เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาน้ำมันวันนี้ (1 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (1 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (1 พ.ย. 69) ขยับขึ้น 0.3% อยู่ที่ 77,422 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (1 พ.ย. 69) ขยับขึ้น 0.3% อยู่ที่ 77,422 เหรียญสหรัฐ
ยศชนัน เยี่ยมชมมหกรรมหนังสือฯ โค้งสุดท้ายยอดนักอ่านทะลุล้าน
Biz Movement ยศชนัน เยี่ยมชมมหกรรมหนังสือฯ โค้งสุดท้ายยอดนักอ่านทะลุล้าน
ชมพู่ อารยา เผยเบื้องหลัง “กุ๊กกู๋” ที่แม่ซับพอร์ต
Biz Movement ชมพู่ อารยา เผยเบื้องหลัง “กุ๊กกู๋” ที่แม่ซับพอร์ต
ททท.คาดท่องเที่ยวสงขลา 2 เดือนสุดท้ายคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน-ครั้ง สร้างรายได้ 7.5 พันล้าน  
Business ททท.คาดท่องเที่ยวสงขลา 2 เดือนสุดท้ายคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน-ครั้ง สร้างรายได้ 7.5 พันล้าน  
โอบามาจวกทรัมป์ สงครามอิหร่าน เหน็บกลาโหม สนใจแต่แนวกราม-เทสโทสเตอโรน
World โอบามาจวกทรัมป์ สงครามอิหร่าน เหน็บกลาโหม สนใจแต่แนวกราม-เทสโทสเตอโรน
ทรัมป์ยังไม่ฟันธง เกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังแฮก Binance
World ทรัมป์ยังไม่ฟันธง เกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังแฮก Binance
CZ Binance ยกย่อง GULF พันธมิตรไทย พร้อมช่วยฝ่าวิกฤตแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์
Tech CZ Binance ยกย่อง GULF พันธมิตรไทย พร้อมช่วยฝ่าวิกฤตแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์
ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
Biz Movement ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
‘ภาวิช’ ชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ ‘เพื่อไทย’ ประกบ พ.ร.บ.ฉบับ ศธ.
News ‘ภาวิช’ ชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ ‘เพื่อไทย’ ประกบ พ.ร.บ.ฉบับ ศธ.
ดูทั้งหมด

“กอบศักดิ์” มอง กนง. ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี แนะ ธปท. ดูแลค่าเงิน

24 ม.ค. 2566 | 16:29น.
กอบศักดิ์ ภูตระกูล

“กอบศักดิ์” ประเมินกนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ต่อปี และขึ้นต่อเนื่องรวม 3 ครั้งจนถึงกลางปีอยู่ที่ 1.75-2.00% ต่อปี เพื่อดูแลเงินเฟ้อ-ขยับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ มองเงินบาทแข็งค่า 10% สูงกว่าภูมิภาค ชี้ สูงเกินกว่าความจำเป็น แนะธปท.เข้าไปดูแลซื้อเงินตราต่างประเทศเข้าทุนสำรองระหว่างประเทศ

วันที่ 24 มกราคม 2566 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า คาดการณ์คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% มาอยู่ที่ 1.50% ต่อปีในการประชุมวันที่ 25 มกราคมที่จะถึงนี้

และคาดว่ากนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องกัน 3 ครั้งในปีนี้ โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะสิ้นสุดภายในกลางปีหรือในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนอยู่ที่ 1.75-2.00% ต่อปี และหลังจากนั้นในเดือนกรกฎาคมจะหยุดดูรอดูทิศทางและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการปรับอัตราดอกเบี้ยปัจจัยต่างๆ จะต้องเอื้ออำนวยด้วย

ทั้งนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะไม่ได้รีบร้อน เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปัจจุบันไม่ได้สูงเฉลี่ยอยู่ในระดับกว่า 3% ซึ่งเทียบกับค่าเฉลี่ยกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3% ถือว่าไม่ได้ออกนอกกรอบมากนัก และในระยะต่อไปอัตราเงินเฟ้อจะทยอยลดลง ทำให้ธปท.ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่เป็นการปรับนโยบายการเงินในลักษณะการเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) เนื่องจากพายุและวิกฤตได้ผ่านพ้นไปแล้ว จึงจำเป็นต้องทยอยเก็บกระสุนและอุปกรณ์

