ดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัว ตลาดจับตาการประชุม Jackson Hole
ดอลลาร์
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 18-22 สิงหาคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (18/08) ที่ระดับ 32.46/47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (22/08) ที่ระดับ 32.42/43 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ผสมผสานในสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตพุ่งขึ้นสู่ระดับ 11.9 ในเดือน ส.ค. แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2567 จากระดับ 5.5 ในเดือน ก.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -1.2 อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.6% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.9% ในเดือน มิ.ย. ขณะที่ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 58.6 ในเดือน ส.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 61.9 จากระดับ 61.7 ในเดือน ก.ค.
โดยได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ เมื่อวันอังคาร (19/08) ที่ผ่านมา ทางทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้มอบหมายให้มีการเร่งจัดทำกรอบหลักประกันความมั่นคง เพื่อผลักดันสันติภาพที่ยั่งยืนในยูเครน ด้านนางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการสำหรับการพบปะระหว่าง ปธน.วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และ ปธน.โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างแสดงท่าทีพร้อมเจรจา
โดย ปธน.ทรัมป์ได้ยืนยันว่าจะไม่มีทหารอเมริกันเข้าร่วมรบในภาคพื้นดินยูเครน แต่อาจให้การสนับสนุนในรูปแบบอื่น เช่น การสนับสนุนทางอากาศ พร้อมย้ำชัดวา ยูเครนจะไม่เข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ในวันพุธ (20/08) ปธน.ทรัมป์มีการเรียกร้องให้นางลิซา คุก สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากบิล พูลที ผู้อำนวยการสำนักงานการเงินเพื่อการเคหะของรัฐบาลสหรัฐ (FHFA) ออกมาเปิดโปงนางคุกได้กู้เงินจาก FHFA เพื่อซื้อบ้านในรัฐมิชิแกน
โดยระบุว่าเป็นที่อยู่อาศัยหลัก แต่ต่อมาได้กู้เงินอีกครั้งหนึ่งเพื่อซื้อคอนโดมิเนียมในแอตแลนตา และแจ้งว่าเป็นที่อยู่อาศัยหลักเช่นกัน ทั้งนี้ การให้ข้อมูลเท็จดังกล่าวทำให้นางคุกถูกมองว่าแสวงหาประโยชน์จากสิทธิพิเศษจากอัตราดอกเบี้ยที่ (FHFA) มอบให้สำหรับที่อยู่อาศัยหลักเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
โดยรายงานระบุว่า ปธน.ทรัมป์ได้สั่งการให้บรรดาผู้ช่วยของเขาพิจารณาแนวทางที่จะปลดลิซา คุก ออกจากตำแหน่ง ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นักลงทุนกังวลว่า ปธน.ทรัมป์อาจเข้ามามีอิทธิพลในเฟดมากขึ้น ด้านนางคุกได้แถลงผ่านทางอีเมล์ที่ส่งผ่านโฆษกของเฟดในวันพฤหัสบดี (21/08) ว่า อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อตอบคำถามที่สมเหตุสมผลและให้ข้อเท็จจริงและเพิกเฉยการเรียกร้องให้ลาออก
ทั้งนี้ หากนางคุกลาออกก็จะเปิดโอกาสให้ ปธน.ทรัมป์เข้ามาแทรกแซงด้วยการสรรหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งที่ว่างอยู่ หลังจากก่อนหน้านี้ ปธน.ทรัมป์ได้แต่งตั้งสตีเฟน มิแรน ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะผู้ว่าการเฟดแทนเอเดรียนา คูเกลอร์ ที่ประกาศลาออกก่อนครบวาระ ปธน.ทรัมป์ยังพยายามแทรกแซงเฟดด้วยการกดดันให้นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย และยังพยายามบีบให้พาวเวลล์ลาออกจากตำแหน่งด้วย
นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของนายเจอโรม พาวเวลล์ ในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ๊กสัน โฮล รัฐไวโอมิง วันศุกร์นี้ (22/08) เวลา 10.00 น. ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับเวลา 21.00 น.ตามเวลาไทย ท่ามกลางความหวังว่าพาวเวลล์อาจจะส่งสัญญาณถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ย
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในวันจันทร์ (18/08) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไตรมาสที่ 2/68 ขยายตัว 2.8% จากตลาดคาด 2.5-2.7% แต่ชะลอตัวลงจากไตรมาส 1/68 จากการชะลอตัวของการผลิตนอกภาคการเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ขณะที่การผลิตภาคเกษตรขยายตัวต่อเนื่อง
ทว่าการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชนและรัฐบาลชะลอตัวลง การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวต่อเนื่อง โดยเมื่อวันพฤหัสบดี (21/08) ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวน นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา
โดยนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ย้ำในระหว่างอ่านรายงานกระบวนวิธีพิจารณาคดีว่า ห้ามไม่ให้ผู้เข้ารับฟังการไต่สวน นำข้อมูลการไต่สวนไปเผยแพร่ และบิดเบือนข้อมูลที่จะทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิด และตามที่ศาลได้สั่งให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดคดีในวันพุธที่ 27 ส.ค. และนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 29 ส.ค. ภายหลังการไต่สวนแล้วเสร็จ น.ส.แพทองธาร ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ใด ๆ ขณะที่ด้านนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะนัดเจรจากับผู้แทนการค้าของสหรัฐ
