เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
คมนาคม เบรก ”แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC“ ยังไม่เสนอครม. รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำจาก“เอกนิติ”
Politics คมนาคม เบรก ”แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC“ ยังไม่เสนอครม. รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำจาก“เอกนิติ”
สรุปเวทีเสวนา “6 ปีที่ต้าร์ไม่อยู่ การต่อสู้ การรอคอย และความหวัง”
News สรุปเวทีเสวนา “6 ปีที่ต้าร์ไม่อยู่ การต่อสู้ การรอคอย และความหวัง”
ปริศนา “สุภาพร พิมพงษ์” เขย่าตลาดทุนไทย สั่นคลอนหน่วยงานกำกับ จับตา ก.ล.ต. ตรวจเชิงลึก
Finance ปริศนา “สุภาพร พิมพงษ์” เขย่าตลาดทุนไทย สั่นคลอนหน่วยงานกำกับ จับตา ก.ล.ต. ตรวจเชิงลึก
จับเทรนด์ ‘ศูนย์การค้า’ ไทย จากห้างขายของสู่พื้นที่ใช้ชีวิต
Business จับเทรนด์ ‘ศูนย์การค้า’ ไทย จากห้างขายของสู่พื้นที่ใช้ชีวิต
‘ดร.กอบศักดิ์’ มองดอกเบี้ย 1%-เงินบาทอ่อน เพิ่มแรงส่งเศรษฐกิจ คาดจีดีพี 1.5-2.0%
Finance ‘ดร.กอบศักดิ์’ มองดอกเบี้ย 1%-เงินบาทอ่อน เพิ่มแรงส่งเศรษฐกิจ คาดจีดีพี 1.5-2.0%
สภาฉลุย 306 เสียง คว่ำนิรโทษ ม.112 เยาวชน ปิดจ๊อบ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ชงขึ้นทูลเกล้าฯ
Politics สภาฉลุย 306 เสียง คว่ำนิรโทษ ม.112 เยาวชน ปิดจ๊อบ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ชงขึ้นทูลเกล้าฯ
SET วันนี้ (8 ก.ค.) ร่วงแรง 27.88 จุด ปิดตลาดดัชนีหลุดต่ำกว่า 1,600 จุด ปมอิหร่านโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ
Finance SET วันนี้ (8 ก.ค.) ร่วงแรง 27.88 จุด ปิดตลาดดัชนีหลุดต่ำกว่า 1,600 จุด ปมอิหร่านโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ
แอสเซทไวส์-ออริจิ้น ตุนยอดขายบ้าน-คอนโดฯ ครึ่งปีแรกคึก ลุยต่อครึ่งปีหลัง
Real Estate แอสเซทไวส์-ออริจิ้น ตุนยอดขายบ้าน-คอนโดฯ ครึ่งปีแรกคึก ลุยต่อครึ่งปีหลัง
“ศุภชัย” ปัดตอบปมสุภาพรถือหุ้นทรู 7% โยน ก.ล.ต.สอบ 
Finance “ศุภชัย” ปัดตอบปมสุภาพรถือหุ้นทรู 7% โยน ก.ล.ต.สอบ 
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดผลงาน SET ครึ่งปีแรกหุ้นขึ้น 26.3% เดือน มิ.ย. พุ่ง 1.5%
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดผลงาน SET ครึ่งปีแรกหุ้นขึ้น 26.3% เดือน มิ.ย. พุ่ง 1.5%
ดูทั้งหมด

บทสัมภาษณ์สุดท้าย ความในใจ ‘เศรษฐพุฒิ’ ปิดฉาก 5 ปี ผู้ว่าการ ธปท.

27 ก.ย. 2568 | 10:14น.
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

“ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลำดับที่ 24 (คนที่ 21) กำลังจะสิ้นสุดภารกิจและอำลาวังบางขุนพรหม ในวันที่ 30 กันยายน 2568 หลังจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 1 ตุลาคม 2563 ถือเป็นช่วงเวลา 5 ปี ในบทบาทสำคัญของการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศไทย

นับเป็นช่วงเวลาที่หนักหน่วง ทั้งจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ-การเมือง “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ ดร.เศรษฐพุฒิ ก่อนครบวาระไม่กี่วัน เปิดมุมมอง ถอดบทเรียนปัญหา ความท้าทาย ช่วงเวลาแห่งความทรงจำตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ที่ผ่านการทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีถึง 4 คน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 4 คน ภายใต้โจทย์การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ

เรื่องที่ “หนักใจ” ที่สุด

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเจอหลายเรื่องที่หนัก ไม่จบไม่สิ้น เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่มีเรื่องที่ทำให้การทำงานลำบากและหนักทั้งกาย หนักทั้งใจ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา คือ เรื่องการแก้ความเข้าใจผิดและโซเชียลมีเดีย ซึ่งไปด้วยกัน ซึ่งแพร่หลายในโซเชียลเร็วมาก ถ้าให้ผมเทียบเคียงคือความจริงเหมือนสารคดี แต่สิ่งที่มีอยู่ในโซเชียลและไม่ใช่ความจริงเป็นเหมือนละคร ทำให้ดูตื่นเต้น ซึ่งแน่นอนคนดูคนฟังสนใจมากกว่าอยู่แล้ว

“หลายเรื่องที่เจอใน 5 ปีที่ผ่านมา มาจากความเข้าใจผิดและแพร่ในอินเทอร์เน็ตเร็วมาก ทำให้การทำงานค่อนข้างลำบาก เพราะหลายเรื่องที่วนเวียนเป็นการเขียนแบบเอาแพะชนแกะ บางอย่างก็ใช่ บางอย่างก็ไม่ใช่ แล้วนำมาเรียงเป็นอะไรไม่รู้ แต่ทำให้คนเชื่อเยอะ ผมว่ามันสร้างความสับสน”

ดังนั้น ความท้าทายใน 5 ปีที่ผ่านมา ก็คือเรื่องของการสื่อสาร ว่าที่จริงอาจจะต้องทำให้มากกว่านี้ เร็วกว่านี้ ดีกว่านี้ อย่างไรก็ดี บทเรียนของการสื่อสาร และแก้ไขความเข้าใจผิด ไม่ใช่แค่ ธปท. แต่ผู้ว่าการธนาคารกลางอื่นก็เจอปัญหาคล้าย ๆ กัน เรื่องความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทของธนาคารกลาง เพราะบางคนคิดว่าแบงก์ชาติต้องรู้ทุกอย่าง ทำได้ทุกเรื่อง

“จริง ๆ ไม่ใช่ เราเป็นแค่หน่วยงานหนึ่งที่มีเครื่องมือจำกัด และทำได้ในเฉพาะบางเรื่อง ซึ่งหากดูบทบาทที่เป็นไปตามกฎหมาย จะดูแลในเรื่องเสถียรภาพราคา เสถียรภาพระบบการเงิน เสถียรภาพระบบการชำระเงิน โดยหน้าที่ต้องมองภาพรวมและระยะยาว รวมถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น หลายครั้งที่คนไม่พอใจ หรือคิดว่าเราตัดสินใจผิด เพราะมองเพียงมุมหนึ่ง แต่ถ้าดู คือเรามองภาพรวม และคิดถึงผลข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดอกเบี้ย หรือการแก้หนี้ต่าง ๆ เป็นต้น”

ผู้ว่าการแบงก์ชาติกล่าวว่า ส่วนเรื่องที่ประทับใจก็มี เป็น Episode เล็ก ๆ น้อย ๆ ตัวอย่างที่ได้ยินบ่อย ๆ และทำให้ดีใจ อย่างเช่น ตอนที่ลงไปภาคใต้ มีคนมาบอกว่า มาตรการที่ ธปท.ทำออกไป อย่างโครงการ Asset Warehousing หรือพักทรัพย์ พักหนี้ ในช่วงโควิด ช่วยให้เขายังรักษาธุรกิจโรงแรมเอาไว้ได้ ถ้าไม่มีมาตรการนี้ออกมา เขาคงลำบาก ซึ่งฟังแล้วก็รู้สึกชื่นใจที่ทำมาตรการออกมาตรงจุด หรือมาตรการในเรื่อง Responsible Lending ช่วยให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ ที่มีคนเขียนจดหมายด้วยลายมือมาขอบคุณว่า แบงก์ชาติออกมาตรการนี้ ทำให้เขาได้ปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้เขาไปต่อได้

“เห็นแบบนี้ก็ประทับใจ ก็ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นกำลังใจบ้าง บางทีเราทำงานอยู่กับตัวเลขเยอะ พอเห็นว่าช่วยคนได้ ก็เตือนว่า ที่ทำมา ก็เพื่อการนี้”

