คลังทบทวนแผนออก “G-Token” ครั้งแรก 5,000 ล้านบาท ชี้ขึ้นกับนโยบายรัฐบาล พร้อมปรับแผนออกพันธบัตรออมทรัพย์ คาดอาจต้องออกเป็น “Loan Bond” มากขึ้น เพื่อลดต้นทุน เล็งสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงบอนด์ออมทรัพย์ได้ทุกเดือนตามที่รัฐบาลประกาศนโยบาย ด้าน “เอ็กซสปริง ดิจิทัล” หนึ่งใน ICO Portal คาดชะลอแผนออก “G-Token” เหตุเปลี่ยนรัฐบาล
นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า สบน.อยู่ระหว่างทบทวนการออกพันธบัตรรัฐบาลดิจิทัล หรือ “โทเค็นดิจิทัลเพื่อการออม” (Government Token : G-Token) ที่เดิมจะออกครั้งแรกวงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ซึ่งตอนนี้รัฐบาลชุดปัจจุบันยังไม่มีนโยบายให้ดำเนินการ
“การออก G-Token กำลังทบทวน อยู่ระหว่างพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ ซึ่งอาจจะไม่ได้จำเป็นเร่งด่วน”
นางจินดารัตน์กล่าวว่า สำหรับในปีงบประมาณ 2569 นี้ ตามแผนบริหารหนี้สาธารณะ รัฐบาลมีความต้องการกู้เงินทั้งกู้ใหม่และบริหารจัดการหนี้เดิมรวมแล้วเกือบ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งในการบริหารจัดการหนี้ หรือการกู้เงิน คงเน้นไปที่การออกพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก ขณะที่พันธบัตรออมทรัพย์ อยู่ระหว่างพิจารณาวงเงินที่เหมาะสม เนื่องจากมีต้นทุนค่อนข้างสูง
“บอนด์ออมทรัพย์ต้นทุนจะสูงที่สุด ในบรรดาเครื่องมือที่เราใช้ ทำให้กระทรวงการคลังจะต้องแบกรับต้นทุนเยอะ ขณะที่การออกพันธบัตรปกติ หรือ Loan Bond ต้นทุนไม่ได้สูง ซึ่งช่วงนี้น่าจะถึงเวลาที่เราอาจจะต้องพยายามลดต้นทุน เพราะมีผลกระทบต่อการขาดดุลทางการคลัง และทางบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งก็จับตา” ผู้อำนวยการ สบน.กล่าว
อย่างไรก็ดี การส่งเสริมการออมนั้น ผู้อำนวยการ สบน.กล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันประกาศนโยบายที่จะให้ประชาชนรายย่อยสามารถเข้าถึงการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลได้ทุกเดือน เพื่อเป็นทางเลือกในการออมที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งในรายละเอียด สบน.อยู่ระหว่างดำเนินการ
รายงานแจ้งว่า แผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2569 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติแล้ว แบ่งเป็น 1.แผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงิน 1,207,306.75 ล้านบาท 2.แผนการบริหารหนี้เดิม วงเงิน 1,876,915.14 ล้านบาท และ 3.แผนการชำระหนี้ วงเงิน 503,056.95 ล้านบาท
นายธนศักดิ์ กฤษณะเศรณี รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กซสปริง ดิจิทัล จำกัด นายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล (โบรกเกอร์) ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเค็นดิจิทัลของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ 2568-2569 (ICO Portal) กล่าวว่า การเปลี่ยนรัฐบาลทำให้โครงการออก G-Token ไม่แน่นอน ในเบื้องต้นอาจจะมีการชะลอโครงการ แต่ในฐานะผู้พัฒนาระบบก็ยังคงต้องทำต่อ เพราะการทำให้ระบบ G-Token เข้ากันได้กับผู้เกี่ยวข้องต้องพูดคุยเจรจาอีกมาก
ทั้งนี้ G-Token ซึ่งเป็นการแปลงพันธบัตรรัฐบาลเป็นโทเค็นดิจิทัลนั้น มีความท้าทายอื่นนอกจากความเข้ากันได้ทางเทคโนโลยี และระเบียบข้อกฎหมายของ สบน.แล้ว ยังมีเรื่องความเข้ากันของกลุ่มลูกค้าด้วย
“อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดประการหนึ่งคือการทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับโดยกลุ่มเป้าหมายหลักของพันธบัตรส่วนใหญ่เป็น ‘ลูกค้ารุ่นใหญ่’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังไม่เปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มที่ นักลงทุนกลุ่มนี้ไม่ต้องการความยุ่งยากในการดาวน์โหลดหรือเรียนรู้แอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ และมักจะมอบหมายให้ผู้ช่วยหรือเลขานุการเป็นผู้ดำเนินการแทน แต่แนวโน้มในอนาคต นักลงทุนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับดิจิทัลจะเติบโตขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านการถือครองสินทรัพย์โลกจริงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งส่วนตัวมองว่าไม่ช้าเกินไป”
เมื่อถามว่า หาก G-Token ไม่สามารถออกมาขายได้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจแปลงตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ของภาคเอกชนเป็นดิจิทัลหรือไม่ เพราะอาจกําลังรอรูปแบบและความชัดเจน ที่ G-Token จะเป็นผู้นำ
นายธนศักดิ์กล่าวว่า การทำ Tokenization ตราสารหนี้อื่น ๆ นั้น ควรจะเป็นเอกชนเป็นผู้นำแล้วรัฐบาลรับรอง เพราะการขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนสามารถทำได้รวดเร็วกว่า มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนรูปแบบสูง และที่สำคัญคือสามารถป้องกันการแทรกแซงจากภาครัฐหรือปัจจัยทางการเมืองได้ดีกว่า
ขณะที่การดำเนินการโดยภาครัฐมักจะช้ากว่าและเผชิญกับปัจจัยจากภายนอกจำนวนมาก รวมถึงการคัดค้านจากฝ่ายการเมือง ทำให้กระบวนการไม่ราบรื่น
“แนวโน้มการแปลงตราสารหนี้ของเอกชน จะเหมือนการนำเทคโนโลยีอื่น ๆ มาใช้ คือ เอกชนนำ และรัฐตาม ยกตัวอย่างแอปพลิเคชั่น ‘เป๋าตัง’ ของภาครัฐ ซึ่งได้รับการยอมรับ ก็เกิดขึ้นหลังแอปพลิเคชั่นของธนาคาพาณิชย์ในภาคเอกชน” นายธนศักดิ์กล่าว