บล.กสิกรไทย วิเคราะห์หุ้นกลุ่มไหนได้-เสีย หาก ธปท. ลดดอกเบี้ย ?

หุ้นไทย

บล.กสิกรไทย วิเคราะห์หุ้นกลุ่มได้รับประโยชน์และผลกระทบเชิงลบ หาก ธปท.ลดดอกเบี้ยรวมถึงค่าเงินบาทที่คาดว่าจะอ่อนค่า มีกลุ่มธุรกิจไหนบ้าง ?

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีหลายหน่วยงานออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมาอย่างต่อเนื่องนั้น โดยล่าสุดสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2566 ขยายตัวได้ที่ 1.7% ต่อปี หดตัวเล็กน้อย 0.6% จากไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) ขณะที่ทั้งปีขยายตัวได้ 1.9%

อย่างไรก็ตาม ในการแถลงข่าว สศช.ได้แสดงความกังวลในเรื่องของหนี้ครัวเรือนและหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs ที่สูงมากจนเกิดหนี้ด้อยคุณภาพหรือหนี้เสียเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไปจึงควรที่ต้องพิจารณามาตรการด้านการเงินอย่างการลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (บล.กสิกรไทย) จึงได้ออกบทวิเคราะห์ “ใครได้ ใครเสีย หาก ธปท.ลดดอดเบี้ย” โดยมีรายละเอียดดังนี้

ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแออาจส่งผลให้มีมาตรการผ่อนคลาย

ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ไทยหดตัว -0.6% QOQ ในไตรมาส 4/2566 จากการบริโภคของภาคเอกชนชะลอตัวและงบประมาณการคลังล่าช้าประเทศไทยอาจตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคหาก GDP ยังคงลดลง QOQ ในไตรมาส 1/2567 แม้ว่ารัฐบาลจะเร่งกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2567 ให้เร็วกว่าแผนเดิมอีก 2 สัปดาห์ (เป็น 3 เม.ย. จาก 17 เม.ย.)

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ บล.กสิกรไทย คาดว่าอาจยังไม่เพียงพอเนื่องจากสัญญาณของเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยสะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อติดลบติดต่อกันเป็นเวลา 4 เดือน อัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือน ม.ค. 2567 อยู่ที่ -1.1% ซึ่งหมายความว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงถึง 3.6% ส่งผลให้คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากนโยบายการคลังและนโยบายการเงินจะเพิ่มขึ้นในระยะสั้น

บล.กสิกรไทย คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยก่อนที่จะมีโครงการดิจิทัลวอลเลตของรัฐบาล เนื่องจากโครงการอาจถูกเลื่อนออกไปเป็นปีงบประมาณหน้า และอาจลดขนาดลงจากอุปสรรคทางข้อกฎหมาย

“คาดว่า ธปท. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง 25bps เป็น 2.25% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 เทียบกับประมาณการของตลาดที่ 2.35%/2.30%/2.25% ในไตรมาส 2/2567-ไตรมาส 4/2567”

เงินบาทอาจอ่อนค่าเหลือ 37 บาท/ดอลลาร์หาก ธปท. ลดดอกเบี้ยก่อนเฟด

ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง 4.7% YTD เป็น 36.03 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากตลาดรวมการชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลงสหรัฐ (เฟด) จากเดือน มี.ค. ไปเป็นไตรมาส 2/2567 เทียบกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567
ดังนั้นค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าเหลือ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หาก ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยก่อนเฟด

ผู้ได้/ผู้เสียประโยชน์หากปรับลดอัตราดอกเบี้ย

  • อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง 25bps น่าจะสร้าง upside ต่อกำไรเพิ่มขึ้น 1.5%-7.6% สำหรับภาคการเงิน, ปิโตรเคมี, การท่องเที่ยว, การขนส่ง, IE, ที่อยู่อาศัย, บรรจุภัณฑ์, ICT และสาธารณูปโภค ซึ่งมีภาระหนี้สูง
  • อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง 25bps น่าจะสร้าง downside ต่อกำไร -3.8%/-7.7% สำหรับกลุ่มประกันภัย, กลุ่มธนาคาร จากผลตอบแทนจากการลงทุน และส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ที่ลดลง

ผู้ได้/ผู้เสียประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า

ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงน่าจะส่งผลดีต่อผู้ส่งออก (ผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล, ปิโตรเคมี, อิเล็กทรอนิกส์ และ เกษตร&อาหาร) และบริษัทที่มีสินทรัพย์ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ โดยมี upside ต่อกำไร 4%-90% แต่จะส่งผลเสียต่อผู้นำเข้า (พลังงานและบรรจุภัณฑ์) และบริษัทที่มีหนี้ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ (สาธารณูปโภค) โดยมี downside กำไรอยู่ที่ -1.2% ถึง -2.8% ทุก ๆ 1 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ที่อ่อนค่าลงสำหรับเงินบาท

หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำโดยอาศัยแหล่งข้อมูลสาธารณะ ที่เชื่อว่าน่าเชื่อถือซึ่งปรากฏขณะจัดทำที่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา KS หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องอาจมีธุรกรรมที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นนี้ การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน