หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มอลิอันซ์ หวั่นโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งสหรัฐ ป่วนเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อสหรัฐพุ่งสูง กระทบเฟดหยุดผ่อนคลายนโยบายการเงิน คาดเศรษฐกิจจีนปี 2567 โต 5% ท่ามกลางความเสี่ยงภาคอสังหาฯ มองจีดีพีไทยปีนี้โต 2.7% ปีหน้า 3.2% ท่องเที่ยวแรงส่งหลัก คาด ธปท.มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้อีก 0.25%
วันที่ 25 ตุลาคม 2567 นายลูโดวิค เซอร์บราน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มอลิอันซ์ (Allianz Group) เปิดเผยว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ จะมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น จากที่มีความกังวลว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในวันที่ 5 พ.ย. 2567 ซึ่งการกลับมากุมอำนาจของทรัมป์อีกครั้ง จะนำมาสู่ผลกระทบด้านสันติภาพและเศรษฐกิจโลก จากการสร้างสงครามการค้า (Trade War) โดยการตั้งกำแพงภาษีกับจีน ซึ่งจะกระทบต่อการค้าโลก รวมถึงทิศทางค่าเงินบาทจากนโยบายที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า
โดยแนวนโยบายของทรัมป์ที่จะออกมานั้น แม้ในระยะสั้นอาจกระตุ้นให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวดีขึ้น แต่ในระยะกลางอาจจะเห็นเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัว จากเงินเฟ้อสหรัฐดีดตัวสูงขึ้น กลายเป็นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งโลก และจะส่งผลให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะสะดุดลง
ทั้งนี้อลิอันซ์คาดว่าในปี 2567 เศรษฐกิจโลกจะเติบโตในระดับปานกลางที่ 2.8% ยังมีเสถียรภาพท่ามกลางปัญหา โดยเศรษฐกิจสหรัฐยังเป็นส่วนช่วยหนุนการขยายตัว ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปมีการเติบโตที่ช้าแต่คงที่ ส่วนเศรษฐกิจจีนคาดว่าจะเติบโต 5% ท่ามกลางความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์ แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินที่ผ่อนปรนขึ้น แต่อาจยังไม่กลับมาฟื้นตัวมากนัก
ด้านเศรษฐกิจฝั่งเอเชีย-แปซิฟิก ประเมินจีดีพีจะขยายตัว 4.2% จากการเติบโตที่แข็งแกร่งของอินเดียและประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยการผ่อนคลายนโยบายการเงิน อัตราเงินเฟ้อที่เป็นไปตามเป้าหมายของธนาคารกลาง และการค้าโลกที่ฟื้นตัวเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ คาดว่าธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (EM) จะยังคงปรับลดดอกเบี้ยต่อไป ซึ่งจะส่งผลดีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
สำหรับคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2567 นายลูโดวิค เซอร์บราน กล่าวต่อว่า มองว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 2.7% ส่วนปี 2568 คาดว่าจีดีพีไทยจะเติบโต 3.2% โดยได้แรงหนุนจากรายได้ภาคท่องเที่ยวที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะยังไม่กลับไปเท่าระดับก่อนช่วงโควิด แต่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาใกล้เคียงกับระดับก่อนปีโควิดแล้ว ภาคบริโภคที่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ค่อนข้างแข็งแกร่ง
ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ภาคการผลิตน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากโอกาสของการส่งออกไปยังประเทศจีน และการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระดับ 0.25% ซึ่งช่วยสนับสนุนภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจให้มีต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และมีการจัดการค่าใช้จ่ายและหนี้สินได้ดีมากขึ้น โดยคาดว่า ธปท.ยังมีโอกาสจะลดดอกเบี้ยได้อีก 0.25% ในปี 2568
นอกจากนี้มองว่าไทยยังเป็นประเทศที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ที่พร้อมรองรับการลงทุน
“ในระยะสั้นคาดว่าจะเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง และใน 1-2 ปีนี้จะเห็นการลงทุนโครงการก่อสร้างใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งเซ็กเตอร์การก่อสร้างจะได้รับประโยชน์”

ด้วยนโยบายแบบผสมผสานโดย ธปท. ผ่อนปรนนโยบายการเงินด้วยความระมัดระวัง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่รัฐบาลจะต้องหาจุดสมดุลระหว่างการผ่อนคลายมาตรการและการรักษาวินัยทางการคลัง รวมถึงต้องใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง
โดยความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยมองว่ายังคงเป็นปัญหาเดิม อาทิ การเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) ที่ภาครัฐต้องเร่งปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของประชากรไทย หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 91% ต่อจีดีพี รวมถึงสินทรัพย์ทางการเงินของคนไทยลดลง 1.9% ในปี 2566 ซึ่งลดทั้งหุ้นและเงินฝากธนาคาร โดยเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกปี 2551 ขณะที่สินทรัพย์ประเภทประกันและเงินบำนาญมีการเติบโตแค่เล็กน้อย
“การกระจายความมั่งคั่
สำหรับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกประเทศ นอกจากความกังวลสงครามการค้าแล้ว คือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้และไต้หวัน และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางราคาน้ำมัน ซึ่งจะสร้างความผันผวนให้กับการลงทุนทั่วโลก
“เรายังคงต้องเฝ้าระวังต่อไป ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ วินัยทางการเงิน และความเหลื่อมล้ำระหว่