สมาคมประกันเร่งถก 15 บริษัท ทบทวนโครงสร้าง “เบี้ยประกันรถอีวี” หลังรับประกันภัยมา 3 ปี หลายบริษัทเริ่มประสบปัญหา-เลิกรับ-ปรับขึ้นเบี้ย ชี้ผลพวงแข่งตัดราคารุนแรง สวนทาง Loss Ratio พุ่งทะลุ 100%
ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาประกันรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ภายใน 1-2 เดือนนี้ สมาคมและสมาชิกจะมีการประชุมร่วมกับ 15 บริษัทประกันที่เป็นท็อปของธุรกิจ เพื่อทบทวนโครงสร้างและเบี้ยประกันอีวีใหม่ โดยได้ว่าจ้าง บริษัท ไทยอินชัวรันส์ รีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (TIRD) จัดทำข้อมูลสถิติ และข้อมูลเปรียบเทียบ หลังจากมีการรับประกันมาประมาณ 3 ปี ปัจจุบันพบว่า หลายบริษัทประสบปัญหา

และเริ่มถอยออกจากการรับประกัน หรือปรับเบี้ยเพิ่มขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมามีการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง ทำให้การกำหนดเบี้ย กำหนดราคาต่ำกว่าความเสี่ยง ส่งผลให้อัตราส่วนความสูญเสีย (Loss Ratio) ปัจจุบันทะลุ 100%
“เราเห็นว่าบริษัทประกันภัย 30-40% เริ่มถอยออกจากธุรกิจแล้ว โดยการประชุมก็จะพูดคุยเพื่อหาทางออก โดยไม่ได้ฝืนตลาดมากเกินไป คาดว่าภายในครึ่งแรกของปี 2569 น่าจะเริ่มมีความชัดเจน”
ดร.สมพรกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มธุรกิจประกันวินาศภัยในภาพรวมปีนี้ อัตราการเติบโตนับตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน ช่วงครึ่งแรกของปีอยู่ที่ 3.5% ถือว่าค่อนข้างดี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) ทำให้มีการเร่งนำเข้า-ส่งออก จึงมีการเร่งทำประกันภัยสินค้า อย่างไรก็ดี ตัวเลขการเติบโตพบว่า ทยอยลดลงทุกเดือน ซึ่งในช่วงไตรมาส 3 และ 4 เชื่อว่าตัวเลขจะทรุดตัวลง เนื่องจากมีการเร่งทำประกันนำเข้าและส่งออกไปก่อนหน้าแล้ว
“เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ สมาคมมีความคาดหวังว่า ธุรกิจน่าจะมีอัตราการเติบโตได้มากกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้าที่ 1.5-2.5% หรือมีเบี้ยรับโดยตรงทั้งสิ้นอยู่ที่ 2.91-2.94 แสนล้านบาท จากความเชื่อมั่นที่ทยอยกลับมาดีขึ้น โดยเรามีความหวังว่าหลังมีรัฐบาลใหม่ เบี้ยน่าจะโตได้เกิน 2.5% และคาดว่าน่าจะขยายตัวดีขึ้นในปี 2569 หลังการเลือกตั้งใหม่ และรัฐบาลกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เศรษฐกิจปรับดีขึ้น และธุรกิจประกันภัยจะตามมา ทั้งนี้ ปีหน้าเบี้ยประกันน่าจะโตดีขึ้นกว่าปีนี้ิ
ดร.สมพรกล่าวในการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เร่งสร้างนวัตกรรมสู่การเปลี่ยนผ่าน ธุรกิจประกันภัยที่ยั่งยืนในโลกใหม่” ด้วยว่า ในยุคที่นวัตกรรมที่เข้าเปลี่ยนแปลงรุนแรง และผู้บริโภคยุคใหม่มีข้อมูลมากขึ้นเพียงปลายนิ้ว ธุรกิจจึงต้องปรับตัวอย่างรุนแรง ไม่ใช่เฉพาะในเชิงการแข่งขัน แต่หมายรวมไปถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการทางธุรกิจ ไปจนถึงการออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ที่ตอบสนองต่อบริบทดังกล่าว โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
ทั้งนี้ ธุรกิจประกันภัยเผชิญความท้าทาย 4 ด้านด้วยกัน คือ 1.การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการเฉพาะตัว 2.เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว นอกจากจะนำมาช่วยผู้บริโภคสามารถปรับแต่งผลิตภัณฑ์แล้ว ยังสามารถให้บริษัทประกันขนาดเล็กสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีต้นทุนไม่สูงเกินไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทใหญ่ได้ในอนาคต
3.สภาพภูมิอากาศแปรปรวน เป็นความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ และกระทบต่อธุรกิจประกันภัย โดยภัยพิบัติมีความรุนแรงมากขึ้น เกิดในพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น และเกิดมากกว่า 1 ครั้ง ดังนั้น จำเป็นต้องพัฒนารูปแบบโมเดลเพื่อลดความเสี่ยง และรูปแบบประกันภัยที่เหมาะสม และ 4.การขาดแคลนบุคลากร เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่นิยมทำงานในธุรกิจประกันภัย ขาดทักษะในการบริหารองค์รวมและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
“ดังนั้น นวัตกรรมไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เพราะคู่แข่งไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทย แต่ยังมีผู้เล่นรายอื่นที่เข้ามาแข่งขันในประเทศ รวมถึงผู้เล่นที่ไม่ได้อยู่ในกรอบ บริษัทประกันภัยได้เข้ามาขายประกันในไทย ซึ่งในอนาคตอาจจะเกิด ‘Peer to Peer Insurance’ เป็นผู้เล่นที่มีการรวมตัวเป็นกลุ่มและขายประกันในราคาถูก โดยการขายประกันลักษณะนี้เริ่มเกิดขึ้นในสหรัฐและยุโรปแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ได้เกิดขึ้นกับไทย แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม และคอยมอนิเตอร์”
ดร.สมพรกล่าวด้วยว่า ในส่วนของธุรกิจประกันรถยนต์ เทคโนโลยี AI และ Big Data ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น สมาคมสามารถนำมาพัฒนาเป็น Based Practice ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับรถยนต์อีวีได้ ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศจีน มีการซื้อประกันแยกระหว่าง “แบตเตอรี่” กับ “ตัวรถ” ดังนั้น สมาคมจะนำ AI และ Big Data เข้ามาช่วยในการกำหนดราคากลางที่เป็นมาตรฐานร่วมกัน รวมถึงค่าแรงในการซ่อม ค่าอะไหล่ และกำหนดช่วงเวลา เป็นต้น