วิจัยกสิกรไทย ประเมินหนี้ครัวเรือนปี 67 โตต่ำ 3% ยอดคงค้างแตะ 16.8 ล้านล้าน

หนี้ครัวเรือน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินหนี้ครัวเรือนไทยโตต่ำกว่า 3% อยู่ที่ 16.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 90.7% ต่อจีดีพี คาดไตรมาส 1/67 สัดส่วนสูงกว่าระดับ 91.0% ต่อจีดีพี เผย เห็นสัญญาณชะลอการกู้สินเชื่อบ้าน-รถยนต์ที่มีวงเงินสูง หวังรอดอกเบี้ยปรับทิศ ด้านแบงก์เข้มปล่อยกู้ภายใต้เกณฑ์กำกับ จำกัดการก่อหนี้ก้อนใหม่

วันที่ 2 เมษายน 2567 นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนไทยปี 2566 เติบโต 3.0% ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ชะลอลงมาที่ 91.3% จากที่ปรับตัวขึ้นสูงในช่วงวิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนในไตรมาส 1/2567 อาจยังสูงกว่าระดับ 91.0% ต่อจีดีพีท่ามกลางการชำระคืนหนี้และการขยายตัวช้าของสินเชื่อปล่อยใหม่

สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2567 คาดว่า ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนอาจขยับขึ้นแตะระดับ 16.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 90.7% ต่อจีดีพี หนี้สินส่วนใหญ่ยัง เป็นหนี้เพื่อการบริโภค ตอกย้ำปัญหาด้านรายได้ไม่พอใช้จ่ายในระดับ ครัวเรือน และปัญหาเชิงโครงสร้างในระดับภาพรวมของเศรษฐกิจไทย

หนี้ครัวเรือนไทยเติบโตในอัตราที่ชะลอลงเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน แต่ยอดคงค้างหนี้ ยังคงสูงเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ จากสถิติข้อมูลหนี้ครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทยล่าสุด ยอดคงค้างเงินกู้ยืมของภาคครัวเรือนไทยปี 2566 เติบโต 3.0% (นับเป็นอัตราการเติบโตรายปีที่ต่ำที่สุดของข้อมูลหนี้ครัวเรือนที่ ปรับปรุงนิยามใหม่ที่สามารถนับย้อนหลังได้ถึงปี 2555) มาอยู่ที่ 16.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 91.3% ต่อจีดีพีชะลอลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับ 91.4% ต่อจีดีพีในปี 2565

ครัวเรือนยังพึ่งพาเงินกู้มาบริหารจัดการสภาพคล่องประจำวัน ขณะที่การก่อหนี้ เพื่อซื้อสินทรัพย์ (บ้าน และรถยนต์) ชะลอลงมากในปี 2566 ตามกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว ทั้งนี้ แม้ภาพรวมหนี้ครัวเรือนชะลอการเติบโตกลับมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับเศรษฐกิจ แต่เมื่อดูในรายละเอียดของหนี้แล้ว ยังคงพบสัญญาณว่า ครัวเรือนที่ก่อหนี้เพิ่มน่าจะเป็นครัวเรือนในกลุ่มที่มีรายได้ระดับกลาง-ล่าง และหรือ เป็นครัวเรือนที่ต้องกู้ยืมเงินมาเพื่อประคองสภาพคล่องและใช้จ่ายใน 2 ชีวิตประจำวัน

โดยพบข้อสังเกตว่า หนี้ในกลุ่มสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล เติบโตสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นลูกหนี้ของผู้ประกอบการน็อนแบงก์ โดยสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของพอร์ตน็อนแบงก์ขยายตัว 4.6% และ 17.9% ตามลำดับ เทียบกับพอร์ตของธนาคารพาณิชย์ที่ขยายตัว 2.0% และ 3.3 % ตามลำดับ

หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคอื่นที่นอกเหนือจากหนี้ในกลุ่มบัตรเครดิตและ สินเชื่อส่วนบุคคล ยังเร่งตัวขึ้นเร็ว สวนทางการก่อหนี้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น หนี้บ้านและหนี้เพื่อการประกอบอาชีพที่เติบโตใน อัตราที่ชะลอลง และหนี้รถหดที่ตัวลง เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสหกรณ์ออมทรัพย์ยังเติบโต ต่อเนื่อง และสูงกว่าเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินประเภทอื่น

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยในปัจจุบัน อยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดของสถิติหนี้ครัวเรือนไทยที่ 95.5% ที่เห็นในช่วงไตรมาส 1/2564 (จากผลกระทบของวิกฤตโค วิด-19) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพีอาจมีแนวโน้มชะลอลงในระยะข้างหน้า หากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยเริ่มมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวและหนี้สินภาคครัวเรือนเริ่มโตช้าลง แต่ก็จะยังคงไม่สามารถกลับไปอยู่ในระดับต่ำกว่า 80% ต่อจีดีพีได้ภายใน 5 ปีนับจากนี้

สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2567 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า หนี้ครัวเรือนอาจเติบโตต่ำกว่าระดับ 3.0% ในปี 2567 เทียบกับที่เติบโต 3.0% ในปี 2566 โดยมียอดคงค้างหนี้ครัวเรือนปี 2567 อยู่ที่ 16.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน ประมาณ 90.7% ต่อจีดีพี (ภายใต้สมมติฐาน Nominal GDP ปี 2567 เติบโตใน อัตราประมาณ 3.6%) ชะลอลงระดับ 91.3% ต่อจีดีพีในปี 2566

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า หนี้ครัวเรือนในปี 2567 จะยังคงเติบโตต่ำกว่าภาพรวมเศรษฐกิจ (Nominal GDP) เพราะครัวเรือนส่วนใหญ่น่าจะชะลอการก่อหนี้ก้อนใหม่ท่ามกลางความกังวลต่อจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในส่วนของสินเชื่อที่มีวงเงินต่อสัญญาค่อนข้างสูง เช่น สินเชื่อบ้านและสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งผู้กู้บางส่วนอาจเลื่อนการตัดสินใจเพื่อรอจังหวะการ ปรับทิศของอัตราดอกเบี้ยในประเทศ

ขณะที่สถาบันการเงินก็อาจประเมินความเสี่ยงด้านเครดิต ความสามารถในการชำระหนี้ และดูแลในเรื่องรายได้หลังชำระหนี้ให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ (ตามเกณฑ์การปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม) ซึ่งก็อาจเป็นข้อจำกัดในการก่อหนี้เพิ่มของผู้กู้ที่มีภาระหนี้เดิมอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในส่วนของสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันในกลุ่มลูกหนี้ที่มีรายได้ และกำลังซื้อระดับกลาง-ล่าง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มาตรการแก้หนี้ครัวเรือนที่ทางการเริ่มดำเนินการในหลายส่วน อาทิ การแก้หนี้นอกระบบและการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้กยศ.การปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้รายย่อย และการแก้หนี้ที่เข้าข่ายเป็นหนี้เรื้อรัง ของลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับประเภทวงเงินหมุนเวียนที่เริ่มแล้วใน วันที่ 1 เมษายน 2567 น่าจะช่วยบรรเทาปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ ให้กับลูกหนี้เฉพาะกลุ่มเป้าหมาย แต่ก็จะไม่ได้ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลา และต้องมีการแก้ไขปัญหาด้านรายได้และพฤติกรรมของครัวเรือน ควบคู่ไปกับการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทย

 

วิจัยกสิกรไทย ประเมินหนี้ครัวเรือนปี 67

วิจัยกสิกรไทย ประเมินหนี้ครัวเรือนปี 67