เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (21 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท รูปพรรณขายออก 64,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (21 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท รูปพรรณขายออก 64,900 บาท
ค่าเงินบาทวันนี้ (21 ก.ค. 69) เปิดตลาด 33.66 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (21 ก.ค. 69) เปิดตลาด 33.66 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
สงครามอิหร่าน ผู้ไกล่เกลี่ยเสนอข้อตกลงหยุดยิง 10 วัน ฟื้น MOU
World สงครามอิหร่าน ผู้ไกล่เกลี่ยเสนอข้อตกลงหยุดยิง 10 วัน ฟื้น MOU
จับตา! ครม.เคาะโยก ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ร่างแผนฯไทย-อินโด ก่อน อนุทิน บินเยือน
Politics จับตา! ครม.เคาะโยก ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ร่างแผนฯไทย-อินโด ก่อน อนุทิน บินเยือน
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (21 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 0.82% อยู่ที่ 65,213 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (21 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 0.82% อยู่ที่ 65,213 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (21 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (21 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
เปิดผลสำรวจ LIXIL คนไทย 77% ชี้ “Spalet” สุขภัณฑ์อัจฉริยะ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
Biz Movement เปิดผลสำรวจ LIXIL คนไทย 77% ชี้ “Spalet” สุขภัณฑ์อัจฉริยะ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
“พิพัฒน์” จ่อย้าย “ท่าเรือคลองเตย” ไป “แหลมฉบัง” ลดแออัด ผุดเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ไร้คาสิโน
Politics “พิพัฒน์” จ่อย้าย “ท่าเรือคลองเตย” ไป “แหลมฉบัง” ลดแออัด ผุดเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ไร้คาสิโน
กรุงศรีกำไรครึ่งปีแรก พุ่ง 6.8% อานิสงส์ AI-อุตฯ อิเล็กทรอนิกส์
Finance กรุงศรีกำไรครึ่งปีแรก พุ่ง 6.8% อานิสงส์ AI-อุตฯ อิเล็กทรอนิกส์
”พิพัฒน์” สั่งพับคำว่า “แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC” สร้างความสบายใจทุกฝ่าย รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำ
Politics ”พิพัฒน์” สั่งพับคำว่า “แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC” สร้างความสบายใจทุกฝ่าย รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำ
ดูทั้งหมด

บ้าน-รถกู้ไม่ผ่านพุ่งกระฉูด หนี้ครัวเรือนท่วม-แบงก์ผวา NPL

11 พ.ค. 2567 | 06:44น.

หนี้ครัวเรือนค้ำคอ-เศรษฐกิจฟื้นไม่ทั่วถึง กดดันกำลังซื้อ-ธนาคารเข้มปล่อยสินเชื่อ หลังสัญญาณหนี้เสีย-หนี้ค้างชำระพุ่งไม่หยุด ทั้ง “บ้าน-รถยนต์” แบงก์ประสานเสียงเผยมาตรการอสังหาฯช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการอนุมัติสินเชื่อ เพราะลูกค้ายังไม่มีศักยภาพชำระหนี้ เผยยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้าน-รถ เพิ่มขึ้นทุกเซ็กเมนต์ บ้านต่ำ 3 ล้านบาททะลุ 70% บ้านระดับ 5 ล้าน อนุมัติเงินกู้แค่ 50% ขณะที่เช่าซื้อยอดวูบทั้งรถใหม่-รถเก่า

หนี้ครัวเรือนค้ำคอฉุดกำลังซื้อ

นายอลงกต บุญมาสุข เลขาธิการและประธานกรรมการบริหารสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้ว่าทิศทางเศรษฐกิจจะปรับดีขึ้น และมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ผู้บริโภคกลับมาตัดสินใจซื้อบ้านและขอสินเชื่อมากขึ้น แต่ปัจจัยการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงินขึ้นอยู่กับ “ภาระหนี้” และ “รายได้” รวมถึงวินัยทางการเงินของผู้กู้เป็นหลัก

โจทย์ใหญ่ของสินเชื่อที่อยู่อาศัย จะเป็นเรื่องของปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งกดดันกำลังซื้อ และการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เนื่องจากปัจจัยการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ทั้งระบบที่อยู่ในระดับสูงกว่า 50% มาจาก 2 ส่วน คือ ลูกหนี้มี “รายได้ไม่พอ” และ “ภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง”

