เปิดหน้าคุย เลขาฯ ก.ล.ต. เดินหน้าฟื้นศรัทธาตลาดทุนไทย

การเข้ามารับตำแหน่งของ “พรอนงค์ บุษราตระกูล” เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คนใหม่ ในช่วงกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา เรียกได้ว่า ต้องเจอ “บททดสอบ” ที่ค่อนข้างหนัก นอกจากภาวะตลาดทุนไทยที่ผันผวนหนัก ยังมีหลายปมที่ต้อง “เร่งแก้” โดยเฉพาะภารกิจสำคัญ “ฟื้นความเชื่อมั่น” ให้กับนักลงทุน ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์แม่ทัพคนใหม่ของหน่วยงานกำกับตลาดทุนมานำเสนอ

หนักใจเงินไหลออก

“พรอนงค์” ชี้ว่า สภาพตลาดทุนไทยปีนี้ เป็นปีที่ยังไม่ดีของสินทรัพย์เสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือตราสารหนี้ โดยมาจากปัจจัยด้านมหภาค ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งกระทบต้นทุนการทำธุรกิจที่ต้องสูงขึ้น ทำให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีผลประกอบการที่อ่อนแอลง สินทรัพย์เสี่ยงที่เคยได้พรีเมี่ยม เป็นผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ก็ย่อลง

ประกอบกับสหรัฐอเมริกา และประเทศฝั่งยุโรป มีการดูดเงินกลับ จึงเห็นแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งก็เป็นปัจจัยลบกับตลาดทุนไทย โดยปัจจุบันเงินทุนเข้าออกเคลื่อนย้ายค่อนข้างรวดเร็ว

“สภาพแบบนี้ถามว่าหนักใจไหม ต้องบอกว่าหนักใจ เราไม่อยากที่จะเผชิญกับการตั้งรับอย่างเดียว เขาอยากเข้าเราก็ได้อานิสงส์บวก พอเงินทุนไหลกลับ แล้วเราต้องยอมรับสภาพ ก็ไม่อยากเห็นแบบนั้น แต่การแก้ไขปัญหาอาจจะต้องมองในเชิงโครงสร้าง และมองในเชิงระยะยาวมากขึ้น บูรณาการมากขึ้น”

“ทุจริต-ตกแต่งบัญชี” ตัวบั่นทอน

นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นจุดลบของตลาดทุนไทยก็ต้องยอมรับว่า มีอยู่ เช่น การทุจริต ตกแต่งบัญชี เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือ โดย ก.ล.ต.ให้ความสำคัญในเรื่องแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยทำโครงการ บจ.เข้มแข็ง เพราะอยากเห็นบริษัทจดทะเบียนมีความเข้มแข็งมากขึ้นในเชิงของคุณภาพ ทั้งในแง่กำไร ส่วนของทุน ไปจนถึงบทบาทของคณะกรรมการ คณะกรรมการตรวจสอบ ที่ต้องทำให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น รวมถึงการยกระดับคุณภาพของผู้สอบบัญชี

“สิ่งเหล่านี้มีทั้งที่ต้องแก้เกณฑ์ต่าง ๆ ไปจนถึงเรื่องที่ไปสร้างการตระหนักรับรู้ ทำให้ความเข้มแข็งเกิดขึ้น เช่น ให้เครื่องมือต่าง ๆ รวมไปถึงการ empower นักลงทุน ด้วยข้อมูลที่รวดเร็วมากขึ้น”

ดัน ESG เพิ่มเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย

เลขาธิการ ก.ล.ต.ยอมรับว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทย underperform มากกว่าคนอื่น แต่ก่อนหน้านี้ก็มีปีที่ดีกว่า แต่ก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้ ซึ่งเกิดจากเงินทุนเคลื่อนย้ายที่พอเข้ามามาก ก็ออกมากได้เช่นกัน ดังนั้นจะต้องปรับโครงสร้างตลาดทุน มองไปในระยะยาวมากขึ้นว่า ตลาดหุ้นไทยอยากเห็นอะไรที่เป็นจุดดึงดูด หรือถ้ามีจุดดีอยู่แล้ว จะทำอย่างไรให้เป็นที่รับรู้ได้มากขึ้น

