สรุปผลประชุม ครม.เศรษฐกิจ “พิชัย” เผยกระทรวงการคลัง-แบงก์ชาติมีความเห็นตรงกันต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เล็งหารือเป็นระยะ ให้เกิดความเข้าใจตรงกันเรื่องดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมขีดเส้นทำข้อมูลเสนอภายใน 2 สัปดาห์
วันที่ 27 พฤษภาคม 2567 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งที่ 1/2567 ว่า วันนี้ที่ประชุมได้หารือกันถึงที่มาของปัญหาเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจในปี’67 จะโตได้ที่ 2.7% แต่จากตัวเลขที่ออกมาโตได้ 2.5% จากการรายงานว่าจีดีพีไม่ได้เพิ่งจะตก แต่ย้อนหลังไป 15 ปี จีดีพีได้ตกตามลำดับจนวันนี้ เมื่อปีที่แล้วก็อยู่ที่ 1.9%
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ศักยภาพเมืองไทยอยู่ในศักยภาพที่ดี โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ที่สามารถดึงเม็ดเงินเข้าประเทศได้ และไตรมาสแรกของปี’67 โตเพียง 1.5% และโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะมีปัญหา
“เราต้องทำทุกวิถีทาง แต่ตนเองตอบไม่ได้ และตนเองคงไม่พอใจที่ตัวเลขแค่ 2.5%อย่างแน่นอน” นายพิชัยกล่าว
นายพิชัยกล่าวว่า ส่วนการแก้ปัญหาสภาพคล่อง นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็มองเห็นปัญหานี้ แต่ก็ต้องใช้เวลา ทุกฝ่ายยอมรับว่าจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อใส่เงินลงไป 1.22 แสนล้านบาทผ่านดิจิทัลวอลเลต และปีหน้าได้มีการตั้งไว้อีก 1.6 แสนล้านบาท รวมแล้วเกือบ 300,000 แสนล้านบาท
ซึ่งจะมีการจัดเม็ดเงินวินัยการเงินภายใต้วินัยการเงินการคลัง เป็นการใส่เงินลงไปอย่างรวดเร็วเพื่อทำให้คนตื่นขึ้นมา และหลังจากนี้ธนาคารของภาครัฐจะมีโครงการอีกจำนวนมาก เพื่อให้คนหลุดจากสภาพหนี้ที่ติดอยู่ได้ ซึ่งภาครัฐจะมีมาตรการเสริมเข้าไปเพื่อให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ นอกจากนี้ สถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ จะมีมาตรการที่ยืดหยุ่นในระยะปานกลาง
และปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำ คือกำลังการผลิตหดตัวมาอย่างต่อเนื่อง เพราะกำลังซื้อหดหาย เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจจะต้องมาหารือกันอีกรอบถึงกรอบเงินเฟ้อที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตอยู่ได้ เมื่อมีโจทย์ที่ตรงกันการพูดคุยก็จะแคบขึ้น
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบข้อคิดเห็นพร้อมให้นโยบายว่า ให้แต่ละฝ่ายไปสรุปมาตรการและความคิดเห็นต่าง ๆ ภายใน 2 สัปดาห์ ค่อยมารายงานความคืบหน้า เพื่อให้เกิดการผลักดันเศรษฐกิจไปพร้อมกับระบบการเงินการคลัง ซึ่งตนจะเป็นผู้ประสานงานและทำงานร่วมกันกับ ธปท.
“วันนี้ยังไม่มีอะไรที่ตื่นเต้นมากเท่าไหร่ เอาสิ่งที่เห็นมาวางบนโต๊ะเพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้น” นายพิชัยกล่าว
ด้านนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังระบุว่า ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ เห็นตรงกันกับกระทรวงการคลัง ด้วยการเสนอมาตรการระยะสั้น ในการเติมแหล่งทุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยใช้กลไกบรรษัทประกันสินเชื่อขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันการกู้ผ่านโครงการ PGS 11 แก้ปัญหา ธนาคารที่ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ เพื่อเติมแหล่งทุนให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ต้องการกู้เงินรายใหม่เป็นลำดับแรก คาดว่าจะเข้าสู่ ครม.อีก 2-3 สัปดาห์ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบและกำลังพิจารณาเพิ่มวงเงิน เราจะทำให้เร็วที่สุด
นอกจากนี้ ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรียังมีข้อสั่งการในการกระตุ้นเรื่องการท่องเที่ยว ดึงนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเข้ามาในช่วงโลว์ซีซั่น และกระทรวงการคลังมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด
ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า ในส่วนของมาตรการด้านภาษีนั้น กระทรวงการคลังจะเตรียมนำมาเสนอที่ประชุมรับทราบอีกครั้ง เช่น ภาษีสรรพสามิต เพื่อสนับสนุนกลไกของคาร์บอนเครดิต มุ่งสู่สังคมสีเขียว
รวมทั้งยังหารือถึงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อดำเนินการจัดเก็บภาษี Global Minimum Tax หรือการกำหนดให้ธุรกิจมีการเสียภาษีขั้นต่ำที่อัตรา 15% ตามข้อตกลงร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในด้านการจัดเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งจะเสนอ ครม. และนำเสนอเข้าสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
อีกหนึ่งปัจจัยที่จะเกิดการกระตุ้นการซื้อ นั่นก็คือโครงการจากรัฐบาล ยืนยันว่าโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลตจะเกิดขึ้นแน่นอนในไตรมาส 4 และหากเกิดขึ้นก็จะเกิดการซื้อในระบบหมุนเวียน ส่วนการประชุมรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจะมีขึ้นตามวงรอบ ไม่ได้จัดประชุมทุกสัปดาห์ และไม่ได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อดูโดยเฉพาะ แต่เป็นการหารือเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญ