ก.ล.ต.ยกระดับคุมคริปโต งัด ‘Travel Rule’ ตรวจเส้นทางเงินเข้ม
จากที่รัฐบาลเดินหน้าจัดตั้ง “ดาต้าบูโร” ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลทางการเงิน มีหน้าที่เชื่อมโยงและรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานไว้ในที่เดียว ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามธุรกรรมต้องสงสัยและสนับสนุนการสืบสวนคดีที่เกี่ยวกับ “ธุรกิจสีเทา” หรือ “แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ” ได้ โดยมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ธุรกรรมทองคำ จนถึงร้านแลกเงิน ที่ต้องถูกยกระดับการกำกับดูแลด้วย
ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ปฏิบัติการ “Connect the Dots” ของกระทรวงการคลัง เป็นโครงการที่มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและปิดช่องว่างของระบบข้อมูลระหว่างกัน โดยมีหน่วยงานสำคัญเข้าร่วม อาทิ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก.ล.ต. และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
“โจทย์หลักของดาต้าบูโรภายใต้ปฏิบัติการดังกล่าว คือการรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพรวมของกระแสเงินในระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยทาง ก.ล.ต.จะนำข้อมูลในฝั่งตลาดทุน รวมถึงข้อมูลเชิงลึกของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ร่วมในระบบ เพื่อช่วยระบุและวิเคราะห์ช่องว่างที่ยังขาดการเชื่อมโยง ซึ่งจะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบริหารจัดการข้อมูลได้ครอบคลุมมากขึ้น”
ทั้งนี้ โครงการ Connect the Dots จะเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การแลกเปลี่ยนเงิน การซื้อขายทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะข้อมูลจากฝั่งธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ซึ่งมีการทำกระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) และผูกบัญชีธนาคารของผู้ลงทุนไว้อย่างเป็นระบบอยู่แล้ว เมื่อมีธุรกรรมที่มีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องรายงานไปยัง ปปง. ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะถูกเชื่อมโยงและรับทราบร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า น่าจะได้เห็นภาพที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยจะรอกระทรวงการคลังเป็นผู้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ
“ปกติข้อมูลเหล่านี้ก็มีการเชื่อมอยู่แล้ว แต่โครงการนี้จะช่วยให้เห็นว่า ช่องว่างหรือ Gap ของข้อมูลอยู่ตรงไหน และแต่ละหน่วยงานต้องกลับไปปิด Gap ของตัวเอง ก่อนจะนำข้อมูลทั้งหมดมาเชื่อมกันให้ครบ เพื่อให้การดูแลระบบการเงินโดยรวมมีความชัดเจนและโปร่งใสมากขึ้น”
เลขาธิการ ก.ล.ต.กล่าวว่า ในส่วนการกำกับดูแลคริปโตเคอร์เรนซี ก.ล.ต.เตรียมยกระดับการใช้ Travel Rule หรือกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน สำหรับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ที่กำหนดให้ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องรวบรวมและแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ส่งและผู้รับ (เช่น ชื่อ, ที่อยู่กระเป๋าเงิน) เมื่อโอนเงินเกินเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อทดสอบและติดตามเส้นทางการเงินของคริปโต โดย Travel Rule จะช่วยให้ตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานเอกชนหรือที่ไม่ถูกกำกับดูแลได้ดียิ่งขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการปรับแก้ไขกฎหมายของ ปปง.
ขณะที่ นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก จำกัด (MTS Gold) กล่าวว่า กรณีที่รัฐบาลเตรียมเข้าตรวจสอบธุรกรรมทองคำเพื่อป้องกันปัญหาบัญชีม้าและกลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ (Scammer) ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือของภาคการเงินไทย โดยมีความเห็นว่าการดำเนินการจำเป็นต้องประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะในธุรกิจทองคำที่มีธุรกรรมจำนวนมากและเกี่ยวข้องกับบัญชีผู้ใช้หลายราย ซึ่งหากมีการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนระหว่างรัฐกับผู้ประกอบการ จะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกแสวงหาประโยชน์จากธุรกรรมที่ไม่ถูกต้อง
“ภาคเอกชนไม่สามารถทราบได้เองว่าบัญชีใดเป็นบัญชีม้า เพราะยังไม่ได้รับข้อมูลจากภาครัฐ ถ้ารัฐมีข้อมูล ควรแจ้งให้ภาคเอกชนทราบอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถบล็อกบัญชีเหล่านี้ได้”
นางสาวชนาพร พูนทรัพย์หิรัญ นายกสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน (TAFEXS) และประธานกรรมการ บริษัท ทเวลฟ์ วิคทอรี่ เอ็กเชน จำกัด กล่าวว่า ตอนนี้หลายหน่วยงาน ทั้งในส่วนของ ปปง. ธปท. ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้กำกับ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันยกระดับมาตรฐานเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล หรือ FATF ในการป้องกันการฟอกเงิน
เนื่องจากหากไทยไม่ดำเนินการ ประเทศอื่น ๆ ก็จะไม่อยากเข้ามาลงทุนหรือค้าขายร่วมกับไทย