“หากนักลงทุนเห็นว่า เรามีจุดแข็งในบางเรื่อง ก็จะสามารถดึงเม็ดเงินในระยะยาวไว้ได้ ซึ่ง ก.ล.ต.ให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG เนื่องจาก บจ.ไทย หากมองความน่าดึงดูดเรื่องอุตสาหกรรมใหม่ หรือ S-curve เราอาจยังมีอยู่น้อย ต้องใช้เวลา แต่เรามีจุดแข็งอื่นที่มีอยู่แล้ว คือ บจ. จำนวนเยอะมากที่มีกิจกรรมด้าน ESGไปติดอยู่ใน ESG Index น่าจะสอดคล้องกับนักลงทุนกลุ่มที่มีอำนาจลงทุนเยอะ ที่ให้ความสำคัญกับ Green Investment”

แก้โจทย์ชอร์ตเซล-โปรแกรมเทรด

“พรอนงค์” กล่าวว่า ส่วนการแก้ปัญหาในระยะสั้น ต้องมี quick win ปิดช่องว่างในเรื่องที่เป็นประเด็นอยู่ โดยเรื่องที่กระทบความเชื่อมั่นในปัจจุบันก็เช่น เรื่องชอร์ตเซล โปรแกรมเทรดดิ้ง เป็นต้น ซึ่งสำนักงานไม่ได้ใช้การแก้ปัญหาแบบไม่คำนึงถึงผลกระทบ เพราะในระยะยาวจะทำให้ตลาดทุนไทย “ตกชั้น” กระทบกับความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลได้

“เวลาเราจะหยิบอะไรขึ้นมาสักอย่าง ต้องชั่งน้ำหนักดี ๆ ยกตัวอย่าง naked short sell ยังยืนยันว่า เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ แล้วอยากให้มั่นใจว่า ถ้ามีใครทำก็สามารถเอาผิดได้ ซึ่งก็ต้องเชื่อมั่นระบบตรวจสอบที่มีหลายชั้น ทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ โบรกเกอร์ ช่วงนี้อยู่ระหว่างการนำแนวปฏิบัติเดิมมาปรับปรุง เพื่อที่จะเป็นแนวปฏิบัติที่สมาชิกทุกฝ่าย ทุกราย ปฏิบัติด้วยวิธีการที่เหมือนกัน เป็น quick win แต่ไม่ใช่ว่าการปฏิบัติของเขามีปัญหา แต่สามารถยกระดับได้”

ทั้งนี้ ยอมรับว่าการที่นักลงทุนยังไม่เชื่อมั่น เพราะบางเรื่องมองจากข้างนอก ก็จะมีความคิดเห็นที่หลากหลาย เป็นไปได้ที่นักลงทุนจะไม่เชื่อถือเรื่องความโปร่งใส ข้อมูลยังมีความขัดแย้งกัน

“อย่าง naked short sell อาจจะเป็นประเด็นว่า ถ้ามีแล้วตรวจพบไหม เอาผิดได้ไหม สิ่งนี้ก็ตอบไปแล้ว ประเด็นถัดมาคือ เรื่อง short sell เป็นตัวที่ทำให้หุ้นปรับตัวลดลงจนเราควรที่จะชะลอการทำ short sell หรือไม่ นี่เป็นอีกโจทย์ที่จะไปพันกับเรื่องโปรแกรมเทรดดิ้ง ซึ่งรายย่อยอาจจะมีความสามารถในการเข้าถึงที่แตกต่างกัน”

เลขาธิการ ก.ล.ต.กล่าวว่า มาตรการระยะสั้นก็เช่น เรื่องการวางหลักประกัน ระยะเวลาวันส่งมอบ เป็นต้น ส่วนระยะยาวต้องใช้ข้อมูล ต้องนำดาต้าจากโปรแกรมเทรดดิ้งมาศึกษา โดยศึกษาจากวิธีปฏิบัติของต่างประเทศ จากนั้นก็ต้องหารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯที่จะทำการศึกษาเช่นเดียวกัน แล้วนำผลมาชนกัน เพื่อดูว่าตลาดทุนไทยจะอยู่กับโปรแกรมเทรดดิ้งด้วยวิธีปฏิบัติอย่างไร

ทั้งนี้ ประมาณต้นปี 2567 น่าจะเห็นแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น เกี่ยวกับข้อสรุปเรื่องโปรแกรมเทรดดิ้ง

ยกระดับคัดกรอง บจ.

