ตลาดหุ้นไทยไร้เสน่ห์ ฟันด์โฟลว์ไหลออกสุทธิกว่า 5.7 หมื่นล้าน โบรกฯ “บล.กรุงศรี” ชี้ต่างชาติมองเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าคาด แถมดอกเบี้ยเฟด “ขาขึ้น” ใกล้จุดพีก คาดทุนต่างชาติเริ่มชะลอไหลออกในเดือน เม.ย.นี้ ประเมินดัชนีสิ้นปี 1,700 จุด แนะหุ้น 3 กลุ่มน่าลงทุน ด้าน “บล.กรุงศรี พัฒนสิน” ระบุฟันด์โฟลว์ไหลออกแรงจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเป็นหลัก ลุ้น “ดอกเบี้ยเฟดถึงจุดพีก-เลือกตั้งไทยชัด” หนุนเงินทุนต่างชาติกลับเข้าหุ้นไทย วางเป้าสูงสิ้นปีดัชนี 1,800 จุด
นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2566 จนถึง ณ 7 เม.ย. 2566 เงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยสุทธิรวม 57,398.19 ล้านบาท โดยเริ่มไหลออกตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ. แม้บางช่วงจะมีชะลอตัวลงบ้าง แต่ยังคงเป็นทิศทางของการไหลออก ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ ที่เป็นแรงกดดันให้ฟันด์โฟลว์ไหลออก เรื่องแรก คือ ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยที่ชะลอตัวลง
รวมถึงการส่งออกที่ชะลอตัวลงค่อนข้างมาก และการบริโภคในประเทศที่ยังไม่ได้เร่งตัวขึ้นมากเท่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ GDP ไม่ได้โตได้ตามมุมมองที่นักลงทุนต่างชาติมองไว้ ประกอบกับมุมมองของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ดอกเบี้ยน่าจะใกล้จุดสูงสุดแล้ว เป็นสาเหตุทำให้ฟันด์โฟลว์ไหลออกจากหุ้นคุณค่า (value stock) เข้าไปลงทุนในหุ้นเติบโต (growth stock) มากขึ้น
“ถามว่าฟันด์โฟลว์ที่ไหลออกไปกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท น่ากังวลมากน้อยแค่ไหน ก็มองว่าเป็นจุดที่ต้องกลับมาพิจารณา แต่ก็ยังไม่ได้น่ากังวลมากขนาดนั้น เพราะหากดูในปี 2565 ที่ผ่านมา ฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาถึง 202,694 ล้านบาท ตอนนี้ไหลออกไปประมาณเพียงหลักหมื่นล้าน ก็ยังมีสัดส่วนที่ต่างกันพอสมควร”
นายชัยยศกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไป โดยเฉพาะในเดือน เม.ย.นี้ ประเมินทิศทางฟันด์โฟลว์จะเริ่มชะลอการไหลออก ซึ่งแม้ว่าตัวเลขส่งออกประเมินตัวเลขในช่วงไตรมาส 2 ก็จะไม่ได้ดีกว่าช่วงไตรมาส 1 เท่าไหร่นัก เนื่องจากตัวเลข GDP ของประเทศเศรษฐกิจคู่ค้ายังคงหดตัว
โดยปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนให้ฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้มาก ๆ เหมือนช่วงต้นปี ก็ขึ้นกับการเติบโตของ GDP ที่จะต้องเป็นไปตามที่นักลงทุนต่างชาติมองไว้ โดยหากตัวเลขส่งออกไม่ดี ก็ต้องหวังพึ่งตัวเลขอื่น ๆ เช่น การบริโภคในประเทศ จะดูดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน หรือการลงทุนที่น่าจะดีขึ้น เพราะว่ามีอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามา ส่วนการลงทุนจากฝั่งรัฐบาล โปรเจ็กต์ใหญ่ ๆ คงต้องรอหลังเลือกตั้ง ซึ่งน่าจะเป็นในช่วงไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4
ทั้งนี้ บล.กรุงศรี ให้เป้าดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2566 ที่ 1,700 จุด โดยมองว่าหากตัวเลข GDP เติบโตได้ตามคาดหุ้นไทยมีโอกาสขึ้นไปถึง แต่ปัจจัยเรื่องฟันด์โฟลว์ก็เป็นปัจจัยที่ยังกดดันอยู่
“ในจังหวะที่ฟันด์โฟลว์ยังมีความผันผวน หุ้นที่แนะนำนักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อได้ ก็จะเเนะนำเป็นหุ้นในกลุ่ม defensive stock จะเป็นในส่วนของกลุ่มไอซีที แนะนำ ADVANC กลุ่มโรงพยาบาล แนะนำ BDMS, BCH และหุ้นที่คาดว่าจะมีผลประกอบการค่อนข้างดี เช่น กลุ่มแบงก์ ซึ่งประเมินว่าผลประกอบการในช่วงไตรมาส 1 ที่กำลังจะประกาศออกมาน่าจะดีขึ้นแทบทั้งกลุ่ม ซึ่งตัวเด่นจะเป็น SCB, BBL”
ด้านฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ฟันด์โฟลว์ที่ไหลออกรุนแรงในช่วงเดือน ก.พ. มาจากประเด็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ในช่วงนั้นตลาดมองว่าเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยไปจบสิ้นปีที่ระดับ 5.5-5.75% รวมถึงปัจจัยความกังวลเรื่องธนาคารล้มในต่างประเทศ แต่ปัจจุบัน ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. เริ่มเห็นฟันด์โฟลว์มีลักษณะที่เป็นการซื้อขายมากขึ้น ไม่ใช่ขายออกเพียงอย่างเดียวเหมือนช่วงก่อนหน้านี้
สำหรับภาพใหญ่ในช่วงนี้ ตลาดน่าจะชะลอการลงทุน เพื่อรอดูเฟดประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 2-3 พ.ค.นี้ ซึ่งก่อนที่จะมีการประชุมก็จะมีตัวเลขสำคัญ ๆ ทางเศรษฐกิจหลายตัวที่นักลงทุนรอติดตาม ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ รวมถึง Fed Minutes ที่จะประกาศออกมาในช่วงกลางเดือน เม.ย.
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศตอนนี้ ยังไม่ได้มีประเด็นพิเศษที่จะช่วยหนุนให้ฟันด์โฟลว์ไหลกลับ แต่สิ่งที่เห็น คือ ภาพของเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ยังคงประเมินว่าลักษณะฟันด์โฟลว์ในระยะนี้ น่าจะยังมีความผันผวนหรือเริ่มมีการซื้อสลับขายมากขึ้น แต่อาจจะยังไม่ได้ไหลกลับเข้ามาได้มากนัก
อย่างไรก็ตาม หากมองภาพทั้งปี ทิศทางของฟันด์โฟลว์ว่าจะขึ้นอยู่กับทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐ ที่ตอนนี้หลายสถาบันการเงินมองว่าอาจจะเห็นจุดสูงของดอกเบี้ย และอาจจะเห็นการปรับลดลงในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งอาจจะสวนทางกับ Fed Minutes หรือ dot plot ที่มองว่าดอกเบี้ยจะยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้
ดังนั้น หากดอกเบี้ยผ่านจุดพีกไปแล้วน่าจะได้เห็นทิศทางของฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้าหุ้นไทย และเรื่องของการเลือกตั้งที่เป็นประเด็นสำคัญภายในประเทศ ก็จะเป็นตัวที่กำหนดทิศทางฟันด์โฟลว์ในระยะถัดไป ซึ่งในส่วนของการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. และคาดว่าจะได้จัดตั้งรัฐบาลในช่วงไตรมาส 3 ทำให้ตอนนี้นักลงทุนต่างชาติน่าจะ wait & see เพื่อรอดูหน้าตาและนโยบายของรัฐบาลใหม่
“เราให้เป้าดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2566 ที่ 1,800 จุด เนื่องจากเราประเมินว่า ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นไปได้ จากปัจจัยบวกต่าง ๆ ที่ยังรออยู่ ซึ่งจากระดับดัชนีปัจจุบันไปถึงระดับ 1,800 จุด อาจจะดูเหมือนค่อนข้างเยอะ แต่เชื่อว่าหุ้นไทยมีโอกาสทำได้”
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ บล.กรุงศรี พัฒนสิน แนะนำเก็บหุ้นประเภท domestic play หรือหุ้นที่มีรายได้ในประเทศเป็นหลัก ซึ่งจากเม็ดเงินที่จะเข้ามาในช่วงของการเลือกตั้ง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่จะเพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวที่ฟื้น และแนวโน้มราคาพลังงาน เช่น ค่าไฟฟ้าและเงินเฟ้อที่น่าจะปรับลดลง โดยกลุ่มที่น่าสนใจและเป็นกลุ่มหลักที่มองบวก คือ กลุ่มค้าปลีก MAKRO, CPALL และกลุ่มไฟแนนซ์ SAWAD