ตัดสินใจแบบไม่ตามกระแส

เมื่อถูกถามว่า มีอะไรที่รู้สึกว่าทำแล้วผิดพลาดบ้าง “ดร.เศรษฐพุฒิ” กล่าวว่า แน่นอนว่าเวลาทำอะไร ก็มักจะมีสิ่งที่สามารถทำให้ดีกว่านั้นได้ตลอดอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ในภาพรวมที่คนจะโฟกัสและชอบวิจารณ์ว่า ธปท.พลาด ก็คือ นโยบายการเงิน แต่ผมคิดว่าในภาพรวมเดินมาค่อนข้างถูกทาง การเคาะ (ดอกเบี้ย) การตัดสินใจในช่วงใหญ่ ๆ อย่างช่วงโควิด-19 ที่ปรับดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 0.5% ต่ำสุดในประวัติศาสตร์

และที่สำคัญ ตอนที่เริ่มปรับตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ตอนนี้ก็เจอ “ช็อกใหญ่” ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งไปเกือบ 8% จึงมีแรงกดดันบอกว่า ให้รีบขึ้นดอกเบี้ย เพราะทุกประเทศขึ้นกันหมด ขึ้นเร็วและแรง แต่ ธปท.วิเคราะห์และตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งก็คือค่อย ๆ ขึ้น โดยตอนนั้น ธปท.มองว่า บริบทไทยไม่เหมือนต่างประเทศ อัตราเงินเฟ้อมาแค่ชั่วคราว ซึ่งก็มีกระแสบอกว่า ธปท. “Behind the Curve” ขึ้นดอกเบี้ยช้าไป ท้ายที่สุดเงินเฟ้อก็กลับเข้ากรอบได้ค่อนข้างเร็ว จาก 8% ลดลงมา

สะท้อนว่ารอบนั้นไม่ได้ Behind the Curve และถ้าทำงานตามกระแส ตัดใจตามกระแส ป่านนั้นดอกเบี้ยคงขึ้นไปสูงกว่านั้นเยอะ แล้วกว่าจะลงมาก็ลำบากอีก โดยเรามองว่าตอนนั้นเงินเฟ้อจะมาแบบชั่วคราว และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะช้ากว่าชาวบ้าน ซึ่งก็จริง เพราะว่าเราโดนเรื่องของโควิดหนัก

“การเคาะดอกเบี้ยจะไม่ตามกระแส เพราะถ้าขึ้นสูงไป กว่าจะลงอาจใช้เวลานาน หรือตอนลง เราก็ไม่ได้รีบลง เผื่อไว้ว่าจะเจอช็อกต่าง ๆ ซึ่งการเคาะเรื่องพวกนี้โดยรวม ผมคิดว่าเรามาถูกทาง มันเป็นหน้าที่เรา ที่ต้องทำสิ่งที่ถูกต้องตามที่คิดและวิเคราะห์ ยิ่งถ้าไปตามกระแส ยิ่งขาดเสถียรภาพ”

ย้ำ Policy Space เป็นเรื่องสำคัญ

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า ตัดภาพมาปัจจุบันก็มีกระแสพลิกมาอีกฝั่ง บอกว่า ธปท.ต้องลดดอกเบี้ยให้เร็ว ๆ ซึ่งก็เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจค่อนข้างช้า โดยเฉพาะฝั่งรายได้ครัวเรือนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด และมีความท้าทายทางเศรษฐกิจมากกว่าที่คิด หาก ธปท.ทำตามกระแส โดยไม่คิดวิเคราะห์ในตอนนั้น มาเจอช็อกจากนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) ก็จะไม่มีเครื่องมืออะไรเหลือรับมือ จึงเป็นเหตุผลที่เน้นรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) โดยค่อย ๆ ปรับลดดอกเบี้ยจากระดับ 2.5% มาสู่ 1.5%

“ถ้าทำตามกระแส แต่กระแสเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เราต้องมองว่าคิดยังไง วิเคราะห์ให้ดี ทำอะไรต้องมีที่มาที่ไป ลองนึกภาพถ้าตอนนั้นลดดอกเบี้ยลงไปหมด ฝั่งการคลังก็มีแรงกดดัน ที่บอกว่าต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ช่วงนั้น คือก่อนสหรัฐประกาศเรื่อง Tariffs ออกมา ถ้าเราใช้กระสุนฝั่งการคลังและการเงินหมดตอนนั้น แล้วมาเจอช็อก ก็จะมีเครื่องมืออะไรเหลือ ที่เรารักษากระสุนไว้เพราะแบบนี้ เราเห็นว่าช็อกมันเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา”

ถามว่าตอนนี้ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.5% เรียกว่า Behind the Curve หรือไม่ ตนคิดว่าระดับ 1.5% เหมาะสมกับสถานการณ์ สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ปีนี้ ธปท.มองว่าจะขยายตัว 2.3%

