‘พิชัย’ เร่งลดงบฯขาดดุล เพิ่มรายได้-ชั่งใจขึ้น VAT
พิชัย ชั่งน้ำหนักขึ้น VAT หลังหมดมาตรการ ก.ย.นี้ พร้อมแจงแนวทางลดระดับขาดดุลการคลัง เหลือ 3% ของ GDP จากปัจจุบันขาดดุลกว่า 4% ชี้ต้องเพิ่มรายได้ ระบุไม่จำเป็นต้องมาจากภาษีอย่างเดียว
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงานสัมมนาวิชาการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ประจำปี 2568 “Fiscal Transformation พลิกโฉมการคลังไทยสู่ความยั่งยืน” ว่า ปัจจุบันการคลังของประเทศยังไม่สมดุล โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มจากราว 48% เป็นประมาณ 65% หรือยอดหนี้จาก 5 ล้านล้านบาท เป็น 12 ล้านล้านบาท เหลือช่องว่างก่อหนี้เพิ่มได้อีก 5% หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญมาจากการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขาดดุลกว่า 4% ของ GDP หรือราว 8.5 แสนล้านบาทต่อปี ขณะที่เป้าหมายใน 1-2 ปีข้างหน้า จะลดขาดดุลเหลือ 3% ของ GDP ซึ่งไม่ใช่การลดหนี้ แต่ต้องเพิ่มรายได้ของภาครัฐให้ครอบคลุมรายจ่าย ซึ่งไทยจัดเก็บภาษีสุทธิอยู่ราว 15% ของ GDP ต่ำกว่ามาตรฐานประมาณ 3% โดยหากปรับเพิ่มได้ถึง 18% รายได้รัฐจะเพิ่มอีกราว 6 แสนล้านบาท
“รายได้ของรัฐไม่ได้มาจากภาษีอย่างเดียว แต่ยังมาจากทรัพย์สินของรัฐที่มีอยู่ หากบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นแหล่งรายได้สำคัญ อีกทั้งยังสามารถนำทรัพย์สินเก่าของรัฐบาลมาปรับรูปแบบ หรือสร้างมูลค่าใหม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกทำกัน”
ขณะที่การขยายเพดานหนี้สาธารณะ ยอมรับว่าไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย แต่เป็นมาตรการที่สามารถพิจารณาได้ หากถึงเวลาจำเป็น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะพยายามรักษาระดับหนี้ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ โดยการปรับปรุงรายได้และประสิทธิภาพการคลัง
นายพิชัยกล่าวถึงแนวคิดการปรับขยายโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ว่า มาตรการลดอัตราจาก 10% เหลือ 7% จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ส่วนจะขยายมาตรการลด VAT ออกไปอีก หรือปรับอัตราใหม่ ยังอยู่ระหว่างการชั่งน้ำหนัก โดยยอมรับว่าแม้อัตราปัจจุบันต่ำกว่าหลายประเทศ แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจไทย ซึ่งเศรษฐกิจยังขยายตัวต่ำ
ทั้งนี้ ในส่วนของนโยบาย Negative Income Tax (NIT) นายพิชัยกล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าเต็มรูปแบบในปี 2570 โดยประชาชนเกือบทั้งหมดจะต้องยื่นแบบแสดงรายได้ เพื่อให้รัฐสามารถระบุตัวผู้มีรายได้น้อยและจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือได้ตรงกลุ่ม ถือเป็นการรวมระบบสวัสดิการที่กระจัดกระจายให้อยู่ในจุดเดียว ทำให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ยังมีความท้าทาย เช่น ประชาชนบางกลุ่มอาจยังไม่พร้อมยื่นแบบจำนวนมาก รัฐบาลจึงต้องวางแนวทางการปรับใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมทั้งต้องมีข้อมูลเพียงพอเพื่อใช้วิเคราะห์และกำหนดมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม”
ก่อนหน้านี้ นายพิชัยระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรราว 67 ล้านคน แต่ผู้ที่เข้าสู่ระบบภาษีจริงมีเพียง 10 ล้านคน หรือ 15% ของประชากร และมีผู้เสียภาษีจริงจังเพียง 4 ล้านคน หรือประมาณ 6% เท่านั้น ซึ่งระบบ NIT จะช่วยสร้างฐานข้อมูลรายได้ประชาชนที่แม่นยำขึ้น และหากผู้ยื่นแบบมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เช่น 60,000 บาทต่อปี (ราว 5,000 บาทต่อเดือน) จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ เป็นต้น
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับขึ้น VAT จากปัจจุบันที่จัดเก็บที่ 7% นั้น ยังไม่เกิดขึ้นในปีนี้อย่างแน่นอน โดยการจะปรับขึ้น VAT ต้องมีการดูแลกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งต้องรอทำไปพร้อมกับการนำระบบ NIT มาใช้ด้วย