ภาคการผลิตสหรัฐแกร่งเกินคาด หนุนดอลลาร์แข็งค่า

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า
ภาพ : pixabay

ภาคการผลิตสหรัฐแกร่งเกินคาด ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 หนุนดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ธนาคารโลกปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2567 เหลือโตแค่ 2.8%

วันที่ 2 เมษายน 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 2 เมษายน 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (02/04) ที่ระดับ 36.61/62 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (01/04) ที่ระดับ 36.42/43 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.3 ในเดือน มี.ค. จากระดับ 47.8 ในเดือน ก.พ. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 48.1 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2565 บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตของสหรัฐซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากภาวะอัตราดอกเบี้ยสูงนั้น เริ่มฟื้นตัวแล้ว

ด้านเอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ : Purchasing Manager Index (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 51.9 ในเดือน มี.ค. จากระดับ 52.2 ในเดือน ก.พ. ดัชนี PMI ยังคงปรับตัวสูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตมีการขยายตัว โดยเป็นการขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ดัชนี PMI ได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงานขณะที่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจดีดตัวขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ ความแข็งแกร่งของดัชนีภาคการผลิตส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับขึ้นสู่ระดับ 4.3%

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ธนาคารโลก (World Bank) ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ลงเหลือโต 2.8% จากประมาณการเดิมที่ 3.2% เนื่องจากการส่งออกและการลงทุนภาครัฐที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งเป็นผลมาจากความล่าช้าในการอนุมัติงบประมาณปี 2567 โดยประมาณการนี้ยังไม่รวมผลของโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท

ส่วนหนี้สาธารณะคาดว่าจะยังสูงกว่า 60% ต่อ GDP เล็กน้อย พร้อมประเมินว่าถ้ามีโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะทำให้ GDP โตเพิ่มขึ้น 1% โดยโครงการดังกล่าวจะส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีกราว 2%

ขณะที่คาดว่าการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อน โดยการท่องเที่ยวคาดว่าจะกลับเข้าสู่ระดับก่อนโควิดได้ในช่วงกลางปี 2568 มีแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาถึง 90% ของช่วงก่อนโควิด นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้ 3.0% และ 3.1% ในปี 2569

ระหว่างวันเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 36.59-36.700 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.36.64/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (02/04) ที่ระดับ 1.0736/40 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (01/04) ที่ระดับ 1.0780/82 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตามการแข็งค่าของดอลลาร์ โดยตลาดยุโรปไม่มีปัจจัยเพิ่มเติม เนื่องจากปิดทำการต่อเนื่องในวัน Good Friday (29/04) และเทศกาลอีสเตอร์ (01/04)

ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ 1.0723-1.0742 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.729/31 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดเช้าวันนี้ (02/04) ที่ระดับ 151.68/70 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (02/04) ที่ระดับ 151.38/40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนถูกกดดัน เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าทางการญี่ปุ่นอาจจะเข้ามาแทรกแซงตลาดเพื่อหนุนค่าเงินเยน

โดยนายชุนอิชิ ซูซูกิ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นเปิดเผยว่า รัฐบาลญี่ปุ่นมีความพร้อมที่จะใช้มาตรการที่เด็ดขาดในการป้องกันไม่ให้เงินเยนเคลื่อนไหวมากจนเกินไป และได้เน้นย้ำในวันนี้ว่า รัฐบาลจะใช้มาตรการที่เหมาะสมโดยไม่ตัดทางเลือกใด ๆ

อย่างไรก็ดี นักลงทุนบางกลุ่มในตลาดไม่มั่นใจว่าการแทรกแซงดังกล่าวจะสามารถรักษาเงินเยนให้แข็งค่าได้เป็นเวลานาน เมื่อพิจารณาจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของญี่ปุ่น และสหรัฐที่ปรับตัวกว้างขึ้น และเป็นปัจจัยกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าลง แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2550

ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 151.53-151.80 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 151.62/64 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือน ก.พ., ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือน ก.พ., ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน มี.ค.จาก ADP, ดัชนีภาคบริการเดือน มี.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือน มี.ค. และดุลการค้าเดือน ก.พ.รวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภคของไทยเดือน มี.ค.อีกทั้งคำกล่าวของสมาชิกเฟดและกรรมการเฟดหลายท่าน

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.5/-9.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -4.5/-3.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