บจ.แบกหนี้ 35 ล้านล้านบาท จับตาภาระ “ดอกเบี้ยจ่าย” พุ่ง

บจ.แบกหนี้

ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ธุรกิจจำนวนมากประสบปัญหา “หนี้สิน” เพิ่มขึ้น แต่หลังจากสถานการณ์ที่เลวร้ายผ่านไปแล้ว หลายอุตสาหกรรมฟื้นตัวดีขึ้นในแง่รายได้ ทำให้สถานการณ์ “หนี้สิน” เริ่มทรงตัว หรือบางอุตสาหกรรมอาจจะดีขึ้น

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ช่วง 9 เดือนแรกปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีหนี้สินรวมกันอยู่ที่ 35,071,233 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) 1.39%

ถือว่าทรงตัว และ ถ้าพิจารณา สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 2.64 เท่า ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่อยู่ที่ 2.7 เท่า ก็ถือว่าภาพรวมมีทิศทางที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลอาจจะไม่ใช่ยอดหนี้รวม แต่เป็นภาระดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งยังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล สืบเนื่องจากปัจจุบันดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% จากเมื่อปี 2565 อยู่ที่ 0.5% (ณ เดือน ส.ค. 2565) ปรับขึ้นมาจำนวน 8 ครั้งติดต่อกัน รวมปรับขึ้นมาทั้งสิ้น 2% ซึ่งทำให้ภาระดอกเบี้ยของ บจ. สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นปัจจัยบั่นทอนต่อกำไร บจ.

นายณัฐพลกล่าวว่า ปกติเซ็กเตอร์ที่มีหนี้สูงจะเป็นกลุ่มโรงไฟฟ้า เพราะระดมทุนโดยการก่อหนี้เป็นหลัก แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีปัญหา เพราะธุรกิจโรงไฟฟ้าได้ผ่านช่วงแย่ที่สุดมาแล้ว นั่นคือช่วงที่กระแสเงินสดตึงตัวที่สุดเมื่อปี 2565 ที่ผลประกอบการขาดทุน

แต่ตอนนี้กำลังเป็นห่วง 2 เซ็กเตอร์ คือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์กับกลุ่มไฟแนนซ์ โดยกลุ่มอสังหาฯนั้น เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณของบริษัทอสังหาฯที่ขายบ้านได้ช้าลง เพราะคนขายบ้านทิ้งกันมากขึ้น จากที่เริ่มผ่อนไม่ไหวจากภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น หลังผ่านช่วง 3 ปีแรกที่ดอกเบี้ยต่ำ ส่งผลให้ตลาดบ้านมือหนึ่งเริ่มไปไม่ได้

“หากนับตั้งแต่ช่วงปีโควิด โครงการบ้านเดี่ยวขายได้ดี และเมื่อคนกลับมาทำงาน โครงการคอนโดมิเนียมก็เริ่มขายได้ดีขึ้นตามมา แต่ปัจจุบันเริ่มเข้าสู่เฟสที่จ่ายภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น จึงทำให้ภาพรวมกลุ่มอสังหาฯเริ่มเกิดแรงเอื่อย”

ตาราง หนี้สิน บจ

ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์นั้น เนื่องจากวิธีการหาแหล่งเงินมาปล่อยกู้ จะใช้การออกหุ้นกู้เป็นหลัก ดังนั้นเมื่อมีต้นทุนดอกเบี้ยหุ้นกู้สูงขึ้น แต่ฝั่งรายรับเป็นดอกเบี้ยคงที่ ทำให้ผลประกอบการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง และเมื่อนักลงทุนพิจารณาผลประกอบการที่ชะลอ จึงไม่กล้าซื้อหุ้นกู้ เพราะกังวลถึงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย

“จะเห็นว่า ตอนนี้กลุ่มไฟแนนซ์และอสังหาฯ เริ่มเห็นขายหุ้นกู้ไม่หมดกัน”

นายณัฐพลกล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2567 คาดการณ์ว่าจะเติบโต 3.5% ฟื้นตัวจากฐานต่ำปี 2566 ที่คาดอัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ (GDP) จะอยู่ที่ 2.3-2.5% ต่อปี เนื่องจากปี 2566 ไส้ในของ GDP โดยภาพรวมไม่แย่ แต่มีรายการพิเศษ นั่นคือสินค้าคงคลัง (inventory) ที่ทำให้ GDP ไตรมาส 2-3 ต่ำลงมาก

นอกจากนี้ ปีหน้ารัฐบาลจะออกมาตรการแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต และจะมีการระดมเงินโดยการออกพันธบัตร สิ่งที่กำลังกังวลคือ เมื่อซัพพลายพันธบัตรมากขึ้น จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ไทยไม่ปรับตัวลงตามประเทศอื่น

“สภาวะแบบนี้อาจจะเป็นลบต่อบรรยากาศการลงทุนโดยภาพรวม หรือกระทบกลุ่มที่ sensitive กับเรื่องดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไฟแนนซ์ หรือโรงไฟฟ้าที่ราคาหุ้นอาจจะดูอ่อนแรงลงไป”

ด้าน นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ถ้าเทียบระดับ D/E ตลาด ในปีนี้กับปีที่แล้วถือว่าปรับตัวลงมาเล็กน้อย ล้อไปกับกำไร บจ.ที่ฟื้นตัว

โดยเฉพาะภาคบริการที่พลิกกลับจากขาดทุนมามีกำไรกันได้หมด แต่สำหรับบางเซ็กเตอร์ที่อาจจะเห็น D/E ขยับขึ้น เช่น กลุ่มท่องเที่ยว ไม่ทราบแน่ชัดว่าเพิ่มขึ้นจากหนี้ที่มีดอกเบี้ย หรือส่วนอื่น แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นรายการพิเศษ เพราะปีนี้และปีที่แล้วภาคท่องเที่ยวดีขึ้น เทรนด์ผลประกอบการส่วนใหญ่พลิกมามีกำไรได้เกือบหมดแล้ว จึงไม่คิดว่า D/E ที่เพิ่มขึ้น คือฐานะการเงินแย่ลง


“เชื่อว่าสถานการณ์หนี้ บจ. ในปีหน้าจะต้องมีทิศทางที่ดีขึ้น เพราะปีหน้าคาดการณ์กำไร บจ.จะฟื้นตัวขึ้น คาดว่า EPS ปีหน้าจะอยู่ที่ 95 บาท/หุ้น ส่วนปีนี้คาดอยู่ที่ 81 บาท/หุ้น ฉะนั้นเทรนด์ D/E ที่พีกไปแล้วช่วงโควิด จึงควรจะค่อย ๆ ทยอยลดลงตามเศรษฐกิจและผลดำเนินงาน”