Skip to content

จุดเปลี่ยนลงทุน “จีนเปิดเมือง” กับ 2 ธีมผู้ชนะ

21 ม.ค. 2566 | 08:02น.
จุดเปลี่ยนลงทุน “จีนเปิดเมือง” กับ 2 ธีมผู้ชนะ
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : วิภาดา ศุภกุลวณิชย์ ธนาคารทิสโก้

ปี 2023 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของจีน กล่าวคือ จีนเปิดประเทศ และได้ยกเลิกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ให้เป็นศูนย์ (Zero COVID) ที่บังคับใช้มานานกว่า 3 ปี มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า จะยกเลิกมาตรการดังกล่าวในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ หลังจีนมีความพร้อมด้านวัคซีนและยามากขึ้น

การออกจากมาตรการ Zero COVID ถือเป็นความมุ่งมั่นของจีนที่จะเดินหน้าฟื้นฟูประเทศให้เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งแน่นอนว่า ประเด็นดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนในปีนี้

โดยทางกระทรวงคมนาคมของจีนประเมินว่า ช่วงตรุษจีนปีนี้จะมีการเดินทางรวมกว่า 2,000 ล้านครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าของปีที่แล้ว และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของปี 2019 (ช่วงก่อน COVID-19 ระบาด)

ทั้งนี้ Goldman Sachs ได้คาดการณ์ว่า หุ้นจีนกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากการเปิดเมือง (reopening beneficiaries) ประกอบไปด้วย กลุ่มการท่องเที่ยวในประเทศ (domestic tourism) โรงแรม (hotels) ร้านอาหาร (restaurants) สายการบิน (airlines) ค้าปลีก (retail) และกลุ่มผู้ให้บริการทางด้านสุขภาพ (healthcare providers) เป็นต้น

ซึ่งหลัก ๆ จะเป็นกลุ่มที่มีอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย (consumer discretionary) โดยคาดว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth) ของจีนปี 2023 จะอยู่ที่ราว 4.5% YOY จากระดับ 3% YOY ในปี 2022F และมีแนวโน้มว่าการเติบโตของ GDP นั้น จะมาจากกลุ่มการบริโภค (consumption) มากที่สุดราว 6.1%

ยกตัวอย่างบริษัทจีนในกลุ่ม consumer discretionary เช่น Yum China ธุรกิจร้านอาหารที่เรารู้จักกันดีอย่าง KFC และ Pizza Hut ซึ่ง Oppenheimer บริษัทให้บริการปรึกษาทางการเงินของสหรัฐคาดการณ์ว่า ทั้งปี 2023 Yum China จะมีกำไรต่อหุ้นมากกว่า70% YOY ถัดมาบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สัญชาติจีนอย่าง BYD ก็ได้ตั้งเป้าหมายยอดขายรถยนต์ EV ปีนี้ไว้กว่า 4,000,000 คัน จากปี 2022 ที่ 1,863,500 คัน หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 114% YOY เลยทีเดียว

นอกจากนี้ อีกหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการเปิดประเทศ นั่นก็คือ กลุ่มอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ (healthcare) เนื่องจากปัจจุบันวัคซีน mRNA ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่เมื่อจีนประกาศยกเลิกมาตรการ Zero COVID แล้ว การฉีดวัคซีน mRNA จึงมีความสำคัญที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้น เพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส COVID-19 ที่กลายพันธุ์ ทำให้จีนต้องเร่งการทำวิจัยวัคซีน mRNA เพื่อใช้ในประเทศ

ขณะที่ความคืบหน้าล่าสุด การพัฒนาวัคซีน COVID-19 ชนิด mRNA ของบริษัทสัญชาติจีนส่วนใหญ่เข้าสู่ phase 2 แล้ว ตัวอย่างเช่น บริษัท CanSinoBIO ซึ่งเป็น 1 ใน 7 บริษัทผู้พัฒนาวัคซีน COVID-19 ชนิด mRNA ของจีน โดยผลการทดลองใน phase 2 พบว่า จากการทดลองทั้งหมด 433 กลุ่มตัวอย่าง สามารถสร้างภูมิคุ้มกันแก่เชื้อ Omicron BA.1 และ BA.5 มากกว่าวัคซีนเชื้อตาย (inactivated virus) ราว 23 เท่า และ 29 เท่า ตามลำดับ โดยหวังที่จะใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น ซึ่งคาดว่าลอตแรกจะสามารถผลิตได้ 100 ล้านโดส

ทั้งนี้ Bloomberg Consensus คาดการณ์ว่า ในปี 2023 กำไรต่อหุ้น (EPS growth) ของหุ้นจีน (CSI300 Index as of November 2022) จะถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่ม consumer discretionary และกลุ่ม healthcare เป็นหลัก ซึ่งเติบโตเด่นถึง 30% และ 40% YOY ตามลำดับ

อีกทั้งปัจจุบัน valuation หุ้นจีนทั้ง 2 กลุ่มก็ยังน่าสนใจ ด้วย forward P/E ของหุ้นจีนกลุ่ม consumer discretionary (MSCI China Consumer Discretionary 10/50 Net Return USD Index) และหุ้นจีนกลุ่ม healthcare (MSCI China Health Care 10/50 Net Return USD Index) (as of Jan 6, 2023) ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 21.38 เท่า และ 31.16 เท่า โดยถูกกว่าค่าเฉลี่ยถึงราว 18.78% และ 11.45% ตามลำดับ

ในระยะข้างหน้าเรามองว่า การยกเลิกมาตรการดังกล่าว จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของจีน โดยเฉพาะหุ้นจีนกลุ่ม consumer discretionary และกลุ่ม healthcare ที่น่าลงทุน

โดยได้รับประโยชน์จากการเปิดเมือง มีอัตราการเติบโตของกำไรที่สูง และ valuation ยังเทรดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ที่จะสนับสนุนให้หุ้นจีนกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นได้ดีอย่างแข็งแกร่ง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จีนเปิดประเทศ ซีโร่โควิด