“บาทแข็งค่า หลังราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่”
ค่าเงินบาท
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเข้าวันนี้ (22/12) ที่ระดับ 31.38/39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/12) ที่ระดับ 31.46/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องจากการปรับเพิ่มการคาดการณ์ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต รวมทั้งข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคยังช่วยหนุนความเชื่อมั่นต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบรายปีในเดือน พ.ย. ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 3.1%
นอกจากนี้ โดยข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัวและรายงานตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง ยิ่งตอกย้ำว่าเฟด ควรเดินหน้าสู่แนวทางผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไป ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่หนุนราคาทองคำให้ปรับตัวสูงขึ้นเหนือระดับ 4,400 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนอีกปัจจัยคือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของเฟด ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า เทรดเดอร์ยังคงคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปีหน้า
โดยนักลงทุนพากันเทน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของปี 2569 ในการประชุมเดือน มี.ค. เร็วกว่าเดิมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน เม.ย. นอกจากนี้ นักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ของปี 2569 ในเดือน ก.ค. เร็วกว่าเดิมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย. ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยของเฟดอยู่ที่ระดับ 3.00-3.25% ในช่วงสิ้นปี 2569 โดยตลาดจับตาดูการเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของสหรัฐ ในวันอังคาร (23/12) ซึ่งหากเปิดเผยออกมาอ่อนแอกว่าคาดการณ์ อาจจะยังสนับสนุนความเห็นเรื่องการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด และการเข้ามาถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ ของนักลงทุน ขณะที่ตลาดเริ่มมีปริมาณธุรกรรมรวมลดลง เนื่องจากเข้าใกล้ช่วงเทศกาลวันหยุดยาว
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (22/12) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าเป้าหมายนโยบายการเงิน หรือ กรอบเงินเฟ้อในปี 2569 จะใช้กรอบ 1-3% เหมือนกับในปี 2568 โดย ธปท.ได้หารือกับกระทรวงการคลังแล้ว โดยขั้นตอนต่อจากนี้กระทรวงการคลังจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในปี 2568 นี้ นายวิทัย กล่าวว่า ปี 2569 แนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ไม่เกิดภาวะเงินฝืดในปีหน้า
โดย ธปท.จะพยายามทำให้เงินเฟ้อกลับเข้ามาอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตามในปี 2569 ยังคงมีความผันผวนจากราคาน้ำมัน แต่คาดว่าเงินเฟ้อจะสามารถกลับเข้าสู่กรอบได้ในปี 2570 สำหรับ การแก้ปัญหาเรื่องการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับ SMEs นายวิทัย กล่าวว่า ขณะนี้การปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs ติดลบมานานกว่า 13 ไตรมาสแล้วสะท้อนปัญหาดังกล่าว ซึ่งในวันที่ 26 ธ.ค. นี้ ธปท.จะลงนามความร่วมมือกับกระทรวงการคลัง สมาคมธนาคารไทย และ สมาคมธนาคารนานาชาติ เกี่ยวกับมาตรการชดเชย credit cost สำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ให้กับ SMEs เพื่อแก้ปัญหานี้ ทั้งนี้ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบระหว่าง 31.15 – 31.40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.17/19 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเข้าวันนี้ (22/12) ที่ระดับ 1.1713/16 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/12) ที่ระดับ1.1730/32 เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (18/12) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันนี้ตามการคาดการณ์ของตลาด โดยเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน การคงอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.00% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2.40%
ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 2.15% ก่อนหน้านี้ ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ค., ก.ย. และ ต.ค. หลังจากปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 8 ครั้งนับตั้งแต่ ECB เริ่มวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.2567 ECB ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากครั้งสุดท้ายสู่ระดับ 2.00% ในเดือน มิ.ย.2568 ลดลงถึงครึ่งหนึ่งจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 4.00% ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี แต่หลังจากนั้น ECB ได้ตัดสินใจระงับการผ่อนคลายนโยบายการเงิน เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าตัวเลยเงินเฟ้อยูโรโซนจะออกมาต่ำกว่าคาด ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1707 – 1.1730 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1730/32 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (22/12) ที่ระดับ 157.42/43 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/12) ที่ระดับ 157.22/26 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น อีก 0.25% สู่ระดับ 0.75% ตามคาด
โดยประเด็นสำคัญของการประชุม BOJ คือ แม้ว่าจะมีการประกาศขึ้นดอกเบี้ย แต่ยังเน้นย้ำว่าดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Rate) ในปัจจุบันยังคงติดลบมาก ดังนั้นช่วงถัดไปยังมีโอกาสขึ้นแต่น้ำหนักยังเป็นในทิศทางค่อยเป็นค่อยไป โดยจะขึ้นกับสัญญาณของตัวเลยเศรษฐกิจเป็นหลักอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีฟุงขึ้นแตะระดับ 2.1% ในช่วงเช้าวันนี้ (22/12) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2542
โดยได้แรงหนุนหลังอัตสิชิ มิมูระ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของญี่ปุ่น เปิดเผยกับผู้สี่อข่าวในวันนี้ว่า ญี่ปุ่นจะใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับสกุลเงินเยนที่เคลื่อนไหวมากเกินไป โดยคำกล่าวของมิมูระมีขึ้น หลังจากเงินเยนร่วงลงอย่างหนักเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่า BOJ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ตาม แต่ยังคงไม่ได้ให้ความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต โดยในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 157.24 – 157.42 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 157.42/43 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ได้แก่ สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐานของสหรัฐ (Y/Y) (ต.ค.) (22/12), ดัชนีราคาด้านการบริโภคส่วนบุคคลของสหรัฐ (PCE Price Index) (M/M) (ต.ค.) (22/12), ดัชนีจีดีพีของสหรัฐ (Q/Q) (ไตรมาส 3) (23/12), รายงานความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากซีบีของสหรัฐ (CB Consumer Confidence) (ธ.ค.) (23/12), ยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐ (ก.ย./ต.ค./พ.ย.) (24/12), จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (24/12), สินค้าคงคลังน้ำมันดิบของสหรัฐ (24/12)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเข้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8/-7.6 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศอยู่ที่ -5.2/-4.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