ไทยเสี่ยงเกิด ‘เงินฝืด’ ?
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : อำนาจ ประชาชาติ
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือน ก.ค. 2568 ออกมาติดลบ 0.7% ติดลบมากกว่าที่ตลาดมีการคาดการณ์กันไว้ ติดลบสูงสุดในรอบ 17 เดือน จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาผัก และผลไม้ที่ลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 นี้ อยู่ในระดับต่ำที่ 0.21%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า “เสี่ยงเกิดสภาวะเงินฝืด” โดยเฉพาะแรงกดดันที่จะทำให้เงินเฟ้อลดลงอีก จากการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากจีน ในหมวดเครื่องแต่งกาย ของใช้ส่วนตัว และของตกแต่งบ้าน จนทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้ที่ผลิตในประเทศติดลบอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงปัจจัยกดดันจากแนวโน้มราคาพลังงานโลกที่ลดลง และเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว ทำให้ภาพรวมทั้งปี 2568 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 0.3% โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะติดลบอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาสที่ 3 แล้วจะมาพลิกเป็นบวกในไตรมาสสุดท้าย
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า เงินเฟ้อที่ลดลงในตอนนี้ยังไม่ใช่สภาวะเงินฝืด เพราะปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเงินเฟ้อมาจากกลุ่มราคาพลังงานและผักสด
“เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศดีทำให้ผลผลิตดีมาก ส่วนแนวโน้มเงินเฟ้อในเดือนหน้าก็จะใกล้เคียงกับเดือนนี้”
ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ชี้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรดำเนินนโยบายการเงินในลักษณะผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย เนื่องจากขณะนี้อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 1-3%
“การปล่อยให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายต่อเนื่องไม่ใช่เรื่องดี จึงต้องช่วยกันหาวิธีทำให้เงินเฟ้อกลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่ง ธปท.มีเครื่องมือมากมาย ไม่ได้มีแค่ดอกเบี้ยตัวเดียว”
ถามว่า “เงินฝืด” คืออะไร ? ทำไมต้องกังวล ?
ข้อมูลจาก “K WEALTH” อธิบายไว้ว่า ภาวะเงินฝืด (Deflation) หมายถึงสภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการในระบบเศรษฐกิจลดลง ทำให้ผู้ขายต้องลดราคาเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อสินค้ามากขึ้น
ทั้งนี้ ภาวะเงินฝืดจะส่งผลให้รายได้ของประชาชนและธุรกิจลดลง ในระยะยาวอาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ
ไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน