เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘สกุชชี่’ ไอเท็มฮีลใจสุดฮิต ติดท็อปเทรนด์ Lazada 6.6 ทำยอดค้นหาทะลุ 3 หมื่นครั้ง
Business ‘สกุชชี่’ ไอเท็มฮีลใจสุดฮิต ติดท็อปเทรนด์ Lazada 6.6 ทำยอดค้นหาทะลุ 3 หมื่นครั้ง
สภาผู้บริโภคเตือน SMS แนบลิงก์ มิจฉาชีพ 100% หลังพบระบาดอ้างค้างจ่าย M-Flow-Lazada
News สภาผู้บริโภคเตือน SMS แนบลิงก์ มิจฉาชีพ 100% หลังพบระบาดอ้างค้างจ่าย M-Flow-Lazada
สายสีส้มตะวันตกบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม สร้างคืบ 34.99% ส่วนตะวันออกทยอยรับขบวนรถ ต.ค.นี้
Economic สายสีส้มตะวันตกบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม สร้างคืบ 34.99% ส่วนตะวันออกทยอยรับขบวนรถ ต.ค.นี้
SOLYNA Residence ส่งมอบน้ำสะอาดกว่า 900 ครัวเรือน ชุมชน จ.กระบี่
SD SOLYNA Residence ส่งมอบน้ำสะอาดกว่า 900 ครัวเรือน ชุมชน จ.กระบี่
‘เออร์ลี่รีไทร์’ เครื่องมือปฏิรูประบบราชการของเวียดนาม
Politics ‘เออร์ลี่รีไทร์’ เครื่องมือปฏิรูประบบราชการของเวียดนาม
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ค. 69) ร่วงลง 300 บาท ทองรูปพรรณ 65,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ค. 69) ร่วงลง 300 บาท ทองรูปพรรณ 65,950 บาท
จีน ‘มือที่มองไม่เห็น’ ตัวแปรสำคัญราคาน้ำมันโลก
World จีน ‘มือที่มองไม่เห็น’ ตัวแปรสำคัญราคาน้ำมันโลก
อีวีนิสสันมือหนึ่ง คันละแสน ญี่ปุ่นอุดหนุนฉ่ำจนถูกกว่ามือสอง
World อีวีนิสสันมือหนึ่ง คันละแสน ญี่ปุ่นอุดหนุนฉ่ำจนถูกกว่ามือสอง
YLG ชี้ทองยังไม่จบรอบ ‘ซูเปอร์ไซเคิล’ ระยะสั้นแค่พักฐานในขาขึ้น-แนวรับใหญ่ 3,900-3,500 ดอลลาร์
Finance YLG ชี้ทองยังไม่จบรอบ ‘ซูเปอร์ไซเคิล’ ระยะสั้นแค่พักฐานในขาขึ้น-แนวรับใหญ่ 3,900-3,500 ดอลลาร์
ครม.ไฟเขียวงบเพิ่มเติมกลาโหม รับเหตุชายแดนตะวันออก
Politics ครม.ไฟเขียวงบเพิ่มเติมกลาโหม รับเหตุชายแดนตะวันออก
ดูทั้งหมด

ผู้ว่าธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นช้า-โตต่ำ แนะลงทุนปฏิรูปโครงสร้าง

09 ธ.ค. 2566 | 06:22น.

“เศรษฐพุฒิ” ผู้ว่าฯแบงก์ชาติเปิดมุมมองเศรษฐกิจไทยปี’67 จีดีพีโต 3.2% ย้ำภาพ “ฟื้นตัว-แต่ช้า” ภาคท่องเที่ยว-การผลิตยังไม่กลับมา ยอมรับศักยภาพเศรษฐกิจไทยโตต่ำ เหตุติดกับดักนโยบายกระตุ้นการบริโภค ขาดนโยบายเชิงโครงสร้าง ไม่ได้เพิ่มศักยภาพการผลิต เติบโตจากอุตสาหกรรมเดิม ๆ ประชากรวัยทำงานหดตัว สะท้อนภาพคนไทย “กรรมเก่า” เยอะจากช่วงโควิด ความมั่งคั่งหดหาย แถมหนี้เพิ่มขึ้น ย้ำเก็บกระสุน-รักษาเงินเฟ้อเป็นสิ่งจำเป็น ยอมรับดอกเบี้ยขาขึ้นทำภาระหนี้คนเพิ่ม ชี้ต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบของ “ภาระหนี้” กับ “ค่าครองชีพ”

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2567 ประเมินอัตราการขยายตัวอยู่ในกรอบ 3.2% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้ากรอบ 1-3% คาดการณ์จะอยู่ที่ 2% โดยภาพรวมเศรษฐกิจยังเป็นการฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ฟื้นตัวช้า โดยตัวเลขหลายตัวได้กลับมาในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 แต่ไม่ใช่ทุกตัว ซึ่งหากดูในตัวเลขจีดีพีหลังจากที่ดรอปลงไปหนักสุดในช่วงไตรมาสที่ 2/2563 ปัจจุบันทยอยฟื้นตัวกลับมาสูงกว่าช่วงก่อนโควิดและสูงกว่าที่เคยเป็นอยู่ สะท้อนคำว่า “ฟื้นตัว”

อย่างไรก็ดี ธปท.ไม่ได้ดูเฉพาะตัวเลขจีดีพี แต่หากดูในรายมิติจะเห็นภาพของการฟื้นตัว เช่น ฝั่งอุปสงค์ ทั้งการบริโภคเอกชน และการส่งออก ซึ่งเป็นตัวสำคัญและที่มีน้ำหนัก จะเห็นว่ากลับมาสูงกว่าช่วงโควิด-19 โดยหากเทียบการบริโภคเท่ากับ 100 ปัจจุบันกลับมาอยู่ที่ 115 สะท้อนว่า 15% กลับมาสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 หลังจากที่ชะลอลงค่อนข้างแรงในไตรมาสที่ 2/2563 เช่นเดียวกับการส่งออก (ไม่รวมทองคำ) กลับมาสูงกว่าช่วงโควิด-19

ขณะที่ฝั่งอุปทาน ภาคบริการก็กลับมาฟื้นตัวดีกว่าก่อนโควิด ยังมีภาคการผลิต และการท่องเที่ยว ที่ยังไม่กลับมาเท่าช่วงก่อนโควิด ซึ่งปัจจัย 2 ตัวนี้เป็นตัวสำคัญที่สะท้อนเศรษฐกิจ คนดูแบบ “ตาบอดคลำช้าง” คือคนจับตรงนี้บอกว่าดี แต่จับตรงโน้นบอกไม่ใช่

เสมือนว่างงาน 3 ล้านคน

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุดสิ่งที่แบงก์ชาติเป็นห่วงคือเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน อย่างเรื่องตัวเลขการจ้างงาน ตอนนี้การจ้างงานนอกภาคเกษตรกลับมาสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 โดยภาพรวมอัตราการว่างงานอยู่ที่ประมาณ 1% จากช่วงโควิดอยู่ที่ 2% แต่ตัวที่สำคัญกว่าคือ ตัวเลข “ผู้เสมือนว่างงาน” ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีงานทำ แต่มีงานน้อยกว่าที่ต้องการทำ เพราะสะท้อนถึงการฟื้นตัวไม่เท่ากัน แม้ว่าจะปรับดีขึ้น แต่ยังไม่เท่าก่อนโควิด-19 ซึ่งตัวเลขที่อยู่ราว 2 ล้านคน แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 3 ล้านคน แต่ดีขึ้น
กว่าเมื่อเทียบช่วงโควิด-19 ที่อยู่ประมาณ 6 ล้านคน สะท้อนว่าบางเซ็กเตอร์ยังไม่ได้กลับมา

“ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งหมดอย่างที่บอกเป็นการฟื้น เพราะตัวเลขส่วนใหญ่กลับมาสูงกว่าก่อนโควิดแล้ว แต่การฟื้นช้า อันนี้ไม่เถียง และที่ช้า เนื่องจากเราโดนโควิดหนักกว่าคนอื่น เพราะเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาเรื่องท่องเที่ยวเยอะ แต่ตรงนั้นหายไปนาน แต่ภาพรวมยังเป็นการฟื้นตัว และเป็นการฟื้นตัวที่ค่อนข้างต่อเนื่อง”

