ประกันชีวิตปี’67 ธุรกิจโต 2-4% เบี้ยสุขภาพทะลุแสนล้าน เคลมส่อน่ากังวล

นายสาระ ล่ำซำ

“สาระ ล่ำซำ” นายกสมาคมประกันชีวิตไทย คาดปี 2567 เบี้ยรับรวมทั้งอุตสาหกรรมโต 2-4% แตะ 6.4-6.5 แสนล้านบาท จากปี’66 เบี้ยแตะ 6.33 แสนล้านบาท โต 3.61% เบี้ยสุขภาพทะลุ 109,786 ล้านบาท เติบโต 5.93% คาดปีนี้โตแบบดับเบิลดิจิต หวั่นเคลมสินไหมส่อน่ากังวล เงินเฟ้อค่ารักษาควบคุมไม่ได้ เจอเคลมป่วยเล็กน้อยทั่วไปเบิกพุ่ง ปัจจัยท้าทายธุรกิจ จ่อหารือ คปภ.

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ในฐานะนายกสมาคมประกันชีวิตไทย (TLAA) เปิดเผยถึงภาพรวมเบี้ยประกันชีวิตในปี 2566 ทั้งอุตสาหกรรมมีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 633,445 ล้านบาท เติบโต 3.61% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) โดย 10 บริษัทแรกมีมาร์เก็ตแชร์รวมกัน 92.47% ทั้งนี้มาจากเบี้ยปีต่ออายุ 454,975 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.06%

และมาจากเบี้ยรับรายใหม่ 178,470 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.06% โดย 10 บริษัทแรกมีมาร์เก็ตแชร์รวมกัน 88.45% ซึ่งเบี้ยส่วนนี้แยกออกเป็นเบี้ยรับปีแรก 112,377 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.83% และเบี้ยซิงเกิลพรีเมี่ยม 66,093 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.18%

โดยผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตมากขึ้น เมื่อปี 2566 มีเบี้ยประกันสุขภาพและคุ้มครองโรคร้ายแรงจำนวน 109,786 ล้านบาท เติบโต 5.93% YOY ซึ่งหลัก ๆ มาจากที่ประชาชนใส่ใจดูแลสุขภาพและเริ่มตระหนักถึงความสำคัญในการทำประกันสุขภาพมากขึ้น เพื่อบริหารความเสี่ยงและรับมือกับเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่ผลิตภัณฑ์ประกันบำนาญได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก มีเบี้ยรับรวม 17,986 ล้านบาท เติบโต 14.26% YOY สืบเนื่องจากประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว รวมถึงการเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงินช่วงวัยเกษียณกันมากขึ้น เพราะนอกจากเป็นรูปแบบการออมประเภทหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่ำแล้ว ยังได้รับความคุ้มครองชีวิตและสิทธิการลดหย่อนภาษี

”อย่างไรก็ตาม เบี้ยประกันสะสมทรัพย์ที่ครองสัดส่วนใหญ่ในพอร์ตธุรกิจประกันชีวิต 44.23% ยังมีเบี้ยเติบโตประมาณ 2.93% ซึ่งธุรกิจปรับตัวขายแบบที่ไม่ทำให้มูลค่าติดลบเพื่อความยั่งยืน ส่วนเบี้ยประกันชีวิตตลอดชีพ (Whole Life) ยังเติบโต 5.12% ในขณะที่เบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (Mortgage) ติดลบ 0.95% ตามการระมัดระวังปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่มากขึ้น รวมทั้งเบี้ยประกันชีวิตควบการลงทุน (Investment Linked) ติดลบ 7.69% ตามภาวะตลาดทุนที่มีความผันผวน มีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ“

นายสาระกล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มปี 2567 สมาคมประมาณการเบี้ยรับรวมของอุตสาหกรรมจะเติบโต 2-4% หรือมีเบี้ยระหว่าง 646,113-658,782 ล้านบาท สอดคล้องกับการขยายตัวของตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้คาดการณ์ไว้จะเติบโต 2.2-3.2%

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสคนรักสุขภาพ แม้ว่าฐานของเบี้ยประกันสุขภาพจะมีขนาดใหญ่ แต่เชื่อว่าปีนี้จะยังคงมีอัตราการเติบโตในระดับสองหลักได้ (ดับเบิลดิจิต) โดยการทำอัตราเบี้ยสุขภาพจะล้อไปกับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล และจะมีขนาดเบี้ยที่เล็กลงเพื่อหันเจาะกลุ่มลูกค้าที่อาจจะเข้าไม่ถึงสินค้าประกันสุขภาพมากขึ้น

ส่วนแนวโน้มค่าสินไหมทดแทนของประกันสุขภาพถือว่าเริ่มมีความกังวลขึ้น จากเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งเรื่องนี้อาจจะต้องพูดคุยกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ประกอบกับการเคลมป่วยเล็กน้อยทั่วไป (Simple Diseases) เป็นหนึ่งในปัจจัยท้าทายของบริษัทประกันชีวิตอยู่พอสมควร โดยเห็นอัตราส่วนการเคลมค่อนข้างสูงพอสมควร ซึ่งเป็นสิทธิของลูกค้าผู้เอาประกัน เพียงแต่ต้องมีหลักตามมาตรฐานหรือความจำเป็นทางการแพทย์ที่มากขึ้น

ทั้งนี้สำหรับความท้าทายในปีนี้ต่อธุรกิจประกันชีวิต ประกอบด้วย 1.แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่อาจจะชะลอตัว การเติบโตไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ โดยมีความไม่แน่นอนของมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการดิจิทัลวอลเลต เศรษฐกิจจีนชะลอตัว กดดันภาคส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย และความสามารรถในการแข่งขันบนเวทีโลกลดลง

2.ความผันผวนของตลาดทุนไทยที่มีความต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย ประชาชนไม่กล้าลงทุนซึ่งกระทบต่อการประกันชีวิตควบการลงทุน 3.แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยลดลง ตลาดการเงินทั่วโลกมีความผันผวน ซึ่งกระทบต่อรายได้จากการลงทุนของบริษัทประกันชีวิต และ 4.ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามยืดเยื้อ สงครามการค้าระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางการค้าของมหาอำนาจโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน และปี 2567 ปีแห่งการเลือกตั้งทั้งโลก