ธอส.จัดโปรฯ 4 สินเชื่อ ผ่อนเริ่มล้านละ 3.5 พันบาท ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก ต่ำสุด 2.80%

ธอส.

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เตรียมกรอบวงเงิน 37,500 ล้านบาท จัดทำ 4 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยคงที่ เริ่มต้นเพียง 2.80% ต่อปี ผ่อนชำระต่ำล้านละ 3,500 บาท/เดือน

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองและครอบครัวได้ง่ายมากขึ้น ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ สังกัดกระทรวงการคลัง ที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ได้เตรียมกรอบวงเงิน 37,500 ล้านบาท

จัดทำ 4 ผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ให้สามารถลดภาระการผ่อนชำระเงินงวดให้ต่ำลง สอดคล้องกับนโยบาย ของรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ในการช่วยเหลือด้านรายได้และลดรายจ่ายให้กับลูกค้าประชาชนทุกกลุ่มสาขาอาชีพ โดยรายละเอียดของสินเชื่อทั้ง 4 ผลิตภัณฑ์ มีดังนี้

กมลภพ วีระพละ
กมลภพ วีระพละ

1.สินเชื่อบ้านอยู่เย็น เป็นสุข ปี 2567 กรอบวงเงิน 2,500 ล้านบาท สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง
ต่อเติม ซ่อมแซม ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย (เฉพาะ Solar Roof เท่านั้น) เพื่อให้เป็นบ้านประหยัดพลังงาน (ECO House) อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก สำหรับลูกค้าสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ 2.80% ต่อปี ปีที่ 2 เท่ากับ 3.00% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 4.15% ต่อปี เฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 3.32% ต่อปี ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. ปัจจุบันอยู่ที่ 6.90% ต่อปี)

กรณีกู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลา 40 ปี ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 3,500 บาทต่อเดือน และสำหรับลูกค้ารายย่อย
อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ 2.95% ต่อปี ปีที่ 2 เท่ากับ 3.25% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 4.30% ต่อปี เฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 3.50% ต่อปี ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี กรณีกู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลา 40 ปี ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 3,600 บาทต่อเดือน ยื่นคำขอกู้ตั้งแต่วันนี้-29 มีนาคม 2567 อนุมัติและทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 เมษายน 2567

2.สินเชื่อบ้านลูกค้าสวัสดิการ ธอส. ปี 2567 กรอบวงเงิน 5,000 ล้านบาท สำหรับลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัยประเภทไม่มีเงินฝากกับธนาคาร และต้องการกู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้างต่อเติม ซ่อมแซม ซื้อที่ดินเปล่าทรัพย์ NPA ของ ธอส. ไถ่ถอนจากสถาบันการเงินอื่น (รีไฟแนนซ์) และชำระหนี้

เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย อัตราดอกเบี้ยคงที่ปีที่ 1 เท่ากับ 2.90% ต่อปี ปีที่ 2-3 เท่ากับ 3.80% ต่อปี เฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 3.50% ต่อปี ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR-1.50% ต่อปี กรณีชำระหนี้ฯ ปีที่ 4 จนตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR ต่อปี กรณีกู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลา 40 ปี ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 3,600 บาทต่อเดือน ยื่นคำขอกู้ตั้งแต่วันนี้-29 มีนาคม 2567 อนุมัติและทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 เมษายน 2567

3.โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อบุคลากรภาครัฐ ปี 2567 กรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท สำหรับข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานรัฐวิสากิจ และลูกจ้างประจำ ที่ต้องการกู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ไถ่ถอนจากสถาบันการเงินอื่น (รีไฟแนนซ์) ชำระหนี้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย และเพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก

อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ 2.90% ต่อปี ปีที่ 2 เท่ากับ 3.75% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 3.90% ต่อปี เฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 3.52% ต่อปี ปีที่ 4-6 เท่ากับ MRR-2.75% ต่อปี ปีที่ 7-9 เท่ากับ MRR-2.00% ต่อปี ปีที่ 10 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR-1.50% ต่อปี ยกเว้น กรณีชำระหนี้/ซื้ออุปกรณ์ฯ เท่ากับ MRR กรณีกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 5,500 บาทต่อเดือน ยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2567

4. โครงการบ้าน ธอส. แสนสุข ปี 2567 กรอบวงเงิน 10,000 ล้านบาท สำหรับลูกค้าที่ต้องการกู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ไถ่ถอนจากสถาบันการเงินอื่น (รีไฟแนนซ์) ชำระหนี้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย และซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย

อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-2 เท่ากับ 3.25% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 4.25% ต่อปี เฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 3.58% ต่อปี ปีที่ 4-5 เท่ากับ MRR-2.50% ต่อปี ปีที่ 6-7 เท่ากับ MRR-2.00% ต่อปี ปีที่ 8 จนถึงตลอดอายุสัญญา กรณีลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี ลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.75% ต่อปี ยกเว้น กรณีชำระหนี้/ซื้ออุปกรณ์ฯ เท่ากับ MRR กรณีกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 5,500 บาทต่อเดือน ยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2567

“ธอส.พร้อมช่วยเหลือลูกค้าผู้มีรายได้น้อยและปานกลางทุกกลุ่มอาชีพ ให้มีภาระในการผ่อนชำระเงินงวดลดลง ผ่านสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำและคงที่นานสูงสุด 3 ปี เพื่อให้ลูกค้ามีเงินเหลือเพียงพอเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพได้ต่อไป ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงการคลังที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐ เข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน” นายกมลภพกล่าว