บทความโดย "กรรณ์ หทัยศรัทธา" นักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (CGS-CIMB)
วันที่ 8 สิงหาคม 2566 ฉันเคยเห็นผู้คนที่สูญเสียทุกสิ่งและทุกคนที่พวกเขารักไปกับสงคราม ความอดอยาก และภัยทางธรรมชาติ “Chelsea Clinton” นักเขียนชาวสหรัฐ ลูกสาวของอดีตประธานาธิบดี Bill Clinton
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ กลายเป็นตัวแปรที่สำคัญกับเศรษฐกิจและตลาดการเงินอย่างคาดไม่ถึง ไม่ใช่แค่เพราะธรรมชาติเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น แต่บางครั้ง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ให้คุณหรือให้โทษกับชาวโลกในบางจุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับตลาดการเงินในช่วง 9-12 เดือนที่จะถึงนี้ มีการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่ชื่อว่า เอลนีโญ (El Nino) เป็นเรื่องใหญ่ที่นักลงทุนไทยจะต้องเผชิญ บทความนี้จะตอบคำถามทุกท่านว่า เอลนีโญคืออะไร สำคัญกับการลงทุนอย่างไร โอกาสและความท้าทายในบริบทหุ้นไทยอยู่ที่ไหน มาหาคำตอบกันครับ
ปรากฏการณ์เอลนีโญคือเรื่องของ “น้ำ” และ “ลม”
ตามธรรมชาติ กระแสลมจะพัดจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงและอุณหภูมิต่ำ ไปสู่บริเวณที่มีความกดอากาศต่ำและอุณหภูมิสูง หรือหากมองผ่านแผนที่โลก กระแสลมจะพัดจากฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก (ทวีปอเมริกาใต้) ไปยังฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก (อินโดนีเซียและออสเตรเลีย)
ธรรมชาติจะนำพากระแสน้ำจากฝั่งตะวันออก ซึ่งมีระดับน้ำสูงกว่าและอุ่นกว่ามายังฝั่งตะวันตก ประเทศอินโดนีเซียและออสเตรเลีย จะได้รับความชุ่มชื้นและฝนตกชุกจากการเปลี่ยนแปลงนี้
อย่างไรก็ดี ธรรมชาติของกระแสลมและกระแสน้ำ จะมีช่วงพิเศษที่เรียกว่า El Nino (เอลนีโญ แปลว่า เด็กผู้ชายในภาษาสเปน) ที่กระแสลมและกระแสน้ำจะเคลื่อนในทิศทาง “กลับทิศ” กับปกติ หรือเปลี่ยนจากฝั่งตะวันตกไปสู่ฝั่งตะวันออก
ผลกระทบที่ตามมา คือประเทศอินโดนีเซียและออสเตรเลียจะเกิดสภาวะแห้งแล้งฉับพลัน บางครั้งลุกลามไปถึงปัญหาไฟป่า ในขณะที่ทวีปอเมริกาใต้จะชุ่มชื้นผิดปกติ ฝนตกมาก กระแสน้ำเย็นไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาบนผิวน้ำได้ ทำให้แร่ธาตุอาหารต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาใต้ลดลง
สำหรับนักลงทุนไทย แม้ประเทศเราจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ผลทางอ้อมก็เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของการลงทุนสูงอย่างไม่น่าเชื่อ
เหตุผลหลัก คือ เอลนีโญจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ “น้ำ” คือประเด็นแรก ความแห้งแล้งจะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในคลองที่ขุดเพื่อใช้ในการขนส่ง หรือการส่งออกนำเข้าระหว่างประเทศ เช่น คลองปานามาตอนเหนือสุดของทวีปอเมริกาใต้ คลองสุเอซที่เชื่อมต่อการขนส่งทวีปยุโรปและเอเชีย หรือคลองหยวนเหอที่เชื่อมการขนส่งวัตถุดิบจากเมืองเทียนจิน ไปจนถึงเมืองหางโจวของจีน
ประเด็นต่อมาคือ “ลม” จะส่งผลให้ประเทศแถบออสเตรเลีย อินโดนีเซีย รวมถึงไทย ร้อนขึ้น ในขณะที่ยุโรปตอนเหนือจะมีสภาพอากาศเย็นกว่าปกติ อุปสงค์ด้านอาหารและพลังงานในทั้งสองทวีปนี้จะมีการเปลี่ยนแปลง และเมื่อทั้งน้ำและลมเปลี่ยน “ผลผลิตทางการเกษตร” ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบ ปริมาณที่ผลิตข้าว ปุ๋ย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน น้ำตาล หรือถั่วเหลืองจะลดลง ราคาจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น กระทบต้นทุนด้านการเกษตรอื่น ๆ เช่น ปศุสัตว์ เป็นต้น
