ผู้จัดการเครดิตบูโรร่ายยาว ชี้หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาสังคม ต้องแก้อย่างมีเมตตา

สุรพล โอภาสเสถียร

“สุรพล” ผู้จัดการเครดิตบูโร โพสต์ร่ายยาวถึงปัญหาหนี้ครัวเรือน ชี้ไม่ควรมองมิติเศรษฐกิจอย่างเดียว เหตุเป็นปัญหาสังคมด้วย จี้หน่วยงานเกี่ยวข้องดูแลผลกระทบดอกเบี้ย

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) โพสต์เฟซบุ๊ก “Surapol Opasatien” ล่าสุด ถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่จะโตแซงจีดีพีว่า ถ้ามองว่าเรื่องนี้คือปัญหาเศรษฐกิจมิติเดียว ก็จะกระด้าง ขาดความเมตตา เพราะเต็มไปด้วยสูตร,  สมการที่ลืมไปว่ากำลังพูดถึงสิ่งมีชีวิตหน่วยเล็กที่สุดในสังคมคือ “คน” คือ “ครัวเรือน” คือ “ครอบครัวคนไทยเรา”

“เออะอะไรก็ค่าเฉลี่ย เส้นกราฟโน่นนี่ เราลืมไปหรือไม่ว่าบรรดาสัญลักษณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นคำนวณมาจากสิ่งที่มีชีวิต ทำไมจิตใจเรากระด้างขนาดที่ไม่พยายามอย่างสุดกำลังเท่าที่มีอยู่ เพื่อทุ่มทรัพยากรออกไปช่วยหน่วยเล็ก ๆ เหล่านั้นที่กำลังปวดแสบปวดร้อนกับพิษของดอกเบี้ยหน้างาน (ผมไม่ได้สนใจดอกเบี้ยอื่นใดเลย) คนที่มีรายได้สูงเจอพิษดอกเบี้ยสามารถหาบัวหิมะราคาเป็นหมื่นมาทาแล้วก็ออกไปกินโอมากาเสะ 10 คำแสนอร่อยได้

แต่คนรายได้ต่ำกว่า 15,000, 15,000-30,000 หรือแม้แต่ 30,000-50,000 ตามตัวเลขสำรวจของ SCB-EIC ก็บอกอยู่แล้วว่า เอาค่าใช้จ่ายบวกเงินที่ต้องจ่ายหนี้มารวมกัน เทียบกับรายได้มันก็เกิน 100% เขาเหล่านั้นได้แต่หาว่านหางจระเข้มาลอกเปลือกทาพิษร้อนของดอกเบี้ยหน้างานเพิ่มตามมีตามเกิด”

นายสุรพลระบุอีกว่า มีบางท่านบอกว่าดอกเบี้ยขึ้น ค่างวดเข้าต้นน้อย ก็ให้ไปหาเงินมาโปะ ก็เหมือนการพูดว่า ไม่มีขนมปังกินก็กินเค้กแทนก็ได้ ที่สุดคือการลุกฮือจากคำพูดแบบไม่คิด

“ท่านที่พูดท่านอยู่ในฐานะอะไร เราเห็นข้อมูล จากการร่วมทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน มีเจ้าหนี้สถาบันการเงินชนะคดีต่อลูกหนี้ 1 ล้านคดี ถือคำบังคับคดี แต่ยังไม่ดำเนินการคิดเป็นทุนทรัพย์ 15 ล้านล้านบาท คิดง่าย ๆ ถ้าการประนอมหนี้ที่ผ่านมาเป็นเขื่อนความเมตตา เห็นใจกัน ตัวเลขมันจะมาขนาดนี้มั้ย มันมีขนาดพอ ๆ กับหนี้ครัวเรือนไทยที่ 16.2 ล้านล้านบาท พอ ๆ กับขนาดของ GDP ไทยที่ระดับ 17-18 ล้านล้านบาทนะครับ ประนอมทิพย์ ช่วยประคองแบบทิพย์กันหรือเปล่า”

นายสุพลระบุด้วยว่า เป็นเรื่องน่าคิดว่าปัญหาเรื่องนี้ ทำไมไปอยู่ในรายงานภาวะสังคมของสภาพัฒน์ (สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ที่จะแถลงหลังจากรายงานเกี่ยวกับ GDP ก็เพราะมันเป็นเรื่องของสังคม มันจะลากจูงไปสู่ปัญหาอาชญากรรม เพราะบีบกดให้คนเป็นหนี้ไม่มีทางออกจนต้องหาเงินด้วยการทำผิดกฎหมาย

“เราจะมีคนยอมลัก วิ่ง ชิง ปล้นเพิ่มมากหรือไม่? เราจะมีคนเดินยาหน้าใหม่เพิ่มหรือไม่? เราจะมีคนทั้งชายและหญิงหน้าใหม่? เฉพาะกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมทางเพศแบบจำใจหรือไม่? เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าผ่อนรถยนต์, ค่าผ่อนบ้าน คอนโดฯ ? ใครไม่กังวล ผมกังวล เพราะผมต้องอยู่อาศัยในสังคมนี้ สังคมที่ให้โอกาสผม จนเป็นผู้เป็นคนในเวลานี้

จากการเป็นนักเรียนบ้านนอก อ.พาน จ.เชียงราย ผมมีแต่ข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อมูล ไม่โกหกใคร เว้นแต่ใจเราจะโกหกตัวเอง เรากล้าที่จะมองหน้าคนที่ไม่ยอมรับความจริงเวลาที่เรายืนอยู่หน้ากระจก เพราะเราเอาแต่ภาวนาว่าอีกไม่กี่เดือนเราก็จะเกษียณแล้ว รักษาเนื้อรักษาตัว ไม่ทำอะไรดีกว่า พอแระ เอาเท่านี้ เดี๋ยวเสี่ยงเกินไป ลูกพี่คิดอย่างนั้นจริงมั้ย ? พอลูกพี่คิดแบบนั้น ? ลูกน้องก็ว่าตามสิ่ครับ ?”

ผู้จัดการเครดิตบูโรระบุอีกว่า ในองค์กรตามบทความของอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางเขียนไว้ เรื่องการบริหารแบบลูกพี่กับการบริหารแบบผู้นำวงดนตรี

ทราบข่าวว่านี่ถึงขนาดออกสิ่งที่เรียกว่าความคาดหวังว่าที่อยากเห็น, ไม่อยากเห็นอะไร เวลาที่มีการส่งทรัพยากรมีชีวิตออกไปช่วยงานของประเทศชาติ เพียงแค่คนสองคนก็สามารถสร้างความสั่นสะเทือนให้เกิดในมโนสำนึกได้ขนาดนี้จริง ๆ หรือ

“การสร้างเขื่อนกำแพงค่ายคูประตูหอรบไม่ให้ใครมาบุกบ้านตัวเองได้ จนวันหนึ่งพบว่าอ้าวดันฉาบปูนประตูที่จะออกจากบ้านไปหาข้าวกินที่ตลาดต้องข้ามรั้ว จะหันไปอีกทางก็ติดแม่น้ำที่ดันทุบท่าน้ำทิ้ง เพราะกลัวข้าศึกบุกมาตรงนั้น ปิดกั้นจนถูกขังไว้ในบ้านแห่งสังคมความคิดตนที่ผลัดกันเขียน เวียนกันอ่าน ผ่านกันชม จนบรรณาธิการท่านหนึ่งเขียนชมว่า “ลงมาเดินข้างล่างบ้าง” บ้านเมืองคือผู้คน มีความรู้ กู้เงินได้ ขายของดี มีกำไร ใช้หนี้ทัน มันคือแค่นี้ที่คนเดินดิน อยู่บ้านเช่า กินข้าวกล่องต้องการครับ”