คอลัมน์ : นอกรอบ ผู้เขียน : ภวิกา กล้าหาญ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
ในโลกปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ไม่อาจเพิกเฉย หลายประเทศได้นำกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ไม่ว่าจะในรูปแบบภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System : ETS) ซึ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น 70 แห่งทั่วโลก ครอบคลุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกราว 12.8 GtCO2eq คิดเป็น 24% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยทั่วโลก และยังมีอีกหลายประเทศที่ยังอยู่ระหว่างวางแผนที่จะนำภาษีคาร์บอนหรือ ETS มาใช้
การนำกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับมาใช้ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต โดยเป็นเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่จะสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นการปรับตัวของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการที่ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบทั้งในแง่เศรษฐกิจและกายภาพ
นอกจากนั้น หากกลไกราคาคาร์บอนของไทยเป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรการที่ประเทศคู่ค้ากำหนด ก็น่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากมาตรการเหล่านั้น จากการที่ผู้ส่งออกไทยสามารถนำภาษีคาร์บอนที่ชำระในประเทศไปหักออกจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคาร์บอนที่เกิดจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ได้ อาทิ EU CBAM ที่จะบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2569
ภายในปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพสามิตเตรียมจัดเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้าน้ำมัน โดยจะเป็นการแปลงภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่มีการจัดเก็บอยู่แล้วในปัจจุบันให้ผูกติดกับภาษีคาร์บอน เบื้องต้นคาดว่าอัตราภาษีจะอยู่ที่ 200 บาท/tCO2eq หรือราว 5 ดอลลาร์สหรัฐ/tCO2eq
โดยในระยะถัดไป 2-3 ปีข้างหน้า หาก พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มบังคับใช้ อาจขยายการเก็บภาษีคาร์บอนไปยังการผลิตต้นน้ำต่าง ๆ และขึ้นราคาคาร์บอนเพื่อจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงการนำระบบ ETS มาใช้
Krungthai COMPASS ประเมินในเบื้องต้นว่า ภาษีคาร์บอนในระยะแรกของไทยมีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เกิดจากมาตรการ EU CBAM คิดเป็นเพียง 0.5-0.8% ของค่าใช้จ่าย CBAM Certification ในกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการเหล็กแท่ง (Slab) และเหล็กรีดร้อนชนิดม้วน (HRC) ที่อาจมีค่าใช้จ่าย CBAM Certification อยู่ที่ 3.6-5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังคงต้องรอความชัดเจนว่าผู้ส่งออกสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการ EU CBAM จะสามารถนำค่าใช้จ่ายภาษีคาร์บอนที่เกิดขึ้นในไทยไปหักออกจากค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้หรือไม่
ทั้งนี้ สัดส่วนภาษีคาร์บอนของไทยกับค่าใช้จ่าย CBAM Certification ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลที่แตกต่างกันไปในแต่ละราย รวมถึงราคาคาร์บอนที่แตกต่างกันมากก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาษีคาร์บอนของไทยมีสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่าย CBAM Certification จากการที่อัตราภาษีเริ่มต้นของไทยอยู่ที่ 200 บาท/tCO2eq หรือราว 5 ดอลลาร์สหรัฐ/tCO2eq
ขณะที่ราคาคาร์บอนใน EU ETS ในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 100 ยูโร/tCO2eq หรือราว 105 ดอลลาร์สหรัฐ/tCO2eq ซึ่งสูงกว่าอัตราภาษีของไทยถึง 19 เท่า นั่นหมายความว่าในอนาคตไทยอาจต้องปรับอัตราภาษีขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสากล
หาก พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มบังคับใช้ กลไกราคาคาร์บอนของไทยมีแนวโน้มที่จะมีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก ๆ เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน การขนส่ง การผลิต และการก่อสร้าง การเตรียมความพร้อมของธุรกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ประกอบการควรเร่งจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง พร้อมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งต้องติดตามมาตรการสิ่งแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการจากประเทศคู่ค้าที่กระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทย
ด้านภาครัฐเองควรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันควรกำหนดนโยบายราคาคาร์บอนให้สอดคล้องกับต่างประเทศ ทั้งในแง่ของมาตรฐานและกรอบเวลา เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสูง พร้อมกันนั้นยังต้องพัฒนาระบบติดตามข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น