สำหรับประเด็นการคัดกรองบริษัทจดทะเบียนที่เข้ามาในตลาด “พรอนงค์” กล่าวว่า ก็มีการพูดคุยกับตลาดหลักทรัพย์ฯอยู่แล้ว ตั้งแต่เรื่องการยกระดับคุณภาพของ บจ. ที่เข้าไปจดในตลาด mai ที่อาจจะยกในเรื่องส่วนของทุน กำไรเพิ่มขึ้น เพื่อให้บริษัทที่เข้าไปอยู่มีคุณภาพสูงขึ้น อย่างไรก็ดี เวลาทำอะไรแบบนี้จะมีผลอีกด้านหนึ่ง ซึ่งอาจจะต้องตอบคำถาม เช่น พอยกระดับขึ้นมาแล้ว บริษัทขนาดกลาง ขนาดเล็กที่ทุนไม่ถึง แต่อยากจะระดมทุน จะทำอย่างไร

“ดังนั้น เราควรจะต้องมีตลาด SET, mai, LiveX, Crowdfunding, Investment Token ถ้าเรามั่นใจว่า เรามีช่องทางของการระดมทุนที่หลากหลาย ผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องการเงินทุนไปเพื่อลงทุน เขาเข้าแต่ละช่องทางได้ ก็เป็นอะไรที่ทดแทนได้”

แก้ปม “หุ้นกู้” ปกป้องรายย่อย

เลขาธิการ ก.ล.ต.กล่าวว่า สำหรับประเด็นเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ไฮยีลด์บอนด์ ซึ่งเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นกู้ทั้งหมดยังมีสัดส่วนน้อยมาก แต่ถามว่าเห็นปัญหาไหม สำนักงาน ก.ล.ต.เห็นปัญหา แต่ยังไม่เห็นว่าหุ้นกู้มีปัญหาทั้งระบบ ไม่ถึงขั้นต้องตั้งกองทุนมาพยุง

สถานการณ์ตอนนี้คือหุ้นกู้ขายไม่หมด โดยไฮยีลด์บอนด์ขายได้ประมาณ 70-80% แต่ถ้าเป็น investment grade ยังขายได้ระดับ 95-100% ซึ่งสาเหตุที่บางบริษัทขายหุ้นกู้ไม่หมดมาจากหลายสาเหตุ

“ถามว่าตลาดหุ้นกู้ทั้งระบบมีปัญหาไหม ก็อาจจะยังไม่ถึงขนาดนั้น แต่ถามว่านิ่งนอนใจไหม ก็คงไม่นิ่งนอนใจ เพราะว่ากระทบกับความเชื่อมั่นระดับหนึ่ง”

“ฉะนั้นก็อาจจะต้องจัดการแก้ปัญหาเป็นส่วน ๆ อย่างเช่น หุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้แล้ว อันไหนที่เราจะช่วยเหลือคนที่เสียหายได้บ้าง ส่วนจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกอย่างไร ในเมื่อไฮยีลด์บอนด์เป็นหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูง การป้องกันโดยจำกัดวงคนเข้าถึง ที่ต้องเป็นนักลงทุนสถาบัน เป็น high net worth ก็ต้องดูให้เข้มข้นขึ้น และต้องไปเข้มงวดกับผู้จัดจำหน่ายหุ้นกู้ ต้องทำ KYC ที่เข้มขึ้น ต้องจัดกลุ่มลูกค้าที่เข้มข้น ขายถูกฝาถูกตัว”