“ตอนเรามองเศรษฐกิจโต 2.3% ก็มีเสียงวิจารณ์ว่า แบงก์ชาติบ้าหรือเปล่า ไม่มีทางที่ปีนี้จะโตเกิน 2% แต่มาถึงตอนนี้ สำนักต่าง ๆ ก็บอกว่า เศรษฐกิจปีนี้ก็ใกล้เคียงประมาณนี้”

ธปท.ต้องปรับบทบาทให้ทันโลก

ดร.เศรษฐพุฒิยอมรับว่า จากโลกการเงินที่เปลี่ยนไปเยอะในหลายด้าน ส่งผลให้บทบาทของธนาคารกลางก็ต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย ชัดเจนคือนโยบายการเงิน เรื่อง กนง. ตอนนี้ ธปท.ก็ใช้เงินเฟ้อในกรอบยืดหยุ่น แต่ถ้ามองไปข้างหน้า สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันคือการเคลื่อนไหวของเงินเฟ้อมาจากฝั่งอุปทานมากกว่าฝั่งอุปสงค์ แต่ความสามารถของนโยบายการเงินที่จะไปกระทบอุปทานมันจำกัด หมายความว่าการที่เราพยายามจะควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบต่าง ๆ จะยากกว่าเดิมเยอะ ความสามารถในการควบคุมจะลำบากขึ้น ด้วยความที่ลักษณะของช็อกที่เปลี่ยนไปจากเดิมเยอะ

และมากกว่านโยบายการเงิน ก็คือ เงินก็หน้าตาเริ่มจะเปลี่ยนไปด้วย จะเห็นว่ามีสารพัดที่คลอดออกมา ไม่ว่าจะเป็นพวก Stablecoins หรือคริปโต ซึ่งตรงนี้จะสร้างความท้าทายอีกเช่นเดียวกัน นวัตกรรมหลายอย่างเป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าต้องดูเรื่องผลข้างเคียงด้วย ก่อนที่จะตัดสินใจว่า สิ่งนี้เป็นนวัตกรรมที่เหมาะสม ไม่ใช่ทุกนวัตกรรมจะดี เพราะว่าถ้านวัตกรรมไปสร้างผลข้างเคียงเยอะ ก็อาจจะสร้างความปวดหัว

“เรื่องบทบาท ธนาคารกลางก็ชัดเจนว่าต้องมีการปรับ เราก็เห็นว่าการใช้ Mobile Banking แพร่หลายมาก การกำกับดูแลก็ท้าทายกว่าเดิมเยอะ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างอีกหนึ่งที่ทำให้ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง ทุกคนพึ่งระบบดิจิทัลมากขึ้น มาพร้อมกับความเสี่ยงไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่อง Fraud (ต้มตุ๋น หลอกลวง) ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ เพราะความพร้อมของคนที่จะมีภูมิคุ้มกันต่อการหลอกลวงก็ไม่ได้สูง ก็เป็นโจทย์ที่ตอนนี้ทุกแบงก์ชาติเจอ การที่ทุกอย่างพึ่งดิจิทัลก็มาพร้อมภัยด้านไซเบอร์ “

สรุปคือเป็นเรื่องที่ท้าทายและมาใหม่ 4 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ นโยบายการเงิน เงินประเภทใหม่ การกำกับดูแล และความปลอดภัยทางดิจิทัล สะท้อนชัดเจนว่าธนาคารกลางต้องมีการปรับตัวค่อนข้างเยอะ

“เสถียรภาพ” มากกว่าหน้าที่ ธปท.

ดร.เศรษฐพุฒิสะท้อนว่า การรักษาเสถียรภาพเป็นโจทย์สำคัญของ ธปท. ซึ่งอยู่ใน Mandate หรือกฎหมายของเรา หน้าที่แบงก์ชาติคือดูแลเรื่องเสถียรภาพ แต่ไม่ใช่เพราะแค่อยู่ในกฎหมาย มากกว่านั้นคือเพราะเป็นห่วงจริง ๆ เพราะถ้าไม่มีเสถียรภาพ ความเสียหายต่าง ๆ จะตามมาเยอะมาก ถ้าผมเทียบเคียงว่าเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจที่เล็กในโลก ซึ่งเจอสารพัดแรงกระทบต่าง ๆ การที่เรามีความระมัดระวังเป็นเพราะประเทศไทยเปรียบเหมือนเรือเล็กที่มีความเปราะบาง บางทีกระแสก็บอกให้ไปเร็ว ๆ กว่านี้ เหมือนต้องการเอาตัวถ่วงน้ำหนักเรือที่อยู่ข้างใต้ที่ทำให้เรือมั่นคงออก เพื่อให้เรือไปเร็วขึ้น ปัญหาคือถ้าทำแบบนั้น เรือก็ไม่เสถียรเท่าที่ควร ขณะที่มองไปข้างหน้าก็มีโอกาสสูงที่จะเจอคลื่น พายุ และลม

