เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อภิสิทธิ์ แนะไทยเร่งจับมือประเทศมีกำลัง หลังสหรัฐเก็บภาษี 12.5% ชี้ ‘ทรัมป์’ เดายาก
Politics อภิสิทธิ์ แนะไทยเร่งจับมือประเทศมีกำลัง หลังสหรัฐเก็บภาษี 12.5% ชี้ ‘ทรัมป์’ เดายาก
‘ทรัมป์’ รีดภาษีแคนาดา 50% ‘หยั่งเชิง’  ใช้ กม.ศุลกากรปี1930
World ‘ทรัมป์’ รีดภาษีแคนาดา 50% ‘หยั่งเชิง’ ใช้ กม.ศุลกากรปี1930
อภิสิทธิ์​ หนุนรัฐบาล​​พับแผน ‘แลนด์​บริจด์​’ แนะลุยเชื่อมระบบราง​ ท่าเรือ ถนน​
Politics อภิสิทธิ์​ หนุนรัฐบาล​​พับแผน ‘แลนด์​บริจด์​’ แนะลุยเชื่อมระบบราง​ ท่าเรือ ถนน​
SLD ถอดรหัส ‘ความหรู’ ยุคใหม่ เมื่อดีไซน์ต้องให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน
Business SLD ถอดรหัส ‘ความหรู’ ยุคใหม่ เมื่อดีไซน์ต้องให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน
รัฐบาลแจงสหรัฐปรับภาษีสินค้าไทยเป็น 12.5% ได้เท่าคู่แข่ง ไม่กระทบการแข่งขัน
Economic รัฐบาลแจงสหรัฐปรับภาษีสินค้าไทยเป็น 12.5% ได้เท่าคู่แข่ง ไม่กระทบการแข่งขัน
ส.ค.ชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-แจ้งผลฟังเสียง ‘เออร์ลี่รีไทร์ ขรก.’ ก่อนลุยปรับเงินเดือน
Politics ส.ค.ชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-แจ้งผลฟังเสียง ‘เออร์ลี่รีไทร์ ขรก.’ ก่อนลุยปรับเงินเดือน
ชัยชนะ จี้ รบ.พัฒนาระบบราง-ท่าเรือใต้ ดัน ‘ทุ่งสง’ ศูนย์กระจายสินค้า หลังพับแลนด์บริดจ์
Politics ชัยชนะ จี้ รบ.พัฒนาระบบราง-ท่าเรือใต้ ดัน ‘ทุ่งสง’ ศูนย์กระจายสินค้า หลังพับแลนด์บริดจ์
3 เดือน อนุทินฝ่ามรสุมการเมือง รุกรับฮั้ว สว.-สอบท้องถิ่น แก้เกมบัตรคนจน
Politics 3 เดือน อนุทินฝ่ามรสุมการเมือง รุกรับฮั้ว สว.-สอบท้องถิ่น แก้เกมบัตรคนจน
ราคาทองวันนี้ (25 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายออก 65,600 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (25 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายออก 65,600 บาท
ค่ายรถชิงกำลังซื้อรับตลาดฟื้น “ฮอนด้า” ส่ง Super ONE EV ท้าชนรถจีน
Automotive ค่ายรถชิงกำลังซื้อรับตลาดฟื้น “ฮอนด้า” ส่ง Super ONE EV ท้าชนรถจีน
ดูทั้งหมด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชำแหละนโยบาย “เช็คช่วยชาติ” ถึง เราเที่ยวด้วยกัน”

11 เม.ย. 2566 | 15:20น.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย แจงนโยบายหาเสียงแต่ละพรรคการเมือง ยังต้องรอผลเลือกตั้งก่อนข้อสรุปสุดท้ายทำได้หรือไม่ได้ รวมถึงต้องคำนึงถึง “แหล่งเงิน-ฐานะการเงินการคลัง” พร้อมยกตัวอย่าง 12 มาตรการในอดีตตั้งแต่ “เช็คช่วยชาติ” ถึง “คนละครึ่ง-เราเที่ยวด้วยกัน”