“ดอกเบี้ยระดับ 1.25% ถือว่าค่อนข้างต่ำ ซึ่งในช่วงวิกฤตต้มย้ำกุ้งธปท.ไม่เคยลดดอกเบี้ยต่ำกว่า 1.25% แสดงว่า 1.25% ถือว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ และธปท.คงอยากขึ้นดอกเบี้ยไปอีกสักระยะเวลาหนึ่ง แต่การประชุมของธปท.มีแค่ 6 ครั้งต่อปี 2 เดือนครั้ง ซึ่งกลางปีเศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดี ตอนนี้เราเริ่มเห็นการส่งออกไม่ดี เช่น จีน ติดลบ 9% เกาหลี้ติดลบ 2 เดือน และสิงคโปร์ -20% สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มมีปัญหา และคิดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงยังไม่หยุดขึ้นดอกเบี้ย

และครั้งหน้าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เพราะเงินเฟ้อแม้จะอยู่ที่ 4% แต่ก็ยังไม่ได้อยู่ในกรอบเป้าหมาย 2% ซึ่งเฟดคิดว่าเงินเฟ้อไม่ยอมลงง่ายๆ และตลาดแรงงานตึงตัว จึงต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อจนถึงกลาง โดยดอกเบี้ยจะไปอยู่ที่กว่า 5% และทำนโยบายลดลงดุล (QT) อีกราว 1% ซึ่งกระทบเศรษฐกิจแน่นอน และไทยเองก็เริ่มเห็นสัญญาณการส่งออกในช่วงกลางปีที่ผ่านมา -10% และมาในปีนี้ภาคเศรษฐกิจจะเริ่มลำบาก ดังนั้น คาดว่ากนง.น่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งจนถึงกลางปี”

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าประมาณ 10% ซึ่งแข็งค่ากว่าสกุลอื่นในภูมิภาค โดยในปี 2565 เงินบาทผันผวนมาจากปัจจัยค่าเงินดอลลาร์เป็นหลัก แต่ในปีนี้แม้ค่าเงินดอลลาร์ยังผันผวนอยู่ ทุกสกุลแข็งค่าขึ้น แต่เงินบาทแข็งค่ากว่าภูมิภาค

ซึ่งมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ราคาน้ำมันที่เริ่มปรับตัวลดลง ทำให้แรงกดดันในการใช้เงินนำเข้าน้ำมันทยอยลดลง 2.นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเพิ่มขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่ 2 ล้านราย ส่งผลให้มีความต้องการใช้เงินบาทเยอะขึ้น

และ 3.นักลงทุนมองไทยเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) เพราะปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจยังดี ทำให้ภาพรวมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีการเติบโต 0.67% เมื่อเทียบกับตลาด Nasdaq -33% และอาเซียนโตได้ดี

โดยอินโดนีเซียเติบโต 4% สิงคโปร์โต 4% เพราะนักลงทุนมองอาเซียนเป็น Safe Haven ดังนั้น จากปัจจัยเหล่านี้ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) เป็นบวกได้ 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 และจะเป็นบวกต่อเนื่อง เพราะนักท่องเที่ยวทยอยกลับมาแล้ว

“จะเห็นแรงกดดันเงินบาทกลับข้าง จากเดิมไม่ได้มีปัจจัยบวก แต่หลังจากนี้มีปัจจัยบวกเข้ามาสนับนสนุนเพิ่มขึ้น ทำให้ธปท.มองว่าเงินบาทไม่ได้เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย เพราะดอกเบี้ยจะดูเงินเฟ้อ และกระบวนการ Normalization เป็นสำคัญ และดอกเบี้ยยังต่ำอยู่ยังสามารถขึ้นได้อีกนิดนึง”

สำหรับค่าเงินบาทแข็งค่าในช่วงนี้ มองว่า เป็นช่วงที่ดีที่จะสามารถซื้อเข้าเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้เงินทุนสำรองหายไปเยอะ และในอนาคตไม่สามารถรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

โดยธปท.เข้ามาซื้อหรือแทรกแซงบ้าง จะทำให้ตลาดมองว่าเงินบาทไม่ควรจะแข็งค่ามากไปกว่านี้แล้ว ซึ่งจะทำให้บรรยากาศ (Sentiment) เปลี่ยนไป เพราะไม่มีความจำเป็นที่เงินบาทต้องแข็งค่ามากกว่าคนอื่น

“การแข็งค่าเพราะดอลลาร์อ่อนนั้นห้ามไม่ได้ แต่แข็งกว่าคนอื่นไม่ควร จึงมองว่าเราสามารถเข้าไปดูแลได้ หากเราแข็งค่าเท่าคนอื่น เพราะดอลลาร์สวิง เราไม่รู้จะทำยังไง แต่มาเฉพาะเจาะจง เช่น คนอื่นแข็ง 5% เราแข็งค่า 10% ซึ่งในส่วนของ 5% เราน่าจะดูแลได้ และซื้อเอามาใส่ในเงินทุนสำรองไว้ เพราะตอนเงินอ่อนเราก็ขายเงินตราต่างประเทศไปได้ และทำไมเงินแข็งไม่ซื้อกลับเข้ามา”