ซึ่งรีเจ็กต์ 50% ยังเป็นตัวเลขที่ต้องคอยจับตาว่าจะไหลเพิ่มขึ้น โดยผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จะต้องหาคนที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริง ขณะที่สถาบันการเงินยังต้องบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ให้อยู่ จึงต้องเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

นายอลงกตกล่าวว่า แนวโน้มหนี้เสียของสินเชื่อบ้านมีโอกาสไหลเพิ่มขึ้นได้ ทั้งจากหนี้ที่อยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ตัวเลขสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) หรือค้างชำระตั้งแต่ 30 วัน แต่ไม่ถึง 90 วัน มีโอกาสไหลเป็นหนี้เอ็นพีแอลมากขึ้น

แม้ว่าจะเห็นธนาคารมีการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ก่อนและหลังเป็นหนี้เสีย ตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่เพราะตัวเลข SM ค่อนข้างเยอะ ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถปรับโครงสร้างได้หรือไม่ โดยข้อมูลหนี้ครัวเรือนล่าสุด ณ สิ้นปี 2566 มีมูลค่า 16.36 ล้านล้านบาท หรือ 91.3% ของจีดีพี

“แม้ว่าเศรษฐกิจจะทยอยดีขึ้น ดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง คนกลับมาขอสินเชื่อมากขึ้น แต่การอนุมัติสินเชื่อขึ้นอยู่กับภาระหนี้และรายได้ของลูกค้า ซึ่งเรายังมองว่าในไตรมาสที่ 2 ยังคงเห็นแบงก์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะในกลุ่มต่ำกว่า 3 ล้านบาท จนกว่าจะเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการแก้ไขหนี้ชัดเจนที่เป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ โดยที่สัญญาณ SM และ NPLs ยังมีโอกาสไหลเพิ่มขึ้น”

บ้านต่ำ 3 ล้าน รีเจ็กต์สูง 70%

นายเอกสิทธิ์ พฤฒิพลากร ผู้บริหารผลิตภัณฑ์และธนาคารดิจิทัล และรักษาการผู้บริหารผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทิศทางของสินเชื่อที่อยู่อาศัย มองว่าสัญญาณการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงปล่อยสินเชื่อระมัดระวัง เพื่อดูแลคุณภาพสินเชื่อ ซึ่งจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจไม่ได้ฟื้นตัวดี

โดยพบว่ากลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ยอดปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มจาก 50% เป็น 70% ถือว่าสูงมาก เพราะเป็นกลุ่มที่มีหนี้ครัวเรือนสูง ส่วนกลุ่มราคาบ้าน 3-5 ล้านบาท จากเดิม 40% เพิ่มเป็น 50% และกลุ่มราคามากกว่า 5 ล้านบาท อยู่ที่ 40% จากเดิมกว่า 30% เป็นต้น

ภายใต้มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์มองว่า ไม่ได้สร้างดีมานด์เพิ่ม แต่ช่วยกระตุ้นให้คนที่กำลังจะซื้อบ้านแต่ยังลังเลเร่งการตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น เพราะจะเห็นว่าไม่ใช้มาตรการใหม่ แต่มีการขยายกลุ่มราคาบ้านเป็น 7 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มนี้ตัดสินใจซื้อจะช่วยหนุนกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของจีดีพี คาดว่าปีนี้สินเชื่อบ้านโตได้ 3-4% ถือว่าเก่งแล้ว

หนี้เสียบ้านขยับเพิ่มขึ้น

ด้านนายจเร เจียรธนะกานนท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ทีทีบี เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านอสังหาฯของรัฐบาล โดยมีการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาทนั้น มองว่าจะช่วยระบายสต๊อกบ้านราคา 3-7 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20-30% ของตลาด เพราะเป็นตลาดกลุ่มที่พอมีกำลังซื้อ

สำหรับคุณภาพสินเชื่อที่อยู่อาศัยโดยรวมสอดคล้องกับทิศทาง ธปท. คือจะเห็นคุณภาพสินเชื่อบ้านด้อยลง โดยจะเห็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เป็นการเพิ่มขึ้นรวดเร็ว จะเป็นการทยอยขยับขึ้น แม้ว่ากลุ่มลูกค้าราคาบ้าน 3-7 ล้านบาท ค่อนข้างมีคุณภาพ แต่ยังเห็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นในกลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ทำให้เห็นยอดการอนุมัติสินเชื่อในกลุ่มระดับ 3-7 ล้านบาท จะมีสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มราคาบ้านต่ำ 3 ล้านบาท

“มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ช่วยหนุนภาพรวมได้แน่ ๆ แต่ผลจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับศักยภาพของลูกค้าด้วย หากลูกค้ามีศักยภาพก็ช่วยเร่งการตัดสินใจกลุ่มบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท เร็วขึ้น แต่ถ้าลูกค้าไม่พร้อม และเกณฑ์การอนุมัติ หรือ LTV ยังคงเหมือนเดิม หากลูกค้ามีศักยภาพจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการที่จะได้รับจากผู้ประกอบการอสังหาฯที่จะมีการทำโปรโมชั่นมากขึ้น จากต้นทุนที่ปรับลดลงราว 1%”

แบงก์เข้มลูกค้ามีหนี้หลายก้อน

นายเคลวิน ฟู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มลูกค้ารายย่อย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ LH Bank เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยไม่ได้ขยายตัวหวือหวา เนื่องจากยังคงเผชิญปัจจัยเดิมคือ การอนุมัติสินเชื่อที่ปรับลดลงตามศักยภาพของลูกค้าที่ลดลง

ส่วนหนึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง รายได้ไม่เพียงพอ ทำให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยพิจารณาภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ของลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีภาระการผ่อนสินเชื่อประเภทอื่น เช่น รถยนต์ หรือบัตรเครดิต เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันยอดอนุมัติสินเชื่อบ้านเฉลี่ยอยู่ที่ 50% บวกลบ

อย่างไรก็ดี ภาพหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) แม้จะเห็นสัดส่วนที่สูงอยู่ในกลุ่มราคาบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาท แต่จะเห็นว่าอาจจะไม่ได้เป็นหนี้เสียทุกหลัง เนื่องจากก่อนโควิด-19 ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวค่อนข้างมีคุณภาพ แต่จากสถานการณ์เศรษฐกิจ รายได้ที่ไม่ได้กลับมา ทำให้การชำระหนี้อาจจะสะดุด หรือเริ่มจ่ายไม่ไหว ขณะเดียวกันจะเห็นว่าผู้กู้บางรายในกลุ่มราคาบ้าน 2-3 ล้านบาท เมื่อพิจารณา DSR ยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้

สำหรับแผนการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของ LH Bank ตั้งเป้าเติบโต 15-20% จากพอร์ตสินเชื่อคงค้างที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งธนาคารจะเน้นในกลุ่มรายได้ปานกลาง ในกลุ่มราคาบ้าน 3-5 ล้านบาท โดยจะร่วมกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ทำแคมเปญหรือโครงการร่วมกัน โดยปัจจุบันธนาคารมีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มนี้ราว 20%

“ลูกค้าเรียลดีมานด์ที่ต้องการซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมยังมี แต่การปล่อยสินเชื่อก็ต้องดูศักยภาพของลูกค้าด้วย เพราะผู้กู้ไม่ได้มีหนี้อย่างเดียว อาจจะผ่อนชำระหนี้อื่นด้วย จึงต้องพิจารณาตามหลัก DSR รวมถึงต้องให้ลูกค้ามีเงินเหลือเพียงพอในการดำเนินชีวิตด้วย

เช่น ราคาบ้าน 1 ล้านบาท ค่างวดผ่อนจะอยู่ที่ 6,000 บาทต่อเดือน ดังนั้นหากราคาบ้าน 2 ล้านบาท ค่างวดผ่อนอยู่ที่ 1.2 หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งลูกค้าจะต้องมีรายได้ราว 2.5 หมื่นบาท หรือกรณีราคาบ้าน 3 ล้านบาท ค่างวดผ่อน 1.8 หมื่นบาท รายได้ควรจะอยู่ที่ 3.5-4 หมื่นบาท”

เช่าซื้อยอดวูบทั้งรถใหม่-รถเก่า

ขณะที่ในส่วนของสินเชื่อเช่าซื้อรถ นายอนุชาติ ดีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอพเพิล ออโต้ ออคชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตลาดรถยนต์ในช่วงครึ่งปีแรก อยู่ในสภาพที่ยังไม่มีปัจจัยบวกมากระตุ้น เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีขึ้น ผู้บริโภคมีกำลังซื้ออ่อนแอลง

ขณะที่สถาบันการเงินที่มีปัญหาเอ็นพีแอลค่อนข้างเยอะในช่วงปี 2566 ก็เข้มงวดและรัดกุมในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าปัจจัยสำคัญของการขายรถยนต์มาจากการสนับสนุนสินเชื่อของสถาบันการเงิน

ทั้งนี้ ตลาดรถยนต์ในไตรมาสที่ 2/2567 ยังไม่สดใส ส่วนหนึ่งมาจากเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะเข้าสู่ช่วง Low Season ของการซื้อขายรถยนต์ ขณะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ทำให้คนชะลอการตัดสินใจซื้อ และจากการแข่งขันราคารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้ส่งผลต่อรถสันดาป

และเกิดความไม่มั่นใจต่อราคารถยนต์ จึงชะลอการซื้อ เช่นเดียวกันกับสถาบันการเงินไม่มั่นใจราคารถยนต์ที่เกิดการแข่งขัน จึงมีการปรับยอดการให้สินเชื่อ (LTV) ลดลง ส่งผลต่อการขายรถยนต์มือสองด้วย

อย่างไรก็ดี คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ตลาดรถยนต์จะปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ และมีเม็ดเงินจากงบประมาณ ทำให้ตลาดมีความเชื่อมั่น และสถาบันการเงินมีการจัดการกับหนี้ด้อยคุณภาพได้ดีขึ้น ทำให้กลับมาพิจารณาการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพราะพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อลดลงไปค่อนข้างมาก

“ภาพรวมตลาดรถยนต์ไตรมาสแรกปี’67 ไม่สดใส อยู่ในเกณฑ์ชะลอตัว ถ้าดูจากปริมาณการขายรถยนต์ใหม่อยู่ที่ 163,800 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ประมาณ 24.5% ถือว่าลดลงค่อนข้างมาก และเป็นการลดลงของยอดขายรถยนต์ใหม่ทุกเซ็กเมนต์

โดยเฉพาะรถยนต์นั่ง และรถยนต์กระบะ ลดลงมากกว่า 40% ทั้ง 2 ประเภท ขณะที่ตลาดรถยนต์มือสองก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คาดว่ามูลค่าขายน่าจะลดลงประมาณ 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน”

รีเจ็กต์สินเชื่อรถ 30%

นายศรัณย์ ทองธรรมชาติ นายกสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจเช่าซื้อในไตรมาส 2 ปีนี้ คาดว่าน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากต้นปี ส่วนหนึ่งมาจากยอดขายในงานมอเตอร์โชว์ แต่จะเห็นยอดขายลดลงอีกครั้งในไตรมาส 3 เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงด้านกำลังซื้อและภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ยังเป็นปัจจัยฉุดรั้ง ทำให้ยอดขายรถทั้งปียังอยู่ที่ระดับ 7.5 แสนคัน หดตัวจากปี 2566 อยู่ที่ 7.75 แสนคัน

ขณะที่แนวโน้มยอดการปฏิเสธสินเชื่อจะเห็นทยอยเพิ่มขึ้น โดยในส่วนรถใหม่จากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 15% เพิ่มเป็น 20% และรถเก่าหรือมือสองเพิ่มเป็น 30% จากเดิม 20% อย่างไรก็ดี จะเห็นความเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในส่วนของกระบะ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงกว่ากลุ่มรถทั่วไป เพราะส่วนใหญ่ฐานลูกค้าจะเป็นกลุ่มเกษตรกรซึ่งมีความเสี่ยงสูง ทำให้อัตราดอกเบี้ยจะมีความแตกต่างจากรถทั่วไป

นายประพล พรประภา กรรมการและรองผู้จัดการ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK กล่าวว่า ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ในไตรมาส 1/67 มียอดขายอยู่ที่ 454,796 คัน ลดลง 11.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดขายรายเดือนลดลงต่อเนื่อง 5 เดือน นับตั้งแต่พฤศจิกายน 2566

ส่วนยอดจำหน่ายรถยนต์อยู่ที่ 163,756 คัน ลดลง 24.6% ซึ่งยอดขายรถยนต์รายเดือนลดลงต่อเนื่อง 10 เดือน นับตั้งแต่กรกฎาคม 2566 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีผู้บริโภคจำนวนมากไม่สามารถรับการอนุมัติสินเชื่อ ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่สามารถซื้อทั้งรถจักรยานยนต์และรถยนต์ได้