เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ขายหมดแล้ว ‘โซ ออริจิ้น ศิริราช’ คอนโดเวลเนสย่านไฟฉาย
Real Estate ขายหมดแล้ว ‘โซ ออริจิ้น ศิริราช’ คอนโดเวลเนสย่านไฟฉาย
หัวหินเอาจริง! เตรียมรื้ออาคาร ตั้งแต่สะพานปลา–ศาลเจ้าแม่ทับทิม 25 ก.ย.นี้
เศรษฐกิจภูมิภาค หัวหินเอาจริง! เตรียมรื้ออาคาร ตั้งแต่สะพานปลา–ศาลเจ้าแม่ทับทิม 25 ก.ย.นี้
ราคาทองวันนี้ (17 ก.ย. 69) ปรับลง 300 บาท รูปพรรณบาทละ 68,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (17 ก.ย. 69) ปรับลง 300 บาท รูปพรรณบาทละ 68,900 บาท
นับถอยหลัง “ตั๋วร่วม” รถไฟฟ้า ไม่เกิน 45 บาท ทุกสีทุกสาย เริ่ม 1 ม.ค. 2570
Economic นับถอยหลัง “ตั๋วร่วม” รถไฟฟ้า ไม่เกิน 45 บาท ทุกสีทุกสาย เริ่ม 1 ม.ค. 2570
ส.อ.ท. ชง ‘เอทานอล’ เป็นเชื้อเพลิงยุทธศาสตร์ ดัน E20 เป็นเบนซินหลัก
Economic ส.อ.ท. ชง ‘เอทานอล’ เป็นเชื้อเพลิงยุทธศาสตร์ ดัน E20 เป็นเบนซินหลัก
iPhone 18 Pro อัพเกรด ‘กล้อง-แบต-จอ’ จนสมคำว่า ‘โปร’ จริง ๆ สักที ?
Tech iPhone 18 Pro อัพเกรด ‘กล้อง-แบต-จอ’ จนสมคำว่า ‘โปร’ จริง ๆ สักที ?
ไทยเร่งปิดดีล ART ช่วงโค้งสุดท้าย ลุ้นตรึงภาษี 19% ก่อน Section 301 ขยับ
Economic ไทยเร่งปิดดีล ART ช่วงโค้งสุดท้าย ลุ้นตรึงภาษี 19% ก่อน Section 301 ขยับ
ก.ล.ต. นำร่อง Sandbox 3 IPO ทดสอบลดเวลาเหลือ 60-100 วัน
Finance ก.ล.ต. นำร่อง Sandbox 3 IPO ทดสอบลดเวลาเหลือ 60-100 วัน
กทม.ร่วมขับเคลื่อน ‘ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 45 บาท ทุกสาย ทุกสี’ ลดค่าครองชีพคนกรุง ม.ค. 70
Economic กทม.ร่วมขับเคลื่อน ‘ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 45 บาท ทุกสาย ทุกสี’ ลดค่าครองชีพคนกรุง ม.ค. 70
เอกนิติ หยอดเมล็ดพันธ์ุใหม่ใส่ปุ๋ยสูตรพิเศษ BOI to IPO ชูการลงทุนหนุนเศรษฐกิจ
Finance เอกนิติ หยอดเมล็ดพันธ์ุใหม่ใส่ปุ๋ยสูตรพิเศษ BOI to IPO ชูการลงทุนหนุนเศรษฐกิจ
ดูทั้งหมด

ปี 2023 ตลาดหุ้น ลงต่อหรือจ่อรีบาวนด์ ?

14 ธ.ค. 2565 | 07:56น.
ตลาดหุ้น
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : คมศร ประกอบผล ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้

ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงปลายปี หลังรายงานเงินเฟ้อสหรัฐของเดือนตุลาคมออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งเป็นเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ให้นักลงทุนคาดหวังว่าเงินเฟ้อจะลดลงสู่ระดับ “ปกติ” ในปีหน้า ซึ่งจะทำให้ Fed (ธนาคารกลางสหรัฐ) สามารถกลับมาลดดอกเบี้ยลงได้ในช่วงปลายปี และทำให้ตลาดหุ้นฟื้นขึ้นได้ในที่สุด

อย่างไรก็ดี เรามองว่าความคาดหวังของตลาด ณ ปัจจุบันนั้นออกจะเป็นมุมที่มองแบบ “โลกสวย” จนเกินไป

เนื่องจาก ประการแรก ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า ปัญหาเงินเฟ้อ “จบแล้ว” โดยแม้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐจะลดลงจาก 9.1% ในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ 7.7% ในเดือนตุลาคม แต่ก็ยังนับว่าสูงและห่างไกลเป้าหมายของ Fed ที่ 2% อยู่อีกมาก

ในขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อจากตลาดแรงงานยังสูงอยู่ โดยค่าจ้างในสหรัฐยังขยายตัวที่อัตราเกินกว่า 5% ต่อปี ส่วนเงินเฟ้อในหมวดที่อยู่อาศัยก็ยังพุ่งแรงต่อเนื่องในอัตราสูงถึง 7% ต่อปี ซึ่งแรงกดดันเงินเฟ้อจากทั้งสองหมวดนี้น่าจะทำให้เงินเฟ้อสหรัฐค้างสูงเกินกว่าระดับ 4% ในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนที่จะลดลงมาอยู่ที่ 3-4% ในช่วงปลายปี

นอกจากนั้น การเปิดประเทศของจีนในปีหน้าอาจทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อกลับมาเพิ่มสูงขึ้นได้มากกว่าคาดในปีหน้า

ประการที่สอง ตลาดยังคาดแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ต่ำเกินไป โดยตลาดซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ย (Fed Funds Futures) คาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 5% ในช่วงต้นปี ก่อนจะลดดอกเบี้ยลงมาที่ 4.5% ในช่วงปลายปี

แต่หากเงินเฟ้อยังค้างสูงเกินกว่าระดับ 4% ในช่วงครึ่งปีแรกตามที่เราคาด Fed ก็จะมีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยไปให้ถึงระดับ 5% หรือมากกว่า และคงดอกเบี้ยที่ระดับ 5% ไปตลอดทั้งปีเป็นอย่างน้อย เพื่อกดเงินเฟ้อให้ลงได้สำเร็จ

นอกจากนั้น Fed ยังย้ำถึงความเสี่ยงจากการกลับมาลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป โดยกรรมการ Fed หลายคนได้อ้างถึงบทเรียนในช่วงทศวรรษที่ 1970 ที่ Fed ดำเนินนโยบายผิดพลาด โดยขึ้นดอกเบี้ยน้อยเกินไปและกลับมาลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป

ซึ่งทำให้พุ่งขึ้นจาก 5% ในปี 1970 ไปสูงสุดถึง 15% ในปี 1980 ในขณะที่เศรษฐกิจก็เติบโตอย่างกระท่อนกระแท่น และประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอยถึง 4 ครั้งในช่วงระยะเวลาเพียง 10 ปี

ประการที่สาม การฟื้นตัวของราคาสินทรัพย์ที่เร็วเกินไป เป็นการลดทอนประสิทธิภาพของนโยบายการเงินที่มุ่งชะลอการบริโภคและการลงทุน ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยในตลาดกลับมาลดลง และราคาสินทรัพย์เสี่ยงกลับมาเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป ก็จะทำให้เงินเฟ้อลดลงได้ช้ากว่าคาด

ดังนั้น หากราคาสินทรัพย์ฟื้นตัวเร็วเกินไป Fed ก็อาจจำเป็นต้องส่งสัญญาณเข้มงวด เพื่อลดความร้อนแรงของตลาด

ในขณะที่ตลาดหุ้นแม้จะปรับฐานลงมามากกว่า 20% จากจุดสูงสุด แต่ valuation ยังนับว่าไม่ได้ถูก โดยค่า P/E ของดัชนี S&P 500 ในปัจจุบันอยู่ที่ราว 17 เท่า ซึ่งนับว่ายังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในช่วงปี 2003-2014 ที่ 14 เท่า ก่อนที่ภาวะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยต่ำจะดันให้ตลาดขึ้นมาเทรดที่ค่าเฉลี่ย P/E 18 เท่า ในช่วงปี 2015-2021

นอกจากนั้น หากเทียบกับจุดต่ำสุดของตลาดหมี (bear market) ในอดีตที่ P/E เฉลี่ย 13 เท่า ตลาดหุ้นก็อาจมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานลงได้อีก หากมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามากระทบ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงและคาดเดาได้ยาก

ในภาวะเช่นนี้ เรามองว่าตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐจะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดหุ้น ในขณะที่ความเสี่ยงยังต่ำกว่ามาก โดยเรามอง bond yield สหรัฐที่ระดับ 4% ในปัจจุบันนั้นให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ และได้สะท้อนแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ไปมากแล้ว และหาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยไปหยุดที่ 5% ในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้าตามคาด

bond yield น่าจะทรงตัวอยู่ระดับใกล้เคียง 4% ในช่วงปลายปีนี้ ก่อนที่จะเริ่มปรับตัวลดลงในปีหน้า ตามการทยอยลดลงของอัตราเงินเฟ้อและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้น เฟด