ปี 2568 กำลังจะหมดปี ซึ่งปีนี้ก็เป็นอีกปีที่ตลาดหุ้นไทยทำผลงานไม่ดี โดยต้นปีจนถึงเดือน พ.ย. หรือ 11 เดือนแรก (YTD) ดัชนี SET ปรับตัวลดลง 10.2% มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai เฉลี่ยอยู่ที่ 41,908 ล้านบาท ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 113,298 ล้านบาท ขณะที่มีบริษัทที่เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไป (IPO) และเข้าจดทะเบียนใน SET และ mai รวมทั้งสิ้น 17 บริษัท
โดย “รองรักษ์ พนาปวุฒิกุล” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารกิจกรรมเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่มีเหตุการณ์สำคัญหลากหลาย ทั้งปัจจัยทางการเมืองและภัยธรรมชาติ ซึ่งล้วนสร้างแรงกระทบต่อตลาดทุนไทยอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯต้องออกชุดมาตรการเพื่อประคับประคองความเชื่อมั่นผู้ลงทุน รวมถึงยกระดับมาตรฐานกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และการซื้อขายในตลาดรองอย่างต่อเนื่อง
ความเชื่อมั่นต่ำสุดในรอบหลายปี
ทั้งนี้ ภาพรวมการระดมทุนผ่าน IPO ในปีนี้ชะลอตัวอย่างมาก แม้ตลาดหุ้นไทยเคยเป็นผู้นำในอาเซียน แต่ทั้งปีคาดว่ามูลค่า IPO จะปิดที่ราว 348 ล้านดอลลาร์ ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอดีตอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุสำคัญมาจากภาวะตลาดที่ซบเซา และ Sentiment ผู้ลงทุนที่อยู่ในระดับ Highly Negative หรือแตะ “กรอบล่าง” ของดัชนีความเชื่อมั่น
นอกจากนี้ MSCI ยังปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง เหลือหุ้นไทยเพียง 19 ตัวในดัชนี ส่งผลกระทบต่อ Fund Flow ต่างชาติในปีนี้
“ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ผู้ลงทุนเปลี่ยนจาก Gen X มาสู่ Gen Y และ Gen Z ซึ่งมีพฤติกรรมการลงทุนแตกต่างจากเดิมอย่างมาก คือ มี Ticket Size เล็กกว่า และกระจายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือก เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล หุ้นต่างประเทศ รวมถึง DR ส่งผลให้สภาพคล่องตลาดหุ้นไทยถูกเบี่ยงไปยังทางเลือกใหม่ของผู้ลงทุนยุคใหม่”
ยกระดับกำกับ-คุมเข้มซื้อขาย
“รองรักษ์” กล่าวอีกว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯยังได้ปรับเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนทั้งใน SET และ mai ให้เข้มข้นขึ้น โดยเน้นคุณภาพของผลการดำเนินงาน ความแข็งแรงของฐานะการเงิน และเพิ่มสัดส่วน Free Float โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็ก เพื่อรักษาสภาพคล่องในตลาดรอง พร้อมกันนี้ยังได้เพิ่มมาตรการติดตาม บจ.ที่มีความเสี่ยง
ได้แก่ บจ.ที่ขาดทุนต่อเนื่อง ไม่มีธุรกิจจริง ผิดนัดชำระหนี้ ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็น หรือมี Free Float ต่ำ รวมถึงปรับระบบการเตือนผ่านเครื่องหมาย C ให้แยกตามสาเหตุชัดเจน และเพิ่มการเปิดเผยข้อมูลเมื่อพบความผิดปกติด้านการเงิน เพื่อให้สาธารณชนรับรู้
ในส่วนของการกำกับการซื้อขาย มีการคุยกันในการดูแลการกำกับการซื้อขาย มีมาตรการดูแลกำกับเรื่องชอร์ตเซล (Short Sale) โดยทบทวนหุ้น SET100 ที่ชอร์ตเซลได้ และการเปิดเผยข้อมูล Outstanding Short Position นอกจากนี้ยังมีมาตรการของ Auction สำหรับหุ้นในมาตรการกำกับการซื้อขาย, Dynamic Price Band, มาตรการการจดทะเบียนของคนที่เป็น HFT (High-Frequency Trading) ซึ่งสามารถซื้อได้เฉพาะในหุ้นกลุ่ม SET100 รวมถึงเปิดเผยรายชื่อลูกค้าที่ส่งคำสั่งซื้อขายไม่เหมาะสมแก่บริษัทสมาชิกสถานะของบริษัทอย่างโปร่งใส
ทิศทางการดำเนินการปี 2569
สำหรับทิศทางในปีหน้า “รองรักษ์” กล่าวว่า จะเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นต่อเนื่อง โดยมีมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทยที่แถลงไปเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อยกระดับให้ผู้ลงทุนกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ขณะเดียวกัน ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะมีการปรับปรุงเกณฑ์การทำธุรกรรมที่มีนัยสำคัญ (Material Transaction) และรายการที่เกี่ยวโยงกัน (Related Party Transaction)
ซึ่งอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยเปลี่ยนฐานคำนวณจากสินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิ (NTA) มาเป็นมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ให้สะท้อนมูลค่าทรัพย์สินไม่มีตัวตน เช่น เทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา คาดว่าจะประกาศใช้ได้ในปีหน้า ซึ่งจะทำให้การเข้าจดทะเบียนทางอ้อมมีความโปร่งใสและรัดกุมขึ้น
“ตลาดหลักทรัพย์ฯยังเตรียมขยายบทบาทของบุคคลสำคัญภายในบริษัท ได้แก่ กรรมการ และผู้ตรวจสอบภายใน ให้เป็นด่านสำคัญในการป้องกันธุรกรรมที่อาจไม่เหมาะสม สร้างระบบกำกับดูแลกิจการที่เข้มแข็งจากภายในองค์กรด้วย”
ทั้งนี้ ความท้าทายในปีหน้า ได้แก่ 1.คาดว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) จะเติบโตอยู่ในระดับท้าย ๆ ของอาเซียน สะท้อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่อ่อนแรงลงต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ กำไรของบริษัทจดทะเบียนก็เติบโตได้ยาก ดังนั้น โจทย์สำคัญคือการผลักดันโครงการต่าง ๆ ด้วยการยกระดับศักยภาพของบริษัทไทยให้ผู้ลงทุนเห็นว่ามีคุณภาพแข็งแกร่งและสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้
2.ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ซึ่งยังคงก่อตัวต่อเนื่อง และเริ่มขยายวงมาสู่เอเชีย 3.การย้ายไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ซึ่งปีนี้เริ่มเห็นเคสแล้ว
“ปีหน้าสัญญาณจะเริ่มชัดเจนขึ้น เหตุผลหนึ่งคือเสน่ห์ของตลาดทุนไทยลดลง เมื่อ Valuation ไม่ดึงดูดเท่าเดิม ผู้ประกอบการจึงเริ่มพิจารณาทางเลือกตลาด ทำให้ตลาดไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความน่าสนใจไว้” รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯกล่าว