ธปท.เผย Q3 แบงก์โกยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 1.46 แสนล้าน หนุนกำไรโต 56.8%
ธปท.เผยผลดำเนินงานระบบแบงก์ไตรมาส 3/65 มีกำไรสุทธิ 6 หมื่นล้านบาท เติบโต 56.8% อานิสงส์รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 1.46 แสนล้านบาท สำรองลดลงเหลือ 4.5 หมื่นล้านบาท คาดแนวโน้มกำไรเพิ่มขึ้นตามสินเชื่อโต ระบุภาพรวมสินเชื่อโตชะลอ 5.3% เหตุการชำระคืนหนี้ภาครัฐ-การบริหารหนี้
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2565 นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาสที่ 3/2565 พบว่าธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิจำนวน 6 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 56.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อ โดยมีรายได้สุทธิอยู่ที่ 1.46 แสนล้านบาท ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำรองลดลงมาอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ได้ทยอยกันสำรองในระดับสูงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่มีการระบาดของโควิด-19
อย่างไรก็ดี ตัวเลขกำไรสุทธิหากเทียบกับไตรมาส 2/2565 ปรับลดลงจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ลดลงจากรายได้เงินปันผลตามปัจจัยฤดูกาลในไตรมาสก่อน ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (Net Interest Margin: NIM) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.64% จากไตรมาสก่อนที่ 2.51% ทั้งนี้ ภาพรวมอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Return on Assets: ROA) ลดลงมาอยู่ที่ 1.01% จากไตรมาสก่อนที่ 1.11%
ทั้งนี้ หากมองแนวโน้มกำไรสุทธิในระยะข้างหน้า มองว่าจะขึ้นอยู่กับพอร์ตธุรกิจของแต่ละธนาคารเป็นหลัก และแนวโน้มการเติบโตสินเชื่อ เพราะหากดูการเติบโตสินเชื่อเฉลี่ยในช่วงปี 2560-2562 พบว่าสินเชื่อมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 4.3% และในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 อยู่ที่ 5-6% ด้วยฐานสินเชื่อที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับเพิ่มขึ้น แต่การปรับเพิ่มขึ้นมากหรือน้อยจะขึ้นอยู่กับพอร์ตสินเชื่อและสัดส่วนการพึ่งพาอัตราดอกเบี้ยประเภทไหนเป็นหลัก
“ธนาคารพาณิชย์ยังบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อและให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่องด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ ขณะที่ผลประกอบการปรับดีขึ้นจากปีก่อน โดยหลังจากการขยายตัวของสินเชื่อที่ทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำรองลดลง”
สำหรับภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 3/2565 ขยายตัวที่ 5.3% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจาก 6.3% ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากการชำระคืนของสินเชื่อที่ให้แก่ภาครัฐ ประกอบกับการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ โดยสินเชื่อยังขยายตัวสอดคล้องกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

โดยสินเชื่อธุรกิจขยายตัวที่ 6.1% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน จากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ขยายตัวตามความต้องการเงินทุนเพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวชัดเจนขึ้น ด้านสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หดตัว 1.4% เนื่องจากสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ที่ทยอยชำระคืนเป็นสำคัญจำนวน 6 หมื่นล้านบาท
ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวที่ 3.9% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โดยขยายตัวเพิ่มขึ้นในทุกพอร์ตสินเชื่อ สินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัว 7.7% ตามการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัว 2.6% ตามอุปสงค์ต่อที่อยู่อาศัยที่ปรับเพิ่มขึ้นทั้งแนวราบและแนวสูง ส่วนหนึ่งจากผลของมาตรการสนับสนุนการซื้อที่อยู่อาศัยที่จะสิ้นสุดในปี 2565
สำหรับสินเชื่อรถยนต์ขยายตัว 1.6% สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ปรับดีขึ้น ด้านสินเชื่อบัตรเครดิตขยายตัว 10.9% ต่อเนื่อง สอดคล้องกับปริมาณการใช้จ่ายที่ขยายตัว รวมถึงผลของการใช้จ่ายที่อยู่ในระดับต่ำจากการล็อกดาวน์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 3 ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 19.2% เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่ 8.9 แสนล้านบาท โดยอัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) อยู่ที่ 171.6% และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (Liquidity Coverage Ratio: LCR) อยู่ที่ 186.5%
“ระบบธนาคารพาณิชย์มีความเข้มแข็ง โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและสนับสนุนความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจและครัวเรือนได้ในระยะถัดไป”