Skip to content

อิทธิพลของ Trump ต่อตลาดหุ้น เมื่อการตัดสินใจชี้เป็นชี้ตายราคาหุ้นได้

25 ส.ค. 2568 | 09:58น.
อิทธิพลของ Trump ต่อตลาดหุ้น เมื่อการตัดสินใจชี้เป็นชี้ตายราคาหุ้นได้
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : สวภพ ยนต์ศรี บลจ.ทิสโก้

การกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี (ปธน.) อีกครั้งของโดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2025 ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในวิธีที่นักลงทุนต้องประเมินความเสี่ยงในตลาดหุ้นสหรัฐ เพราะโดยปกติแล้ว อิทธิพลของประธานาธิบดีต่อเศรษฐกิจมักจะอยู่ในระดับมหภาค ผ่านนโยบายการคลัง การปฏิรูปภาษี หรือข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ แต่แนวทางของทรัมป์ได้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการบริหารที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

นั่นคือการแทรกแซงที่เจาะจงไปยังบริษัทเอกชนเป็นรายกรณี ซึ่งการออกความเห็น หรือแม้กระทั่งการโพสต์ข้อความของบุคคลคนเดียว สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อมูลค่าบริษัท และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของแนวทางนี้ คือการที่รัฐบาล ปธน.ทรัมป์อนุมัติให้ Nvidia และ AMD สามารถส่งออกชิปประมวลผลขั้นสูงบางประเภทไปยังประเทศจีนได้ การตัดสินใจนี้ดูเหมือนจะเป็นการผ่อนคลายนโยบายกีดกันทางเทคโนโลยี แต่เบื้องหลังการอนุมัตินี้มีเงื่อนไขที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน คือรัฐบาลสหรัฐจะเรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้ในอัตรา 15% จากยอดขายที่เกิดขึ้นภายใต้ใบอนุญาตพิเศษนี้

นโยบายดังกล่าวถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่รัฐบาลสามารถเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับผลกำไรของบริษัทเอกชนในลักษณะที่ไม่เคยมีมาก่อน นักวิจารณ์ชี้ว่านี่ไม่ใช่การดำเนินนโยบายการค้าเพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติหรือส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ แต่เป็นการใช้อำนาจเพื่อสร้างรายได้เฉพาะกิจ ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดการเลือกปฏิบัติและความไม่แน่นอนทางนโยบายในอนาคต

อิทธิพลของทรัมป์ยังปรากฏชัดผ่านการปฏิบัติต่อบริษัทต่าง ๆ ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยขึ้นอยู่กับว่าบริษัทเหล่านั้นให้ความร่วมมือหรือมีความขัดแย้งกับแนวทางของเขา

กรณีของ Apple ก็เป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนภาพอิทธิพลของทรัมป์ได้อย่างชัดเจน ท่ามกลางสงครามการค้าที่ตึงเครียด Tim Cook CEO ของบริษัทได้ประกาศว่า Apple จะลงทุนมหาศาลในสหรัฐ ตามความต้องการของ Trump ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ Apple เพิ่งสูญเสียมูลค่าตลาดมหาศาลจากผลกระทบของกำแพงภาษี ไม่นานหลังจากนั้น Apple ก็ได้รับการยกเว้นจากมาตรการภาษีนำเข้าชิปครั้งใหม่ เป็นที่มาของการฟื้นตัวของราคาหุ้น Apple ในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน การกระทำที่ขัดแย้งกับความต้องการของประธานาธิบดีก็ส่งผลลบอย่างรวดเร็วและรุนแรงเช่นกัน หุ้นของ Tesla ร่วงลงอย่างหนัก หลังจาก Elon Musk มีความขัดแย้งกับ Trump ซึ่งตามมาด้วยการยกเลิกเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดและเป็นประโยชน์ต่อ Tesla โดยตรง เช่นเดียวกับหุ้นของ Intel ที่เคยผันผวนอย่างรุนแรงจากการแสดงความเห็นของประธานาธิบดี ตั้งแต่การเรียกร้องให้ CEO ลาออก จนทำให้หุ้นดิ่งลง ไปจนถึงการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลอาจพิจารณาเข้าซื้อหุ้นในบริษัท

จนทำให้ราคากลับพุ่งสูงขึ้น ความไม่แน่นอนนี้แสดงให้เห็นว่าชะตากรรมของบริษัทสามารถพลิกผันได้จากคำพูดเพียงไม่กี่คำ

โดยวิธีการของทรัมป์แตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อน ๆ อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น รัฐบาลของ Joe Biden ได้ผลักดันกฎหมายลดเงินเฟ้อ (Inflation Reduction Act) เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด นโยบายนี้เป็นการวางกรอบนโยบายที่ชัดเจนและเปิดกว้างให้ทุกบริษัทที่เข้าเงื่อนไขสามารถเข้าถึงได้ แต่การกระทำของทรัมป์มักมีลักษณะเป็นการตัดสินใจเฉพาะกิจ เป็นเรื่องส่วนบุคคล และส่งผลโดยตรงต่อบริษัทนั้น ๆ ทันที

ซึ่งสถานการณ์ในสหรัฐที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนเริ่มเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่รัฐบาลจีนใช้มาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด (Regulatory Crackdown) กับกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีและการศึกษาในปี 2021 การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบอย่างฉับพลันในครั้งนั้น ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba, Tencent และ DiDi ลดลงอย่างมหาศาลภายในเวลาไม่กี่เดือน เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นบทเรียนสำคัญว่า เมื่อรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงตลาด โดยมีคำถามเรื่องความโปร่งใสและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน จะสามารถทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง

แม้ว่าบริบททางการเมืองและโครงสร้างทางกฎหมายของสหรัฐจะมีความแตกต่างและมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่แข็งแกร่งกว่าจีน แต่ความเสี่ยงที่การเมืองจะเข้ามามีอิทธิพลเหนือกฎเกณฑ์ตลาดก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนเริ่มตระหนักและกังวลมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

การบริหาร Trump ได้สร้าง “ความปกติใหม่” (New Normal) ที่นักลงทุนต้องเผชิญ นั่นคือ ความเสี่ยงทางการเมืองที่เกิดจากตัวบุคคล ซึ่งหมายความว่าการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท เช่น รายได้ กำไร หรือส่วนแบ่งตลาด อาจไม่เพียงพออีกต่อไป นักลงทุนจำเป็นต้องเพิ่มมิติของการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเมืองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจ

สำหรับกลยุทธ์ที่เหมาะสมของนักลงทุนในสภาวะเช่นนี้ คือการมีวินัยและมองการณ์ไกล ควรหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่หุนหันพลันแล่นบนพื้นฐานของข่าวหรือความเห็นที่เกิดขึ้นในระยะสั้น

เพราะนโยบายและการแสดงท่าทีของ Trump สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว การกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนและการให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีงบดุลที่ทนทาน และมีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย ซึ่งสามารถทนทานต่อความผันผวนทางการเมืองได้ จะเป็นแนวทางป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญกว่าที่เคยเป็นมา