กรรมเก่า-ปัญหาสะสม

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า เมื่อไปถามคนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่า “เศรษฐกิจไม่ดี” ซึ่งอธิบายได้ว่ามาจาก 2 เหตุผลด้วย คือ การฟื้นตัวของบางเซ็กเตอร์ที่ยังไม่กลับมา โดยเฉพาะที่ชัดเจนที่สุด คือ ภาคการท่องเที่ยว และภาคการผลิตที่อิงกับการส่งออก เนื่องจากยังเจอปัญหาอุปสงค์จากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการจ้างงาน รายได้ และหนี้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ของที่สะสมหายไป หรือพูดง่าย ๆ คือ ความมั่งคั่งถูกบั่นทอนลงไปจากปัญหาโควิด-19 ที่ไทยเจอค่อนข้างหนัก ทำให้การฟื้นตัวช้า จึงเป็นเหตุผลให้คนไม่ได้รู้สึกว่ามันดี แม้ว่าตัวเลขจะฟื้นตัวก็ตาม

ซึ่งหากดูตัวเลขนักท่องเที่ยวก่อนโควิด-19 อยู่ที่ราว 40 ล้านคน ซึ่งปีนี้คาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 29-30 ล้านคน แม้ว่าจะฟื้นตัวกลับมาดีกว่าปีก่อนที่อยู่ 10 ล้านคน แต่หากดูช่วงที่มีการปิดประเทศช่วงเดือน เม.ย. 63-ธ.ค. 64 หรือประมาณ 20 เดือน มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพียง 4.3 แสนคน ซึ่งคิดเป็น 1% ของเดิมที่ไทยเคยทำได้

ดังนั้น รายได้ของคนหายไปมหาศาล ความมั่งคั่งของคนก็หายไป ซึ่งเป็นของที่สะสมมา แม้ว่าตัวเลขจะทยอยฟื้นตัว แต่เทียบกับ “กรรมเก่า” ปัญหาที่สะสมมาในช่วงโควิดมีเยอะกว่า และหนี้ก็เพิ่มขึ้น โดยช่วงก่อนโควิด-19 ตัวเลขหนี้ครัวเรือนสูงสุด (พีก) อยู่ที่ 95% ต่อจีดีพี แม้ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ครัวเรือนลงมาอยู่ที่ราว 90% ต่อจีดีพี แต่ถือว่ายังอยู่ในระดับสูง

“ธปท.เข้าใจตอนที่เราดูตัวเลขอะไรต่าง ๆ และคนจึงรู้สึกว่า ธปท.มองดีไปหรือเปล่า แต่หน้าที่เราในการทำงานจะต้องดูเรื่องของภาพรวมเศรษฐกิจ แต่เราก็เข้าใจว่ามีบางกลุ่ม บางหมวดที่ยังมีปัญหาอยู่ และเข้าใจด้วยว่ามีปัญหาที่เป็นกรรมเก่าสะสมอะไรต่าง ๆ มา แต่ตอนที่ตัดสินใจเรื่องนโยบาย เราก็ต้องดูภาพรวมด้วย”

เก็บกระสุน-ดูแลเงินเฟ้อ

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า จากรายงานคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ประเมินว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวสมดุลมากขึ้น แต่มองไปข้างหน้ายังคงมีความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นการดูแลขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) เป็นสิ่งสำคัญ แต่เข้าใจว่า “ไม่มีคนชอบดอกเบี้ย” แต่ต้องยอมรับว่าเป็นหน้าที่ของ ธปท.ในการดูแลเสถียรภาพ โดยเฉพาะเสถียรภาพด้านราคา

หาก ธปท.ปล่อยให้อัตราเงินเฟ้อวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จะยิ่งทำให้ “ค่าครองชีพ” ยิ่งสูงขึ้น คนมีปัญหา ความยากลำบากจะเพิ่มขึ้น ซึ่งผลของการขึ้นดอกเบี้ยแม้ว่าจะมีผลต่อภาระหนี้ของคน แต่ถ้าเทียบกับผลระหว่างที่ไม่ดูแลเงินเฟ้อจะมีปัญหามากกว่า

