ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินจีดีพีไทยปี 2567 ขยายตัว 3.1% กรณีรวมดิจิทัลวอลเลตโตได้ 3.6% ชี้ การบริโภค-ลงทุน-แก้หนี้ภาครัฐ 3 ล้านคนหนุนกำลังซื้อในประเทศ ลั่นหากเศรษฐกิจโตต่ำ-เงินดิจิทัลไม่มา เห็น ธปท.หันดอกเบี้ยช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ย้ำไทยยังโตต่ำกว่าศักยภาพ 13% หลังฟื้นจากก่อนโควิด-19 เพียง 102% จากศักยภาพอยู่ที่ 115% ต่ำกว่าเวียดนาม-จีน พร้อมหั่นจีดีพีปี 2566 เหลือโต 2.5% จาก 3.0% เหตุเศรษฐกิจโลกชะลอ ฉุดการค้า-การท่องเที่ยว
วันที่ 12 ธันวาคม 2566 นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ประเมินว่าจะขยายตัวที่ระดับ 3.1% และหากรวมมาตรการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท (Digital Wallet) จะขยายตัวได้ 3.6%
ทั้งนี้ ปัจจัยการเติบโตเศรษฐกิจจะมาจากภาคการบริโภคที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.8% รวม Digital Wallet จะอยู่ที่ 3.8% รวมถึงนโยบายการกระตุ้นภาครัฐ ซึ่งจะสนับสนุนทางด้านการลงทุนและการบริโภคภาครัฐให้ขยายตัว ขณะที่การส่งออกสินค้าขยายตัวได้ 2.0% ตามการฟื้นตัวของการค้าโลกและเศรษฐกิจคู่ค้า โดยจำนวนนักท่องเที่ยวที่น่าจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 30.6 ล้านคน จาก 27.6 ล้านคนในปี 2566

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังคงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หากภาคการค้าไม่ได้ฟื้นตัวตามคาดการณ์จะเป็นตัวฉุดภาคการส่งออกของไทย และมาตรการแก้หนี้ข้าราชการของภาครัฐที่จะช่วยเรื่องการบริโภคภายในประเทศโดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศราว 3 ล้านคน ซึ่งหากไม่สามารถทำได้จะทำให้หนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งโดยปกติหนี้จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 3% ต่อปี
ขณะเดียวกันยังต้องติดตามมาตรการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้หรือไม่ เพราะจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลังจากในช่วงก่อนหน้านี้หากดูตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง (FDI) ในอดีตมีอัตราการเติบโตกว่าการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (TDI) แต่ปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวสลับกัน สะท้อนว่านักธุรกิจไทยมองเห็นโอกาสในต่างประเทศมากกว่าในไทย
นอกจากนี้ หากดูการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะเห็นว่าฟื้นตัวช้ากว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยเทียบช่วงก่อนโควิด-19 เท่ากับ 100% ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ 102.1% หรือเพิ่มขึ้นมาแค่ 2% เทียบกับประเทศเวียดนามอยู่ที่ 117.6% จีนอยู่ที่ 118.3% และอินเดีย 122.6% ขณะเดียวกัน หากดูศักยภาพการเติบโตของไทยอยู่ที่ 115% ถือว่าไทยยังโตต่ำกว่าศักยภาพ 13% สะท้อนว่าไทยยังต้องการเครื่องจักรใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
“เศรษฐกิจไทยปีหน้ามองว่า Down Side Risk มากขึ้น หากการค้า และการส่งออกไม่ได้ฟื้นตัวตามที่คาด และการแก้หนี้ไม่ได้ตามที่วางแผนจาก Up Side ให้การบริโภคส่วนนี้จะหายไป ดังนั้น ประเทศไทยต้องการเครื่องจักรใหม่ ๆ มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะเรายังไม่ได้ฟื้นตัวเท่าคนอื่น ขณะที่ดิจิทัลวอลเลตคาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราว 0.50% และหนุนเงินเฟ้อปรับจาก 0.8% เป็น 0.9%
อย่างไรก็ดี แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะส่งสัญญาณยุติดอกเบี้ยขาขึ้นอยู่ที่ 2.50% ต่อปี แต่หากเศรษฐกิจโตได้ ยังคงไม่เห็นการหั่นดอกเบี้ยลง แต่หากเศรษฐกิจชะลอตัวอาจจะต้องหั่นดอกเบี้ยลง ซึ่งอาจจะเห็นได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567”
นายบุรินทร์กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจในปี 2566 ได้ปรับลดประมาณการเติบโต ลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 3.0% เนื่องจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนยังชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มองว่าจะเข้ามาเพียง 27.6 ล้านคนในปี 2566 และถึงแม้ว่าการส่งออกสินค้าที่จะหดตัวน้อยกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ -1.3% จากเดิมอยู่ที่ -2.5% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐานที่ต่ำและปัจจัยทางด้านราคาที่ช่วยการเติบโต
“อุปสงค์ในประเทศยังคงได้รับผลจากการที่การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงภาคการผลิตที่ยังชะลอต่อเนื่อง และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนได้จากยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ยังหดตัวหลายเดือนติดต่อกันและเงินเฟ้อพื้นฐานที่ปรับตัวต่ำกว่ากรอบเงินเฟ้อของ ธปท.”