กรุงไทย ชี้ เงินบาทขยับอ่อนค่าระยะสั้น ตามฟันด์โฟลว์ไหลออก

กรุงไทย-เงินบาท-ธนบัตร

กรุงไทย ประเมินเงินบาทสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 32.85-33.50 บาทต่อดอลลาร์ จับตาถ้อยแถลงประธานเฟดกำหนดทิศนโยบายการเงิน คาดธนาคารกลางออสเตรเลีย-อินเดียขยับดอกเบี้ยขึ้น 0.25% ด้านฟันด์โฟลว์ไหลออกตลาดบอนด์-หุ้นสุทธิ กดดันบาทอ่อนระยะสั้น

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2566 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรอบเงินบาทสัปดาห์หน้า (วันที่ 6-10 กุมภาพันธ์ 2566) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.85-33.50 บาทต่อดอลลาร์

“ปัจจัยที่ต้องจับตาสำหรับทิศทางเงินบาท คือ การเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ รวมถึงทิศทางราคาทองคำ เนื่องจากโฟลว์ธุรกรรมเทรดทองคำยังมีผลกระทบต่อเงินบาทพอสมควร (80% correlation)”

โดยในส่วนของข้อมูลเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม จะเป็นถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเฉพาะ ประธานเฟด นายเจอโรม พาวเวลล์ เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของเฟด

ส่วนในตลาดยุโรป ตลาดจะรอจับตาดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) รวมถึง รอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษ ผ่านรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/2565 ซึ่งหากเศรษฐกิจอังกฤษ ขยายตัวแย่กว่าคาด หรือหดตัวลง ก็อาจกดดันให้ผู้เล่นในตลาดกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษมากขึ้น ทำให้เงินปอนด์ (GBP) อาจอ่อนค่าลงต่อได้

ขณะเดียวกัน ตลาดจะจับตาผลการประชุมของธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และ ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ซึ่งตลาดมองว่า ทั้ง RBA และ RBI จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 0.25% สู่ระดับ 3.35% และ 6.50% ได้ตามลำดับ

และในไทยตลาดจะรอจับตารายงานเงินเฟ้อ CPI เดือนมกราคม ซึ่งหากยังอยู่ในระดับสูงก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ไม่น้อยกว่าระดับ 2.00% ได้

นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกก็จะมีผลกระทบต่อทิศทางตลาดการเงินในระยะสั้นได้ โดยหากผลประกอบการส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด ก็อาจกดดันให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะขายทำกำไรการปรับตัวขึ้นร้อนแรงของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมาได้

สำหรับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (30 ม.ค.-3 ก.พ.) โดยทั้งสัปดาห์ พบว่า ตลาดหุ้นขายสุทธิ 9 พันล้านบาทและตลาดพันธบัตร (บอนด์) ขายสุทธิ 4.15 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ประเมินฟันด์โฟลว์ในสัปดาห์หน้า เชื่อว่า แม้ตลาดการเงินโดยรวมมีแนวโน้มที่จะอยู่ในโหมดเปิดรับความเสี่ยง แต่นักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบซื้อหุ้นไทยต่อเนื่องนัก ขณะที่ผู้เล่นต่างชาติบางส่วนก็อาจยังคงทยอยขายทำกำไรหุ้นไทยต่อ จึงมองว่าตลาดหุ้นขายสุทธิ 2-3 พันล้านบาท

ส่วนบอนด์ จะเห็นว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนยังคงเทขายบอนด์ระยะสั้นและบอนด์ระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมองว่า นักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบกลับเข้ามาซื้อบอนด์ไทย จนกว่าจะเห็นสัญญาณการกลับมาแข็งค่าขึ้นที่ชัดเจนของเงินบาท หรือ บอนด์ยีลด์ระยะยาวมีการปรับตัวขึ้นอีกครั้ง (รอ Buy on Dip) จึงประเมินว่าตลาดบอนด์จะยังขายสุทธิราว 5 พันล้านบาท


“ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ และการปรับสถานะ Short USDTHB รวมถึงมุมมองต่อค่าเงินบาท ของผู้เล่นต่างชาติ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้เช่นกัน โดยล่าสุด จะเห็นได้ว่า นักลงทุนต่างชาติยังคงเดินหน้าขายบอนด์ระยะสั้นเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา และเริ่มเห็นการปรับมุมมองของผู้เล่นบางส่วนที่คาดว่า เงินบาทอาจพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้บ้างในระยะสั้น”