ตัวเลขล่าสุดเดือนตุลาคม อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ -0.31% ซึ่งต่ำผิดปกติ เป็นผลมาจากมาตรการอุดหนุนภาครัฐในเรื่องของไฟฟ้าและพลังงาน แต่หากถอดมาตรการเหล่านี้ อัตราเงินเฟ้อจะกลับมาเป็นบวก แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงจากที่เคยพีก 8% มาอยู่ที่ -0.31% แต่ผลสะสมของอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ ราคาสินค้าต่าง ๆ ไม่ได้ปรับลง และหากดูตัวเลขดัชนีราคาจะเห็นว่าเทียบปัจจุบันกับช่วงโควิด-19 ถือว่าสูงอย่างมีนัยสำคัญ

“เงินเฟ้อจะเป็นตัวสะท้อนที่ทำให้คนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ถึงแม้ว่าตัวเลขการเติบโตต่าง ๆ จะดีขึ้น แต่อัตราเงินเฟ้อที่สะสมที่ผ่านมาทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้ของคนหายไปค่อนข้างเยอะในช่วงโควิด-19 ซึ่งตอนเดือนสิงหาคมปีก่อน เงินเฟ้อพีกขึ้นไปที่ระดับ 8% สูงสุดในภูมิภาค ตอนนั้น ธปท.ก็โดนวิพากษ์วิจารณ์เยอะว่า ขึ้นดอกเบี้ยช้าไปหรือเปล่า หรือ Behind the Curve แต่เราก็ได้คิดว่าแนวทางที่ดีที่สุด คือการขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร็วและแรงแบบชาวบ้าน 
เพราะโครงสร้างต่าง ๆ การฟื้นตัวช้ากว่าเพื่อนบ้าน หากตอนนั้นเราขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงจะหนักแค่ไหน แต่ไม่ขึ้นเลยก็ไม่ได้ เพราะจะทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อหลุด และแพร่ไปในระบบ ทำให้เครื่องยนต์เงินเฟ้อติด จึงต้องจัดการด้วยนโยบายดอกเบี้ย และในท้ายที่สุด เงินเฟ้อก็ลดลง”

ขึ้นดอกเบี้ย น้อยที่สุดในภูมิภาค

ต่อคำถามผลกระทบของการปรับขึ้นดอกเบี้ยนั้น ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง “ภาระหนี้” 
และ “ค่าครองชีพ” ซึ่ง ธปท.จะต้องใส่ใจเรื่องค่าครองชีพ ซึ่งเราเจาะดูเรื่องของภาระหนี้ต่อผลของการขึ้นดอกเบี้ย แม้จะมีคนต้องรับภาระหนี้เพิ่มขึ้นจากการขึ้นดอกเบี้ย แต่จะพบว่าลูกหนี้ในระบบประมาณ 60% เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) และที่เหลือ 40% จะเป็นดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) อาจจะมีจำนวนงวดและจำนวนครั้งที่ต้องชำระเพิ่มขึ้น

ขณะที่การส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้นต่อลูกหนี้ จะเห็นว่าไทยมีอัตราที่ต่ำกว่าประเทศอื่น โดยหากดูอัตราการส่งผ่านไปยังอัตราดอกเบี้ยรายใหญ่ชั้นดีแบบมีระยะเวลา (MLR) ประมาณ 69-70% และอัตราดอกเบี้ยรายย่อยชั้นดี (MRR) เฉลี่ยอยู่ที่ 49-50%

ผู้ว่าการ ธปท.อธิบายว่า หากคำนวณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 0.50% มาอยู่ที่ 2.50% ต่อปี เป็นการปรับเพิ่มขึ้น 2.00% ต่อปี หากคำนวณการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยของรายย่อย MRR สัดส่วน 49-50% แสดงว่ามีการส่งผ่านดอกเบี้ยไปยังลูกหนี้ราว 1% ก็ยอมรับว่าเป็นภาระที่เพิ่มขึ้น และ ธปท.เข้าใจ จึงได้มีมาตรการต่าง ๆ มารองรับลูกค้าที่มีปัญหา รวมถึงการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ ภาพรวมต้องถือว่าสภาะการเงินไม่ได้ตึงตัวจนเกินไป แต่ยอมรับว่าผลของการตึงตัวไม่เท่ากัน เพราะผลของการส่งผ่านดอกเบี้ยไม่เท่ากัน

“ดอกเบี้ยที่เราขึ้นจาก 0.50% เป็น 2.50% ต่อปี ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นการเพิ่มขึ้นที่น้อยที่สุดในภูมิภาค ก็เพราะต้องการขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นเรื่องที่เรากังวลภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวแบบนี้ ที่รายได้คนไม่ค่อยโต ผมไม่เถียงว่าดอกเบี้ยสร้างภาระปัญหาให้คน แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เงินเฟ้อวิ่งไป คนก็ลำบากกว่านี้ หรือถ้าเราขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรง ผลต่อลูกหนี้ตอนนี้จะเป็นอย่างไร”

ดันโมเดลใหม่แก้โจทย์ SMEs

สำหรับผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยต่อภาคธุรกิจนั้น ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ธปท.มีความเป็นห่วงกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เนื่องจากสินเชื่อเป็นประเภทดอกเบี้ยลอยตัว ระยะเวลากู้ค่อนข้างสั้น และไม่สามารถเข้าถึงตลาดบอนด์ เมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้ผลกระทบจากการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเอสเอ็มอีจะสูงกว่ารายใหญ่ เป็นสิ่งที่ ธปท.ติดตามอย่างใกล้ชิด สอดคล้องกับการดูแลเสถียรภาพ เพราะหากเสถียรภาพมีปัญหา คนที่โดนกระทบหนักคือ กลุ่มเปราะบาง หรือกลุ่ม
เอสเอ็มอี ไม่ใช่ธุรกิจรายใหญ่

“ที่ห่วงเป็นพิเศษคือ สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนโควิด ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ช่วงโควิดมาตรการซอฟต์โลนออกมาช่วย ทำให้สินเชื่อเอสเอ็มอีเป็นบวก แต่ช่วงหลังก็ติดลบ ซึ่งไม่ใช่แค่ปัจจัยวัฏจักร แต่มีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้สินเชื่อ SMEs โตต่ำ ซึ่งมาจากความเสี่ยงเป็นหลัก อย่างที่เห็นเอ็นพีแอล บิ๊กคอร์ป ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ1-2% แต่เอ็นพีแอล SMEs อยู่ที่6-7% คือแบงก์ไหนเร่งปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีก็เสียหาย ความเสี่ยง SMEs บ้านเราสูงจริง ๆ”

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ดังนั้นต้องกลับมาแก้ที่ต้นเหตุ คือเมื่อความเสี่ยงสูง ก็ต้องหาวิธีแบ่งเบาความเสี่ยง ที่พยายามผลักดันเป็นโมเดลในเกาหลีใต้ มาเลเซีย คือมีเครดิตการันตี สำหรับกลุ่ม SMEs ให้มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพที่จะช่วยให้สินเชื่อเอสเอ็มอีโตได้อย่างควรจะเป็น โดยมีเอกชนเข้ามาร่วมให้มีความยืดหยุ่น โดยที่มีการพิจารณาความเสี่ยงด้านเครดิตที่ถูกต้องตามกลไกตลาด และช่วยสร้างวินัยการเงินให้ดีขึ้น

ติดกับดักโตต่ำ-ลงทุนปลดล็อก

เมื่อถามถึงศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมามีการปรับเปลี่ยนพอสมควร โดยตัวเลขหากวัดจากจำนวนประชากร กลุ่มคนวัยทำงาน และประสิทธิภาพในการผลิต (productivity) มองว่าปีหน้าจีดีพีอยู่ที่ราว 3% ใกล้เคียงกับที่ กนง.ประเมินไว้ ซึ่งจากเดิมศักยภาพของไทยอยู่ที่ประมาณ 3-4% แต่จากปัจจัยดัชนีชี้วัดต่าง ๆ ปรับลดลง ทำให้ศักยภาพของไทยลดลง

