รับประกันไว้เองไม่น่าเกิน 10-20% สำหรับเบี้ยรายใหญ่ ที่เหลือกว่า 70-80% ต้องส่งประกันภัยต่อหมด เพราะขนาดโปรเจ็กต์มีมูลค่าเป็นหลักหมื่นล้านบาท อาทิ โรงกลั่นน้ำมัน เป็นต้น

แต่ถ้าเป็นเบี้ยรายย่อยอย่างประกันรถยนต์ หรือประกันสุขภาพ ส่วนใหญ่บริษัทประกันภัยไทยมีความสามารถเก็บไว้เองได้เป็นส่วนมาก และมีมาร์จิ้นดี รวมทั้งจำนวนเงินเอาประกัน (sum insured) ไม่สูง

“อย่างไรก็ตาม เราได้บทเรียนจากเคลมประกันภัยโควิดแล้ว ฉะนั้นคงอยู่ที่การประเมินความเสี่ยงของแต่ละบริษัทในการรับประกัน ไม่มีสูตรสำเร็จ หากใครรับประกันรถยนต์หรือประกันสุขภาพไว้เองสัดส่วนมาก ก็เชื่อว่าโอกาสถูกขึ้นเบี้ยอาจจะมี แต่ไม่สูงเท่าในต่างประเทศ” นายฉัตรชัยกล่าว

นายฉัตรชัยกล่าวด้วยว่า คาดการณ์ธุรกิจประกันภัยปี 2565 เติบโตได้ดี ประมาณ 5-10% และปี 2566 คาดว่าจะเติบโตอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่านี้และมีโอกาสปรับตัวสูงกว่านี้ได้ ซึ่งมาจากตลาดเดิมเติบโต เช่น จำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น คนใส่ใจทำประกันสุขภาพมากขึ้น และตลาดเดิมที่เคยขาดไป เช่น ประกันการเดินทาง จะเริ่มกลับมาหนุนเบี้ยประกันดีดตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่โรคโควิดหายไปแล้ว

เมกะโปรเจ็กต์อ่วมต้นทุนประกันพุ่ง

นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า ปีนี้ประกันภัยต่อทั่วโลกน่าจะเหนื่อย เพราะได้รับผลกระทบจากทั้งปัญหาโควิด ภัยพิบัติ และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน

ทำให้ความเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมีต้นทุนที่สูง เพราะฉะนั้น ตลาดประกันภัยต่อตอนนี้ถือว่าเป็นภาวะ hard market จะทำให้มีการจำกัดเงื่อนไขความคุ้มครองและปรับอัตราเบี้ยประกันภัยต่อเพิ่มสูงขึ้น

“แนวโน้มความสามารถในการรับประกันภัย (capacity) ที่รีอินชัวเรอร์เคยให้เราจะลดน้อยถอยลงไป สมมุติเคยคุ้มครอง 7-8 พันล้านบาท ตอนนี้อาจจะลดเหลือแค่ 5-6 พันล้านบาท ขณะเดียวกันภาพรวมราคาเบี้ยประกันภัยต่อก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นระหว่าง 15-20%

โดยเฉพาะงานก่อสร้างทางวิศวกรรมที่เกิดขึ้นใหม่จะถูกชาร์จเบี้ยสูง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริษัทประกันรายใดมีผลประกอบการที่ดีอาจต่อรองเบี้ยได้ดีกว่าบริษัทประกันรายอื่น ๆ” นายสมพรกล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันเบี้ยจากงานรับประกันภัยทรัพย์สินของทิพยประกันภัย คิดเป็นสัดส่วน 25% ของเบี้ยประกันภัยรับรวมที่ 26,000 ล้านบาท โดยมี capacity เป็นหลักหมื่นล้านบาท (ตามสัญญาเดิม) งานที่รับประกันส่วนใหญ่เป็นโครงการเมกะโปรเจ็กต์ เช่น รถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ ซึ่งจะส่งงานให้บริษัทประกันภัยต่อในสัดส่วน 80-90% เนื่องจากเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูง รับไว้เองไม่ได้เพราะมีความเสี่ยงเกินไป

โดยสัญญางานรับประกันลักษณะนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนงาน คือ 1.งานโครงการก่อสร้างที่เกิดขึ้นใหม่ หรือขยายเวลาการก่อสร้าง ซึ่งเบี้ยประกันจะเป็นไปตามอัตราตลาด ซึ่งสัญญาปีหน้าแน่นอนว่า ราคาเบี้ยก้อนนี้จะปรับตัวสูง และ 2.งานโครงการก่อสร้างเสร็จแล้ว เข้าสู่การใช้งานตามปกติ เบี้ยประกันส่วนนี้จะใกล้เคียงเดิมหรืออาจปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

“อย่างไรก็ตาม เราคงไม่ได้ส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดให้ลูกค้า โดยเฉพาะถ้าเป็นลูกค้าเดิม เราจะให้เขาได้รับเบี้ยที่ดีที่สุด ซึ่งแน่นอนจะมีการแข่งขันเกิดขึ้น เพราะทุก ๆ บริษัทพยายามจะสร้างโอกาสและทำกำไรจากการรับประกันภัยให้ได้มากที่สุด” นายสมพรกล่าว

นายสมพรกล่าวต่อว่า ปัจจุบันนี้งานใหญ่ ๆ ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างจะเป็นลักษณะการประกันภัยร่วม อาจจะมี 2-3 บริษัทแชร์สัดส่วนเพื่อรับงาน โดยมี 1 บริษัทเป็นผู้รับประกันหลัก (lead) ซึ่งส่วนใหญ่ทิพยประกันภัยจะได้รับโอกาสเพราะมีความชำนาญมากกว่าถ้าเทียบกับบริษัทประกันรายอื่น ๆ

ภัยธรรมชาติดันต้นทุนประกัน

นายวาสิต ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.เมืองไทยประกันภัย (MTI) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นขนาดค่อนข้างใหญ่ในหลายภูมิภาค ส่งผลให้เกิดความเสียหายสูง เช่น เฮอริเคนในรัฐฟลอริดาของสหรัฐ เป็นต้น

ซึ่งกระทบกับบริษัทรับประกันภัยต่อรายใหญ่ ๆ ค่อนข้างหนักเรียกได้ว่าใกล้เจ็บตัวกันแล้ว ทำให้สัญญาประกันต่อปีหน้าในเรื่องของการปล่อย capacity ในอัตราเบี้ยถูก ๆ อาจจะหาได้ยากขึ้น และจำกัดความคุ้มครองรับประกันน้อยลง

“ตั้งแต่หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 บริษัทประกันต่อไม่คุ้มครองภัยธรรมชาติ อาทิ น้ำท่วม, แผ่นดินไหว อยู่ในการประกันภัยต่อแบบสัญญา (treaty reinsurance) โดยบริษัทประกันจะต้องซื้อความคุ้มครองต่างหาก ที่เรียกว่าสัญญาประกันภัยต่อความเสียหายส่วนเกิน (excess of loss treaty) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นต้นทุนของบริษัทประกันที่จะรับประกันงานลักษณะนี้ ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ (fixed cost)” นายวาสิตกล่าว

ดังนั้นในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ กรณีคุ้มครองภัยธรรมชาติ มีโอกาสถูกชาร์จเบี้ยมากขึ้น หรือลดความคุ้มครองน้อยลง ยกตัวอย่างเช่น โรงงานมูลค่า 500 ล้านบาท อาจกำหนดทุนประกันจากภัยน้ำท่วมแค่ 50-100 ล้านบาท เป็นต้น จะไม่ได้รับวงเงินเต็มทุนแล้ว โดยกรอบต้นทุนการขึ้นเบี้ยน่าจะอยู่ระหว่าง 15-20% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองแต่ละบริษัท

นายวาสิตกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันบริษัทมีรับประกันงานเมกะโปรเจ็กต์อย่างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ทั้งบนดินและใต้ดิน แต่ยังไม่เริ่มใช้งาน จะเป็นการประกันภัยต่อแบบเฉพาะราย (facultative reinsurance) สัญญานี้หลักหมื่นล้านบาท ประกันภัยต่อมูลค่า 7,000 ล้านบาท บริษัทที่ร่วมรับประกัน คือกรุงเทพประกันภัย ทิพยประกันภัย โดยบริษัทช่วยแชร์รับงาน และทิพยประกันภัยเป็น lead

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เบี้ยประกัน