ซึ่งเป็นการเลื่อนออกไปจากเดิมที่จะมีการนัดหมายไว้ในวันพรุ่งนี้ (22/08) โดยจะมีการหารือถึงรายละเอียดของสินค้าไทยที่จะถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) อัตรา 19% ในส่วนของการกำหนดเกณฑ์สัดส่วน Local Content ว่าควรเป็นอัตราใด อย่างไรก็ดี หากยังไม่สามารถตกลงกันได้ จะส่งผลให้สินค้าจากไทยเหล่านั้น ถูกเก็บภาษีเป็นสินค้าที่ถูกสวมสิทธิในอัตรา 40% ทั้งนี้ ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.42-32.68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (22/08) ที่ระดับ 32.63/64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (18/08) ที่ระดับ 1.1708/09 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (15/08) ที่ระดับ 1.1688/89 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในวันอังคาร (19/8) ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เปิดเผยหลังจากเข้าร่วมการประชุมพหุภาคีที่ทำเนียบขาว เพื่อผลักดันแนวทางยุติสงครามในยูเครนว่า การประชุมเป็นไปด้วยดี แต่เตือนว่าขั้นตอนต่อไปจะมีความซับซ้อนมากขึ้น พร้อมกับเรียกร้องให้มีการกดดันรัสเซีย และเน้นย้ำว่าต้องมีการหยุดยิงก่อนการเจรจาเพิ่มเติม
ขณะที่เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เสนอแนวคิดให้มีการประชุมจตุรภาคี โดยรวมฝ่ายยุโรปด้วย โดยกล่าวว่า “เมื่อเราพูดถึงหลักประกันด้านความมั่นคง เรากำลังพูดถึงความมั่นคงทั้งหมดของทวีปยุโรปด้วย” /ยูโร นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซน โดยระบุว่า ปรับตัวขึ้น 2.0% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบรายปีและดัชนี CPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.3% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งตรงตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
อีกทั้งสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีแถลงว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สินค้าอุตสาหกรรมในเดือน ก.ค. ได้ลดลง 0.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยต่ำกว่าที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1% จากที่เพิ่มขึ้นในเดือนก่อนหน้า 0.1% ขณะที่ผลสำรวจจาก S&P Global เผยให้เห็นว่า กิจกรรมในภาคเอกชนของเยอรมนีมีการขยายตัวในเดือน ส.ค.
โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นต้นของเยอรมนีจาก HCOB ได้ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 50.9 ในเดือน ส.ค. จาก 50.6 ในเดือน ก.ค. โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวในภาคการผลิต เนื่องจากมีการเพิ่มขึ้นของยอดคำสั่งซื้อใหม่ที่เติบโต ซึ่งดัชนีผลผลิตปรับขึ้นจาก 50.6 สู่ระดับ 52.6 แม้ยอดขายจากการส่งออกปรับตัวลดลงก็ตาม ในทางกลับกัน ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นกลับปรับตัวลดลงจาก 50.6 สู่ระดับ 50.1 ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1581-1.1710 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (22/08) ที่ระดับ 1.1601/03 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (18/08) ที่ระดับ 147.33/37 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (15/08) ที่ระดับ 146.80/84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นคาดว่าจะลดลง 2.1% ซึ่งยอดส่งออกปรับตัวลงติดต่อกัน เนื่องจากการส่งออกไปยังสหรัฐลดลงจากการเรียกเก็บภาษีศุลกากร ส่วนยอดนำเข้าเดือน ก.ค. ปรับตัวลง 7.5% แตะระดับ 9.48 ล้านล้านเยน ในวันพฤหัสบดี (21/08) ผลสำรวจจากภาคเอกชนซึ่งเปิดเผยระบุว่า กิจกรรมในภาคการผลิตของญี่ปุ่นได้หดตัวลงในเดือน ส.ค.
โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของญี่ปุ่น ขั้นต้นโดย S&P Global ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 49.9 จากตัวเลขขั้นสุดท้ายที่ 48.9 ในเดือน ก.ค. แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50.0 บ่งชี้ว่า แม้ว่ายอดการผลิตในภาคอุตสาหกรรมจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่อุปสงค์ที่อ่อนแอ โดยยอดคำสั่งซื้อใหม่ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐ ได้กดดันอุปสงค์จากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยอดคำสั่งซื้อสินค้าญี่ปุ่นจากต่างประเทศลดต่ำลงในอัตราที่รวดเร็ว
ซึ่งตอกย้ำถึงสภาวะอันเปราะบางของภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพิงการส่งออกเป็นสำคัญ นอกจากนี้ ข้อมูลจากดัชนี PMI ยังชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันต่ออัตรากำไรที่เพิ่มสูงขึ้น โดยในฝั่งของผู้ผลิตนั้น ต้นทุนการผลิตได้ขยับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของราคาขายสินค้ากลับชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 4 ปี สำหรับในภาคบริการนั้น กิจกรรมยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง หากแต่เป็นไปในอัตราที่ชะลอลง โดยดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นได้ลดระดับลงมาอยู่ที่ 52.7 ในเดือน ส.ค. จากระดับขั้นสุดท้ายที่ 53.6 ในเดือน ก.ค.
อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมทั้งสองภาคส่วนดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-บริการขั้นต้นได้ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 51.9 ในเดือน ส.ค. จาก 51.6 ในเดือน ก.ค. นับเป็นการขยายตัวในอัตราที่รวดเร็ว ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนอยู่ในกรอบระหว่าง 146.85-148.77 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (22/8) ที่ระดับ 148.63/67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