วันที่ 11 เมษายน 2566 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทความ เรื่อง “มาตรการการคลังผ่านเงินโอน” โดยชี้ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเงินโอน หรือเงินให้เปล่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการคลังที่ภาครัฐใช้แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาถูกนำมาใช้ในกรณีที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างมากจากปัจจัยภายนอก เช่น วิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตโควิด เป็นต้น รวมถึงใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาเฉพาะของกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ผ่านมาที่ได้ดำเนินการในรูปแบบเงินโอน หรือเงินให้เปล่าในลักษณะต่าง ๆ ตามปัญหาเศรษฐกิจที่เผชิญ รวมถึงเหตุผลและความจำเป็นที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

1.เช็คช่วยชาติ (ตั้งแต่ 26 มี.ค. 2552)

ออกมาเพื่อเป็นการรับกับสภาวะเศรษฐกิจไทยที่หดตัว เนื่องจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในปี 2551

– ให้ความช่วยเหลือแก่บุคลากรภาครัฐและผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท ให้ได้รับเงินช่วยเหลือ 2,000 บาท/คน เป้าหมายจำนวน 9.7 ล้านคน โดยจ่ายผ่าน “เช็คช่วยชาติ”

– วงเงินทั้งสิ้น 19,400 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

2.เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม 2554 (ปี 2554)

ออกมาเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 2554

– ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมครัวเรือนละ 5,000 บาท จำนวน 174,383 ครัวเรือน ใน 44 จังหวัด

– วงเงินทั้งสิ้น 871.91 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

3.เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย (ปี 2557)

ออกมาเพื่อชดเชยผลการขาดทุนในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำมาก จนต่ำกว่าต้นทุน ของชาวนาผู้ปลูกข้าว โดยมุ่งให้ประโยชน์แก่ชาวนาที่มีฐานะยากจนเป็นสำคัญ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยหดตัวในครึ่งปีแรกปี 2557

– ให้เงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท แก่ชาวนา ซึ่งมีที่ดินทำกินไม่เกิน 15 ไร่ และชาวนาที่มีที่ดินทำกินเกิน 15 ไร่ให้ช่วยเหลือครอบครัวละ 15,000 บาท จำนวน 3.49 ล้านครัวเรือน

– วงเงินทั้งสิ้น 40,000 ล้านบาท โดยให้ ธ.ก.ส.ตั้งวงเงินเพื่อการนี้ไม่เกิน 45,000 ล้านบาท และขออนุมัติงบประมาณชดใช้ตามจ่ายจริงในปีถัดไปพร้อมดอกเบี้ย

 4.กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (ปี 2560-2566)

ออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนในระดับฐานรากและกลุ่มเปราะบาง

-ให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย (ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐฯ) เช่น การให้วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 200-300 บาท/คน/เดือน ค่าโดยสารรถสาธารณะ 500 บาท/เดือน โดยงบประมาณเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 40,000 ล้านบาท

-วงเงินทั้งสิ้นประมาณ 333,229 ล้านบาท (เฉลี่ยงบประมาณ 55,000 ล้านบาท/ปี) โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี ภายใต้กองทุนประชารัฐฯ

5.เพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (เดือน ต.ค. 2563-ต.ค. 2565)

ออกมาเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด

– เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าบริโภคอุปโภคในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเกือบ 14 ล้านคน คนละ 200-500 บาท/เดือน โดยมีทั้งหมด 5 เฟส วงเงินขึ้นอยู่กับแต่ละเฟส

-วงเงินทั้งสิ้นประมาณ 71,787 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ปี 2563 และ 2564

6.ช่วยเหลือค่าครองชีพผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (เดือน ม.ค. 2566)

ออกมาเพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง

– เพิ่มวงเงินค่าซื้ออุปโภคบริโภคที่จำเป็นในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 200 บาท/คน เป็นระยะเวลา 1 เดือน ประจำเดือนมกราคม 2566

-วงเงินทั้งสิ้น 2,644 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

7.ชิมช้อปใช้ (27 ก.ย. 2562-31 ม.ค. 2563)

ออกมาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ และสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ (g-Wallet)

-ให้สิทธิประโยชน์แก่ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้น จำนวนไม่เกิน 15 ล้านคน ได้รับสิทธิประโยชน์จากการใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง กับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการและติดตั้งแอปถุงเงิน

-ได้รับสิทธิผ่านการใช้จ่ายผ่าน g-Wallet ช่องที่ 1 (เงินสนับสนุนจากภาครัฐ 1,000 บาท) และการใช้จ่ายผ่าน g-Wallet ช่องที่ 2 (ประชาชนเติมเงินเพื่อใช้จ่ายและได้รับเงินชดเชยจากภาครัฐร้อยละ 15 หรือ 20 ของยอดใช้จ่ายจริง)

-วงเงินทั้งสิ้นประมาณ 21,000 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563

 8.เราไม่ทิ้งกัน (24 มี.ค.-30 มิ.ย. 2563)

ออกมาเพื่อช่วยเหลือเยียวยาให้กับลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการของสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการถูกสั่งปิดเพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือผู้ได้รับผลกระทบอื่น ๆ

-ให้เงินชดเชยกลุ่มอาชีพอิสระจำนวน 16 ล้านคน และกลุ่มเกษตรกร 10 ล้านคน รวม 26 ล้านคน คนละ 5,000 บาท/เดือน รวมคนละ 15,000 บาท ต่อมาเพิ่มเติมกลุ่มเก็บตกจำนวน 7.9 ล้านคน คนละ 1,000 บาท/เดือน รวมคนละ 3,000 บาท

-วงเงินทั้งสิ้นประมาณ 413,839 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และ พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ปี 2563

9.เราชนะ (เดือน ก.พ.-31 พ.ค. 2564 และถึง 30 มิ.ย. 2564 สำหรับรอบเพิ่มเติม)

ออกมาเพื่อให้ความช่วยเหลือด้วยการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

-ให้การสนับสนุนวงเงินช่วยเหลือให้แก่ประชาชนประมาณ 31.1 ล้านคน วงเงินไม่เกิน 7,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน และรอบเพิ่มเติมอีก 32.9 ล้านคน ได้รับเพิ่มอีก 2,000 บาท

-วงเงินทั้งสิ้นประมาณ 277,200 ล้านบาท โดยใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 2563

 10.คนละครึ่ง (เดือน ต.ค. 2563-ต.ค. 2565)

เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ด้วยการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ เป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศทั้งระบบหลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด

-ภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 50 ไม่เกิน 150 บาท/คน/วัน

-เฟส 1 และ 2 ไม่เกิน 3,500 บาท/คน จำนวน 15 ล้านคน (งบประมาณ 52,500 ล้านบาท)

-เฟส 3 ไม่เกิน 3,000 บาท/คน จำนวน 28 ล้านคน (งบประมาณ 84,000 ล้านบาท)

-เฟส 4 ไม่เกิน 1,200 บาท/คน จำนวน 29 ล้านคน (งบประมาณ 34,800 ล้านบาท)

-เฟส 5 ไม่เกิน 800 บาท/คน จำนวน 26.5 ล้านคน (งบประมาณ 21,200 ล้านบาท)

-วงเงินทั้งสิ้น 192,500 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ปี 2563 และ 2564

11.เราเที่ยวด้วยกัน (เดือน ก.ค. 2563-เม.ย. 2566)

เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชนผ่านการท่องเทียวภายในประเทศ ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด

-ภาครัฐสนับสนุนส่วนลดค่าอาหารและค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยว รัฐบาลจะสนับสนุนคูปองอาหาร/ท่องเที่ยวมูลค่า 600 บาทต่อห้องต่อคืน ในลักษณะ e-voucher โดยประชาชนชำระ 60% และรัฐบาลสนับสนุนอีก 40% ผ่านการตัดเงินจากคูปอง

-วงเงินทั้งสิ้นประมาณ 7,236 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ปี 2563 และ 2564

12.เยียวยาน้ำท่วม 2565 (เริ่มจ่ายงวดแรก 20 ม.ค. 2566)

เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นแก่ครอบครัวผู้ประสบอุทกภัยปี 2565 เป็นกรณีพิเศษ

– ให้เงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2565 จำนวน 1,046,460 ครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่ กทม. และ 66 จังหวัดที่ประสบอุทกภัย ในวงเงิน 5,000-9,000 บาท/ครัวเรือน

-วงเงินทั้งสิ้น 6,258.54 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่แต่ละพรรคการเมืองประกาศออกมาเพื่อใช้หาเสียงในการเลือกตั้งนั้น ท้ายที่สุดแล้วจะถูกนำไปดำเนินการหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาล ในขณะที่ผลต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการโอนเงินยังต้องพิจารณา ทั้งจำนวนเงินโอนต่อหัว เงื่อนไขอื่น ๆ ของมาตรการ แหล่งเงินที่จะนำมาใช้ดำเนินมาตรการดังกล่าว รวมถึงผลต่อฐานะการคลังของประเทศ

โครงการ/มาตรการ รายละเอียด/วงเงิน ช่วงเวลาดำเนินโครงการ เหตุผลและความจำเป็น
เช็คช่วยชาติ – ให้ความช่วยเหลือแก่บุคลากรภาครัฐและผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท ให้ได้รับเงินช่วยเหลือ 2,000 บาท/คน เป้าหมายจำนวน 9.7 ล้านคน โดยจ่ายผ่าน “เช็คช่วยชาติ”

– วงเงินทั้งสิ้น 19,400 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 52 เพื่อเป็นการรับกับสภาวะเศรษฐกิจไทยที่หดตัว เนื่องจากปัญหาวิกฤต เศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2551
เยียวยาผู้ประสบภัย

น้ำท่วม 2554

– ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมครัวเรือนละ 5,000 บาท จำนวน 174,383 ครัวเรือน ใน 44 จังหวัด

– วงเงินทั้งสิ้น 871.91 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

2554 เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 2554
เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย – ให้เงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท แก่ชาวนา ซึ่งมีที่ดินทำกินไม่เกิน 15 ไร่ และชาวนาที่มีที่ดินทำกินเกิน 15 ไร่ให้ช่วยเหลือครอบครัวละ 15,000 บาท จำนวน 3.49 ล้านครัวเรือน

– วงเงินทั้งสิ้น 40,000 ล้านบาท โดยให้ ธ.ก.ส.ตั้งวงเงินเพื่อการนี้ไม่เกิน 45,000 ล้านบาท และขออนุมัติงบประมาณชดใช้ตามจ่ายจริงในปีถัดไปพร้อมดอกเบี้ย

2557 เพื่อชดเชยผลการขาดทุนในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำมากจนต่ำกว่าต้นทุน ของชาวนาผู้ปลูกข้าวโดยมุ่งให้ประโยชน์แก่ชาวนาที่มีฐานะยากจนเป็นสำคัญ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยหดตัวในครึ่งปีแรกปี 2557
กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม*

 

*เดิมคือ กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก

–   ให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย (ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐฯ) เช่น การให้วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 200-300 บาท/คน/เดือน ค่าโดยสารรถสาธารณะ 500 บาท/เดือน โดยงบประมาณเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 40,000 ล้านบาท

–   วงเงินทั้งสิ้นประมาณ 333,229 ล้านบาท  (เฉลี่ยงบประมาณ 55,000 ล้านบาท/ปี) โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี ภายใต้กองทุนประชารัฐฯ

 

2560-2566 เพื่อช่วยเหลือประชาชนในระดับฐานรากและกลุ่มเปราะบาง
เพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ – เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าบริโภคอุปโภคในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเกือบ 14 ล้านคน คนละ 200-500 บาท/เดือน โดยมีทั้งหมด 5 เฟส วงเงินขึ้นอยู่กับแต่ละเฟส

–   วงเงินทั้งสิ้นประมาณ 71,787 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก. เงินกู้ฯ ปี 2563 และ 2564

เดือน ต.ค. 63 –

ต.ค. 65

 

เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด
ช่วยเหลือค่าครองชีพผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ – เพิ่มวงเงินค่าซื้ออุปโภคบริโภคที่จำเป็นในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 200 บาท/คน เป็นระยะเวลา 1 เดือน ประจำเดือนมกราคม 2566

– วงเงินทั้งสิ้น 2,644 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

เดือน ม.ค. 66 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
ชิมช้อปใช้ –   ให้สิทธิประโยชน์แก่ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นจำนวนไม่เกิน 15 ล้านคนได้รับสิทธิประโยชน์จากการใช้จ่ายผ่าน แอปฯ เป๋าตัง กับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการและติดตั้งแอปฯ ถุงเงิน

–   ได้รับสิทธิผ่านการใช้จ่ายผ่าน g-Wallet ช่องที่ 1 (เงินสนับสนุนจากภาครัฐ 1,000 บาท) และการใช้จ่ายผ่าน g-Wallet ช่องที่ 2 (ประชาชนเติมเงินเพื่อใช้จ่ายและได้รับเงินชดเชยจากภาครัฐร้อยละ 15 หรือ 20 ของยอดใช้จ่ายจริง)