ดังนั้น หน้าที่ ธปท.คือ ดูและเมกชัวร์ว่าไปต่อได้ ทุกคนในเรืออยู่รอด เพราะถ้ามีปัญหา เรือล่ม เดือดร้อนทุกคน ซึ่งคนที่จะเดือดร้อนที่สุด คือ รากหญ้า เพราะเป็นเรือที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีชูชีพ จึงเน้นว่าเสถียรภาพมันสำคัญ ต้องรักษาสมดุลนี้ไว้ มองภาพรวม มองระยะยาว และคิดถึงผลข้างเคียง

โดยปกติแรงกดดันให้ทำเรื่องแก้ปัญหาระยะสั้นอยู่แล้วตลอดเวลา ประวัติศาสตร์ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา สะท้อนอยู่แล้วว่าน้ำหนักไปอยู่ที่ไหน ดังนั้นถ้าจะฝากอะไรกับรัฐบาลชุดใหม่ ก็อยากให้ทำทั้งสองอย่าง คือทำทั้งเรื่องระยะสั้น ซึ่งคนอยากเห็นอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็ควรทำระยะยาวที่จำเป็นและควรทำมานานด้วย

ฝาก รมว.คลัง ดูโจทย์ระยะยาว

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ฝาก “ขุนคลัง” โจทย์ระยะยาว ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยเรื่องหลัก ๆ โจทย์คือ ทำอย่างไรในระยะยาวให้โครงสร้างต่าง ๆ ดีขึ้น เพื่อจะปรับการเติบโตของประเทศให้ยั่งยืน และเพิ่มศักยภาพ ซึ่งต้องทำในรูปแบบที่คำนึงถึงเสถียรภาพ

โดยสิ่งที่ ธปท.ถูกวิพากษ์วิจารณ์บ่อย คือว่าเน้นแต่เรื่องเสถียรภาพ ซึ่งก็ต้องบอกว่า ธปท.ก็อยากเห็นการเติบโตเหมือนกัน เพราะอย่างปัญหา “หนี้” การจะแก้อย่างยั่งยืนต้องแก้วิธีเดียว คือ รายได้คนต้องโต แก้แค่หนี้อย่างเดียวไม่พอ ซึ่งตอนนี้ 2 ใน 3 ของครัวเรือนไทย มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ซึ่งความหมายคือถ้าหนี้หายไป ตราบใดที่รายจ่ายสูงกว่ารายได้ หนี้ก็คงกลับมา เพราะฉะนั้น ต้องทำให้รายได้เพิ่มขึ้นให้ได้ และที่สำคัญการเติบโต ไม่ใช่การเติบโตของตัวเลข GDP แต่ต้องเป็นการทำให้รายได้ของคนเพิ่มขึ้น สิ่งที่ผมอยากเห็นที่สุด คือ ภาครัฐหรือภาคเอกชนจะลงทุนอย่างไรให้รายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปิดฉากชีวิต 5 ปี ผู้ว่าการ ธปท.

สำหรับฉากชีวิตหลังจากสิ้นสุดภารกิจในตำแหน่ง ผู้ว่าการ ธปท. “ดร.เศรษฐพุฒิ” บอกว่า หลังจากนี้คงยังไม่รับทำงานอะไร เพราะที่ผ่านมาเข้ามาทำงานด้วยเจตนาดีที่อยากช่วยแก้ไขวิกฤตจากผลกระทบช่วงโควิด ซึ่งการทำงานก็มีแรงกดดันสารพัด หลังจากนี้คงไปปฏิบัติธรรมก่อนเพื่อบำบัดจิตใจ นี่เป็นรอบที่ 2 ของการมาในช่วงวิกฤต รอบแรกก็ในช่วงปี 2540 ตอนนั้นประเทศไทยก็เจอวิกฤตเศรษฐกิจ เข้ามาช่วยงานในกระทรวงการคลัง

“งานนี้ถือเป็น Episode ของ Season สุดท้ายแล้ว” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวทิ้งท้าย