ส่วนการขายหุ้นกู้ให้กับรายย่อย ก็อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางที่มีการเสนอว่า ให้ยกระดับเรตติ้งขึ้น เช่น ต้องสูงกว่า investment grade ขึ้นไปอีก อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่ได้ออกมาเป็นรูปธรรม

เพิ่มดีกรีบังคับใช้กฎหมาย

สำหรับล่าสุด ที่สำนักงาน ก.ล.ต.มีการปรับโครงสร้างการทำงาน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2566 เลขาธิการ ก.ล.ต.กล่าวว่า เป็นการปรับเปลี่ยนภายใต้กำลังคนเท่าเดิม ไม่ได้ขอกำลังคนเพิ่ม หลัก ๆ มาจากการจะมุ่งเน้นในเรื่องการสร้าง trust and confidence (ความไว้วางใจและความมั่นใจ) จึงต้องปรับโครงสร้างให้สอดรับในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย โดยจัดให้สายระดมทุน และสายบังคับใช้กฎหมายมาอยู่ด้วยกัน เพื่อที่เวลาเกิดกรณีอะไรขึ้น ควรจะต้องคุยกันได้

ขณะเดียวกันก็เพิ่มสายบังคับใช้กฎหมายอีก 1 สาย เพื่อรองรับในเรื่องของการ upskill, reskill เกี่ยวกับการสอบสวน และเพื่อไม่ให้งานกระจุกตัว

เลขาฯ ก.ล.ต.กล่าวว่า บทบาทของ ก.ล.ต.มีทั้งพัฒนาและกำกับ ถือว่าท้าทายมาก ว่าทำยังไงจะอยู่ในจุดที่สมดุล อย่างเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัล หลังจากที่เคลียร์กฎเกณฑ์ต่าง ๆ จัดโครงสร้างเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเน้นเรื่องการพัฒนา ขณะที่เรื่องหุ้นกู้ หรือพวกสินทรัพย์ดั้งเดิม การพัฒนาอาจจะเทียบเท่ากับสากลแล้ว ที่เหลือจึงเป็นเรื่องของการกำกับ การบังคับใช้กฎหมายกับคนที่ใช้ช่องทางอย่างไม่ถูกไม่ต้อง

ยันกระบวนการเอาผิดเร็วขึ้น

กรณีที่คนมองว่า กระบวนการเอาผิดผู้กระทำผิดค่อนข้างล่าช้า เลขาธิการ ก.ล.ต.กล่าวว่า หากย้อนไปในอดีตกว่าจะยุติได้ บางทีจะใช้เวลาหลายปี แต่ในปัจจุบันเชื่อว่าเร็วขึ้น แต่คนอาจจะไม่ได้มอง อาจจะพูดถึงการอยากให้ยุติ แต่การยุติของสำนักงาน ก.ล.ต.คือ การกล่าวโทษ หลังจากไปหาหลักฐานอะไรต่าง ๆ มาแล้ว จนสามารถกล่าวโทษผู้กระทำผิด แล้วส่งต่อให้ DSI, ปปง. เพื่อพิจารณาแล้วส่ง

“คนอาจจะมองว่า พอเอ๊ะปั๊บ ทำไมไม่อายัดเงินเลย แต่การอายัดด้วยฐานกฎหมายที่เรามีอำนาจ เป็นการอายัดเพื่อไม่ให้ยุ่งเหยิงกับพยาน หลักฐาน ส่วนการอายัดเพื่อมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้เสียหายต้องฐานความผิดอื่น”

สุดท้าย เลขาธิการ ก.ล.ต.ฝากว่า อยากให้เชื่อมั่นในสำนักงาน ก.ล.ต. เพราะไม่ได้มีประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) ในเชิงธุรกิจ เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ซึ่งหากมีข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ข้อร้องเรียน ก็สามารถส่งเข้ามาได้ พร้อมรับฟัง พร้อมปรับปรุง และอยากจะให้พิจารณาจากข้อมูลอย่างสมเหตุสมผล