ตัวสำคัญ คือ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุที่เร็วมาก ประชากรวัยทำงานกำลังหดตัว ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการผลิต รวมถึงประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมาประสิทธิภาพของไทยค่อนข้างต่ำและไม่ขยายตัว ส่วนหนึ่งมาจากไทยขาดการลงทุนมานาน เน้นการเติบโตด้วยการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์ หรือการบริโภคเป็นหลัก ทำให้ศักยภาพทางด้านการผลิตไม่ได้เติบโต ประกอบกับไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้ศักยภาพในการเติบโตต่ำ

“ศักยภาพเราอยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งปีหน้าคาดว่าจะอยู่ในระดับ 3% บวก ๆ เราก็มองว่าใกล้เคียงกับศักยภาพเพราะศักยภาพเศรษฐกิจไทยต่ำจริง ๆ มุมมองของแบงก์ชาติที่มีมาโดยตลอดคืออยากเห็นการใส่ใจ เรื่องนโยบายเชิงโครงสร้าง ที่จะทำให้ศักยภาพเราดีขึ้น ประเด็นปัญหาที่่ผ่านมาไม่รู้กี่สิบปี กี่ยุค กี่สมัย คือเน้นการเติบโตด้วยการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์เป็นหลัก แต่ศักยภาพการผลิตไม่โต คือเมื่อกระตุ้นก็จะดีขึ้นมาช่วงแป๊บเดียว แล้วก็จะกลับไปที่เดิมทุกที เช่น กระตุ้นเรื่องการบริโภค แต่รายได้ของคนไม่เพิ่ม ก็มาโผล่เป็นหนี้เพิ่มขึ้น”

สิ่งที่ไทยขาด คือ “การลงทุน” ซึ่งไทยมีปัญหาการลงทุนมานาน มีการลงทุนต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และมาร์เก็ตแชร์การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วง 5-6 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2565 พบว่าต่ำกว่าประเทศเวียดนาม และอินโดนีเซียชัดเจน ใกล้เคียงกับมาเลเซีย อย่างไรก็ดี การดึงต่างประเทศเข้ามาลงทุนอาจจะไม่ใช่แค่มาตรการส่งเสริม แต่จะต้องมีเรื่องการพัฒนาทักษะแรงงาน การวิจัย-พัฒนา (R&D) รวมถึงซัพพลายเชนที่จะรองรับการลงทุนด้วย เพราะไทยมีคู่แข่งค่อนข้างเยอะ

Resilience โจทย์เศรษฐกิจใหม่

ดร.เศรษฐพุฒิเล่าต่อว่า นอกจากการเร่งการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และการรักษาเสถียรภาพแล้ว โจทย์ระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยจะต้องมีความทนทานและยืดหยุ่น หรือ “resilience” มากกว่า “เสถียรภาพ” (stability) เนื่องจากเศรษฐกิจที่ resilience สามารถปรับเปลี่ยนได้เร็ว ล้มและสามารถลุกได้เร็ว เป็นการเติบโตที่ยั่งยืน ภายใต้การสร้างโอกาสเติบโตในรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำ เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบเดิม รายได้กระจายไป 3 แห่ง ภาษีภาครัฐ รายได้จ้างงาน และกำไร แต่จะเห็นว่าในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา รายได้กระจุกตัวในกำไรของบริษัทชัดเจน ซึ่งไม่ได้สร้างโอกาสให้คน หรือสร้างความมั่งคั่งให้คนเพิ่มเติม

“การเติบโตอย่างยั่งยืนจะต้องสร้างโอกาสให้คน และรายได้ต้องกระจายออกไป ซึ่งคำว่า resilience จะต้องมาพร้อมกับการสร้างโอกาส ซึ่งโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังเป็นแบบเดิม ๆ และเป็นกลุ่มธุรกิจเดิม ๆ และอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้บริษัทขนาดเล็กหรือหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันในตลาดยาก ดังนั้น หนึ่งในตัวสำคัญที่จะปรับโครงสร้าง คือ เรื่องของความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ Ease of Doing Business การตัดกฎระเบียบ และกฎเกณฑ์ ลดภาระเพื่อให้ของใหม่เกิด เพราะตอนนี้มีแต่ยักษ์ใหญ่ เป็นการโตแบบเดิม และในกลุ่มเดิม ๆ แบบนี้จะโตได้กี่เปอร์เซ็นต์”