เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (7 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 0.71% อยู่ที่ 64,030 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (7 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 0.71% อยู่ที่ 64,030 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (7 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (7 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
พยากรณ์อากาศ (7 ก.ค.) เตือนเหนือ อีสาน ตะวันออก ฝนตกหนักบางแห่ง
News พยากรณ์อากาศ (7 ก.ค.) เตือนเหนือ อีสาน ตะวันออก ฝนตกหนักบางแห่ง
ตกขบวน AI แต่ไม่ร่วงตามขบวน
Finance ตกขบวน AI แต่ไม่ร่วงตามขบวน
ยศชนัน กางพิมพ์เขียว “เศรษฐกิจอวกาศ”ดันโมเดล PPP ท่าอวกาศยานไทย
Politics ยศชนัน กางพิมพ์เขียว “เศรษฐกิจอวกาศ”ดันโมเดล PPP ท่าอวกาศยานไทย
SONY กับอนาคตของ Blu- Ray
Tech SONY กับอนาคตของ Blu- Ray
อย.เตรียมปลดล็อก ‘ยาสีฟันฟลูออไรด์ 5,000 ppm’ ใช้ภายใต้คำแนะนำทันตแพทย์
News อย.เตรียมปลดล็อก ‘ยาสีฟันฟลูออไรด์ 5,000 ppm’ ใช้ภายใต้คำแนะนำทันตแพทย์
เพาเวอร์บาย เปิดสาขาใหม่ ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ ชูค้าปลีกเทคโนโลยีเจาะ Gen Z
Biz Movement เพาเวอร์บาย เปิดสาขาใหม่ ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ ชูค้าปลีกเทคโนโลยีเจาะ Gen Z
วช.-ม.ทักษิณ ดันนวัตกรรมสังคมสร้างเศรษฐกิจใต้ ขนทัพนักวิจัยร่วมงานกว่า 5,000 คน
Biz Movement วช.-ม.ทักษิณ ดันนวัตกรรมสังคมสร้างเศรษฐกิจใต้ ขนทัพนักวิจัยร่วมงานกว่า 5,000 คน
ชาวฝรั่งเศส แย่งกันซื้อแอร์ เตรียมรับคลื่นความร้อนระลอกใหม่
Biz Movement ชาวฝรั่งเศส แย่งกันซื้อแอร์ เตรียมรับคลื่นความร้อนระลอกใหม่
ดูทั้งหมด

เปิด 4 ไอเดียหาหุ้น ช่วงตลาดผันผวน

24 ม.ค. 2567 | 13:00น.
หุ้นไทย
บทความโดย "ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย"

วันที่ 24 มกราคม 2567 สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการลงทุน ก็คือเรื่องของความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งหากตลาดกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น นักลงทุนก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมา ในทางตรงกันข้าม หากตลาดอยู่ในช่วงขาลง น้อยคนนักที่จะได้รับผลตอบแทนในช่วงภาวะตลาดเช่นนี้

แต่หากเราเข้าใจในสิ่งที่ลงทุนจริง ๆ รวมถึงรู้วิธีการหาหุ้นที่ สามารถเป็นผู้ชนะท่ามกลางภาวะตลาดเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นข้อได้เปรียบมาก ๆ วันนี้เรายกตัวอย่างการหาหุ้น 4 วิธี เพื่อเป็นไอเดียให้นักลงทุนนำไปศึกษาต่อ ได้ในบทความนี้ได้เลย

สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการลงทุน ก็คือเรื่องของความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้

ซึ่งหากตลาดกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น นักลงทุนก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมา ในทางตรงกันข้าม หากตลาดอยู่ในช่วงขาลง น้อยคนนักที่จะได้รับผลตอบแทนในช่วงภาวะตลาดเช่นนี้

แต่หากเราเข้าใจในสิ่งที่ลงทุนจริง ๆ รวมถึงรู้วิธีการหาหุ้นที่ สามารถเป็นผู้ชนะท่ามกลางภาวะตลาดเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นข้อได้เปรียบมาก ๆ วันนี้เรายกตัวอย่างการหาหุ้น 4 วิธี เพื่อเป็นไอเดียให้นักลงทุนนำไปศึกษาต่อ ดังนี้

บริษัทที่มีกำไรอย่างต่อเนื่อง

การดูผลประกอบการย้อนหลังถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้เรารู้ว่าที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตไปในทิศทางที่เราคาดหวังเอาไว้หรือไม่ อย่างด้านรายได้ ก็ควรมีการเติบโตไปพร้อมกับผลกำไรที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย

ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีการขาดทุนติดต่อกัน ซึ่งทั้งหมดนั้นสามารถประเมินได้จาก ROA กับ ROE ในแต่ละบริษัท

– ROA (Return of Assets) อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์

คือ ตัวเลขที่สะท้อนถึงการสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ มากน้อยแค่ไหน ยิ่งตัวเลข ROA สูง ยิ่งสะท้อนว่ามีความสามารถในการสร้างผลตอบแทนสูง จากสินทรัพย์

วิธีคิด ROA = (กำไรสุทธิของบริษัท ÷ สินทรัพย์รวมของบริษัท) x 100%

ตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่ง มีกำไรสุทธิ 200 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวม 2,000 ล้านบาท เท่ากับว่าบริษัทนี้มีค่า ROA คือ (200 ÷ 2,000) x 100 = 10%

สรุปก็คือ บริษัทนี้จะใช้สินทรัพย์รวม 100 บาท เพื่อสร้างกำไรสุทธิ 10 บาท

ทั้งนี้ ROA ของแต่ละอุตสาหกรรมจะแตกต่างกันออกไป โดยเราสามารถนำ ROA ของปีนี้ ไปเทียบกับปีก่อนหน้า เพื่อวัดความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ของบริษัทนั้น ๆ ได้

– ROE (Return on Equity) อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น

คือ ตัวเลขที่บ่งบอกถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งหากค่า ROE สูง หมายความว่า บริษัทสามารถทำกำไรในส่วนของผู้ถือหุ้นที่สูง ในทางกลับกัน ROE ต่ำ หมายความว่า บริษัทสามารถทำกำไรในส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำนั่นเอง

วิธีคิด ROE = (กำไรสุทธิของบริษัท ÷ สัดส่วนของผู้ถือหุ้น) x 100%

ตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่ง มีกำไรสุทธิ 200 ล้านบาท มีสัดส่วนของผู้ถือหุ้น 600 ล้านบาท เท่ากับว่าบริษัทนี้มีค่า ROE คือ (200 ÷ 600) x 100 = 33%

สรุปก็คือ บริษัทนี้จะใช้ส่วนของผู้ถือหุ้น 100 บาท ในการสร้างกำไร 33 บาท

บริษัทที่มีสภาพคล่อง

การดูงบกำไรขาดทุนต่าง ๆ จะช่วยให้เราสามารถรู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของบริษัท มีกำไรหรือขาดทุนมากน้อยแค่ไหน แต่ในส่วนนี้ก็อาจไม่ได้มีเงินสดเข้าบริษัทจริง ๆ ก็ได้

ดังนั้น เพื่อให้เรารู้ถึงเงินหมุนเวียนภายในบริษัท ควรดูงบฯกระแสเงินสด ที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

  • กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน

เป็นกระแสเงินสดที่เกิดจากการดำเนินงานของธุรกิจ เช่น เงินจากการขายสินค้า เงินเดือนพนักงาน ซึ่งหากตัวเลขส่วนนี้เป็นบวก แสดงว่าบริษัทมีการดำเนินงาน และกระแสเงินสดที่ดี

แต่ในทางกลับกัน หากตัวเลขติดลบ แสดงว่าในช่วงเวลานั้น บริษัทมีรายจ่ายที่เป็นเงินสดออกไป มากกว่าเงินสดที่ได้รับกลับมา

  • กระแสเงินสดจากกิจกรรมการลงทุน

ถือเป็นส่วนที่แสดงถึงการได้เงินสดมา และการจ่ายเงินสดออกไป ไม่ว่าจะเป็นการขายตึกสำนักงานของบริษัท หรือการซื้อเครื่องจักรเพื่อทำงาน

หากกระแสเงินสดในส่วนนี้เป็นลบ ก็สะท้อนได้ว่าบริษัทนั้น ๆ อาจนำเงินไปลงทุนอะไรบางอย่าง เพื่อสร้างผลตอบแทนกลับมาในอนาคต ซึ่งเราควรจะพิจารณาด้วยว่า สิ่งที่บริษัทไปลงทุนจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนกลับมาได้มากน้อยแค่ไหน

แต่หากกระแสเงินสดส่วนนี้เป็นบวก อาจสะท้อนว่าบริษัทได้ขายสินทรัพย์บางอย่างออกไป ก็มีความเป็นไปได้ว่าบริษัทอาจกำลังขาดสภาพคล่องอยู่

  • กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน

เป็นกระแสเงินสดเข้าและออก ผ่านการจัดหาเงินทุนของบริษัท โดยหากตัวเลขเป็นบวก แสดงว่าบริษัทได้เงินเพิ่มขึ้น เช่น การกู้เงินจากธนาคาร การกู้ยืมจากนักลงทุน การออกหุ้นกู้ และหากตัวเลขเป็นลบ แสดงว่าบริษัทจ่ายเงินสดออกไป เช่น การจ่ายเงินปันผล การชำระหนี้ต่าง ๆ

บริษัทที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว

การเลือกบริษัทที่สามารถเติบโตได้ในภาวะตลาดขาลง อาจจำเป็นต้องเลือกบริษัทที่มีจุดเด่น หรือมีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวที่แตกต่างจากคู่แข่งในตลาด เพราะนั่นเท่ากับว่าสินค้าของบริษัทนั้น จะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

และสามารถเพิ่มโอกาสในการแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ธุรกิจหรือบริษัทที่มีคู่แข่งน้อยรายจะมีความได้เปรียบกว่าธุรกิจ หรือบริษัทที่อยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงด้วย

เช่น ธุรกิจสนามบิน ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยที่จะเกิดคู่แข่งรายใหม่ ๆ ขึ้นมา เพราะธุรกิจนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล และยังต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอีกด้วย ดังนั้น จึงถือว่ามีปัจจัยเฉพาะตัวที่แตกต่าง

บริษัทที่รับรู้รายได้แน่นอนในอนาคต

ปกติแล้วบริษัทต่าง ๆ จะมีรายได้ที่แปรผันไปตามปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ความต้องการของผู้บริโภค ทำให้บางครั้งเราไม่สามารถประมาณการรายได้ของบริษัทนั้น ๆ ได้เลย

แต่ว่าก็มีธุรกิจบางประเภท ที่เราสามารถรับรู้รายได้ที่ค่อนข้างแน่นอนในอนาคต เช่น ธุรกิจที่ได้รับสัมปทาน มีสัญญาที่ชัดเจน

แม้เราจะเห็นรายได้ที่แน่นอนในอนาคต ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะมีกำไรเสมอไป เพราะมีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึง ทั้งเรื่องต้นทุน หรือนโยบายของภาครัฐ ดังนั้นเราจึงควรพิจารณาหลายปัจจัยร่วมด้วย และเครื่องมือที่นิยมนำมาใช้ช่วยวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก ที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ คือ PEST Analysis โดยจะแบ่งเป็น 4 ด้านด้วยกัน

  • Political ด้านการเมือง หรือนโยบายภาครัฐของประเทศ ว่าเอื้อต่อการทำธุรกิจ หรือจะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน
  • Economic ด้านเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงต้นทุนของธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นได้
  • Social ด้านสังคม อย่างเรื่องวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในประเทศ​ จะมีผลต่อการขายสินค้าของธุรกิจ
  • Technology ด้านเทคโนโลยี หากประเทศมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีอย่างครอบคลุม ก็จะเป็นผลดีต่อธุรกิจด้วย

ใครที่กำลังรอให้ตลาดเป็นขาขึ้นก็อย่าเพิ่งถอดใจ เพราะจริง ๆ แล้ว ตลาดหุ้นก็มีวัฏจักรที่เคลื่อนไหวตามปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระยะถดถอย ระยะเริ่มฟื้นตัว ระยะฟื้นตัวแล้ว หรือระยะเริ่มถดถอย

และไม่ว่าตอนนี้เราจะอยู่ในช่วงไหน หรือแต่ละช่วงต้องใช้เวลาอีกเท่าไร หากเราเข้าใจธรรมชาติของตลาดหุ้น เข้าใจลักษณะธุรกิจที่เลือกลงทุน รวมถึงมีวินัย ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดการขาดทุนจากสถานการณ์ผันผวน และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้ดีในภาวะตลาดขาลงอีกด้วย

สำหรับใครที่อยากอ่านบทความเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นสามารถไปดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.setinvestnow.com/th/home

หมายเหตุข้อมูลบริษัทจดทะเบียนที่ปรากฏนี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลในอีกรูปแบบหนึ่ง เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้นโดยการอิงกับไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Based) หรือกระแส (Trend) ซึ่งรวบรวมมาจากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านช่องทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว รวมทั้งไม่ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนใด ๆ ในหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน และตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายหรือสูญหายจากการนำข้อมูลที่ปรากฏนี้ไปใช้ในทุกกรณี