ประธานสภาพัฒน์ ฉายภาพปัจจัยทำบาทแข็ง ทั้งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และการลดดอกเบี้ยจากธนาคารกลาง มองการเก็บภาษีซื้อขายทองออนไลน์ไม่ตอบโจทย์ อาจกลายเป็นการลงโทษคนขายทองตามปกติ
ท่ามกลางข้อสงสัยว่าการส่งออกทองคำอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเรื่องการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำผ่านช่องทางออนไลน์ ว่าประเด็นดังกล่าวจะสามารถช่วยบรรเทาการแข็งค่าของเงินบาทได้จริงหรือไม่
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานบอร์ดคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ เกี่ยวกับการแก้ไขด้วยวิธีนี้ว่า ไม่ใช่วิธีที่ถูกทาง เนื่องจากไทยมีการนำเข้าทองคำสุทธิอยู่แล้ว ส่วนต่างการซื้อขายทองนั้นถือว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ปัญหาสำคัญคือ “การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด” ที่มีเงินไหลเข้ามา และความต้องการที่จะแลกเงินดอลลาร์มาเป็นเงินบาทจำนวนมากทำให้ค่าเงินบาทแข็ง
เกินดุลบัญชีเดินสะพัด
ช่วงสามปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเฉลี่ยเดือนละ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีความต้องการซื้อเงินบาทมากกว่าต้องการขาย ปัญหานี้เรียกว่า error and omissions คือเมื่อเอาบัญชีดุลสะพัดมากางจะเห็นว่า การส่งออกและนำเข้าบวกลบรายการต่าง ๆ ตัวเลขไม่ตรงกัน คลาดเคลื่อนและมีการตกหล่น โดยมีการเพิ่มขึ้นผิดปกติในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
“มันเหมือนกับจู่ ๆ ก็มีเงินไหลเข้ามาในประเทศไทย แล้วธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือหน่วยงานเศรษฐกิจที่ช่วยกันดูนั้นบอกไม่ได้ว่าเป็นเงินมาจากไหน แล้วเข้ามามากจริง ๆ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อไตรมาส ซึ่งไม่รู้ที่มา ไม่ได้อยู่ในบัญชีอะไรเลย ซึ่งเข้ามาตั้งแต่ช่วงปลายโควิด-19 เงินจำนวนนี้เมื่อไปเทียบกับการส่งออกทองนั้นในส่วนนี้มีผลมากกว่า” ดร.ศุภวุฒิกล่าว
เขาจึงเสนอว่า ต้องไปตรวจสอบดูว่าเงินส่วนนี้มีที่มาอย่างไร มากกว่ากำหนดการเก็บภาษีการซื้อขายทองคำออนไลน์ เนื่องจากจำนวนตัวเลขที่ผิดปกติมาก ซึ่งเงินจำนวนนี้ทำให้ค่าเงินบาทแข็งมากขึ้น และแข็งค่าเร็วมาก
นอกจากนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งและเงินดอลลาร์อ่อนค่า คือสหรัฐลดดอกเบี้ยเมื่อคืนไป 0.25% และคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐ (FOMC) บอกว่าจะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งปีนี้ และอีก 1 ครั้งปีหน้า ฉะนั้น เขาจะลดดอกเบี้ยได้อีกประมาณ 0.75% ขณะที่ของไทยยังไม่แน่ชัดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะมีการประชุมในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าจะลดดอกเบี้ยหรือไม่
และจะมีการประชุมอีกเพียง 1 ครั้งเท่านั้น ต่างจากสหรัฐที่มีโอกาสจะลดดอกเบี้ยได้อีก 3-4 ครั้ง แถมยังได้รับแรงกดดันจากประธานาธิบดี ทำให้โอกาสที่ค่าดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนลงมีมากกว่าการอ่อนค่าของค่าเงินบาท ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อของไทยยังต่ำกว่าสหรัฐมาก ไม่ถึง 2% แต่เงินเฟ้อของสหรัฐนั้นอยู่ที่ประมาณ 3%
ดังนั้น ดร.ศุภวุฒิจึงมองว่า การแก้ด้วยวิธีเก็บภาษีเทรดทองออนไลน์นี้ไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ แม้จะทำให้การค้าและการส่งออกทองลดไปบ้าง แต่กลายเป็นการลงโทษคนขายทองตามปกติมากกว่า เนื่องจากกำลังทำให้การค้าขายมันมีต้นทุนเพิ่มขึ้น สภาพคล่องในการค้าทองจะหายไป ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนแล้วพอเป็นอย่างนั้น
ทั้งนี้ การที่ทองคำนั้นเป็นตัวยึดโยงกับมูลค่าของเงินนั้น อธิบายเพิ่มเติมได้ว่า เวลาที่ตลาดเริ่มมองเห็นว่าธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ไม่มีวินัยทางการเงิน ราคาทองคำจะปรับขึ้น ดังนั้น เมื่อนโยบายของทรัมป์ นโยบายของ EU และนโยบายการเงินของญี่ปุ่น มีการผ่อนคลายทางการเงินมาก อาจมีการพิมพ์เงินออกมามากขึ้น ราคาทองจึงปรับเพิ่มขึ้นได้กว่า 40% เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักของโลก
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ดี แต่สะท้อนว่านโนบายการเงินของทั่วโลกผ่อนคลายเกินไป และตลาดกำลังมองว่าธนาคารหลักของโลกไม่มีวินัยทางการเงินมากกว่า