–   วงเงินทั้งสิ้นประมาณ 21,000 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2562 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563

วันที่ 27 ก.ย. 62 – 31 ม.ค.63 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศและสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ
(g-Wallet)
เราไม่ทิ้งกัน –     ให้เงินชดเชยกลุ่มอาชีพอิสระจำนวน 16 ล้านคน และกลุ่มเกษตรกร 10 ล้านคน รวม 26 ล้านคน คนละ 5,000 บาท/เดือน รวมคนละ 15,000 บาท ต่อมาเพิ่มเติมกลุ่มเก็บตกจำนวน 7.9 ล้านคน คนละ 1,000 บาท/เดือน รวมคนละ 3,000 บาท

–     วงเงินทั้งสิ้นประมาณ 413,839 ล้านบาท  โดยแบ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และ พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ปี 2563

วันที่ 24 มี.ค.-30 มิ.ย. 63 เพื่อช่วยเหลือเยียวยาให้กับลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการของสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการถูกสั่งปิดเพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือผู้ได้รับผลกระทบอื่น ๆ
เราชนะ –   ให้การสนับสนุนวงเงินช่วยเหลือให้แก่ประชาชนประมาณ 31.1 ล้านคน วงเงินไม่เกิน 7,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน และรอบเพิ่มเติมอีก 32.9 ล้านคน ได้รับเพิ่มอีก 2,000 บาท

–   วงเงินทั้งสิ้นประมาณ 277,200 ล้านบาท โดยใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 2563

เดือน ก.พ.-31 พ.ค. 64 และถึง 30 มิ.ย. 64 สำหรับรอบเพิ่มเติม เพื่อให้ความช่วยเหลือด้วยการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
คนละครึ่ง –  ภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 50 ไม่เกิน 150 บาท/คน/วัน

–  เฟส 1 และ 2 ไม่เกิน 3,500 บาท/คน จำนวน 15 ล้านคน (งบประมาณ 52,500 ล้านบาท)

–  เฟส 3 ไม่เกิน 3,000 บาท/คน จำนวน 28 ล้านคน (งบประมาณ 84,000 ล้านบาท)

–  เฟส 4 ไม่เกิน 1,200 บาท/คน จำนวน 29 ล้านคน (งบประมาณ 34,800 ล้านบาท)

–  เฟส 5 ไม่เกิน 800 บาท/คน จำนวน 26.5 ล้านคน (งบประมาณ 21,200 ล้านบาท)

–  วงเงินทั้งสิ้น 192,500 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก. เงินกู้ฯ ปี 2563 และ 2564

เดือน ต.ค. 63 –

ต.ค. 65

 

เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ด้วยการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ เป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศทั้งระบบหลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด
เราเที่ยวด้วยกัน –  ภาครัฐสนับสนุนส่วนลดค่าอาหารและค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวรัฐบาลจะสนับสนุนคูปองอาหาร/ท่องเที่ยวมูลค่า 600 บาทต่อห้องต่อคืน ในลักษณะ e-voucher โดยประชาชนชำระ 60% และรัฐบาลสนับสนุนอีก 40% ผ่านการตัดเงินจากคูปอง

–  วงเงินทั้งสิ้นประมาณ 7,236* ล้านบาท โดยใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก. เงินกู้ฯ ปี 2563 และ 2564

*คำนวณจากผู้ได้รับสิทธิทั้ง 5 เฟส ประมาณ 12.06 ล้านสิทธิ ได้คูปองสิทธิละ 600 บาท

เดือน ก.ค. 63-เม.ย. 66 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชนผ่านการท่องเทียวภายในประเทศ ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด
เยียวยาน้ำท่วม 2565 – ให้เงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2565 จำนวน 1,046,460 ครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่ กทม. และ 66 จังหวัดที่ประสบอุทกภัย ในวงเงิน 5,000-9,000 บาท/ครัวเรือน

-วงเงินทั้งสิ้น 6,258.54 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

เริ่มจ่ายงวดแรกวันที่ 20 ม.ค. 66 เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นแก่ครอบครัวผู้ประสบอุทกภัยปี 2565 เป็นกรณีพิเศษ