สำหรับนักลงทุนไทย เมื่อมองผลกระทบของเอลนีโญกับธรรมชาติ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนในประเทศ จะพบโอกาสและความเสี่ยงที่หลากหลาย ดังนี้
น้ำลด ไฟตก เรือแพง
ผมมองว่า หุ้นเดินเรืออย่าง PSL หรือ Precious Shipping เป็นผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มเรือสินค้าแห้ง เทกองขนาด Supramax จะได้ประโยชน์จากอัตราค่าระวาง (TC Rate) ที่ปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับดัชนีค่าระวางเรือ หรือเรียกโดยย่อว่า BDI (Baltic Dry Index : เป็นดัชนีที่ใช้เป็นค่ากลางกำหนดราคาค่าขนส่งสินค้าทางทะเล) โดยการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาหุ้น PSL มีค่าความสัมพันธ์ (Correlation) กับ BDI ในทิศทางบวก สูงถึง 50bp
แต่เมื่อ “น้ำลด” หุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกที่ใช้น้ำเป็นตัวปั่นกระแสไฟฟ้าราว 45% ของรายได้ทั้งหมด อย่าง CKP จึงอาจถูกกดดันจากข่าวปริมาณน้ำในเขื่อน เพราะมีความเสี่ยงที่ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจะลดลงไปพร้อมกัน
ลมร้อน หิวน้ำ และความหวาน
เมื่ออากาศในแถบเอเชียร้อนขึ้น SAPPE เป็นหนึ่งในหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ เนื่องจากสัดส่วนยอดขาย มาจากการขายในประเทศไทย 20% เอเชีย 36% และตะวันออกกลาง 18%
ในขณะเดียวกันหุ้น KSL (บมจ.น้ำตาลขอนแก่น) ที่เป็นผู้ผลิตน้ำตาลและอ้อยรายหลักของไทย จะได้ประโยชน์จากราคาที่ปรับตัวขึ้น โดยทางศูนย์วิจัย CIMB Thai และ CGS-CIMB เชื่อว่าราคาน้ำตาลในตลาดโลกมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปที่ 20-23 เซนต์/ปอนด์ เนื่องจากผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลอันดับ 1 ของโลก อย่างบราซิลจะประสบปัญหาท่าเรือที่แออัดและผลผลิตที่น้อยลง
ส่วนผู้ผลิตน้ำตาลอันดับ 2 ของโลก อย่างอินเดีย กลับกำลังใช้มาตรการลดโควตาการส่งออก จึงเป็นโอกาสของไทยในฐานะผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับ 3 ของโลก
ต้นทุนการเกษตร และกำลังซื้อพลังงาน
สำหรับนักลงทุนไทย เรื่องที่ต้องระวังจากเอลนีโญ คือ ต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ที่จะเพิ่มขึ้น เป็นแรงกดดันกับผู้ประกอบการเกษตร เช่น CPF (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) เพราะต้นทุนการเลี้ยงปศุสัตว์จะสูงขึ้น เช่น ราคาข้าวโพดหรือกากถั่วเหลือง เหล่านี้คิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งของต้นทุนการขายทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น อาจไม่เป็นเชิงบวกไปทั้งหมด เช่น ถ่านหินกับ BANPU นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าอากาศที่หนาวเย็นในโซนยุโรปเหนือจะช่วยหนุนราคาถ่านหิน แต่ถ้ามองลึกลงไป ราคาก๊าซธรรมชาติในตลาด TTF (Title Transfer Facility) ของเนเธอร์แลนด์ยังคงปรับตัวลดลง
เพราะสต๊อก LNG ในยุโรปอยู่ในระดับสูง การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ ปริมาณความต้องการพลังงาน อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการใช้พลังงานซึ่งจะเป็นเชิงลบต่อบริษัทได้
โดยสรุป การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เป็นสิ่งที่นักลงทุนไทยต้องเรียนรู้และฝึกวิเคราะห์ “เอลนีโญ” ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับนักลงทุนไทย และผมมองว่า น้ำลด ลมร้อน และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของธุรกิจ จะเป็นธรรมชาติที่สนับสนุนหุ้น PSL, SAPPE และ KSL ขณะเดียวกันก็กดดันหุ้น CKP, BANPU และ CPF บนการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ครับ